Abstract:
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาความเป็นพลเมืองดิจิทัลของนิสิตครูในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐภาคตะวันออก (2) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ตามแนวคอนสตรัคชันนิซึมเพื่อเสริมสร้างทักษะความเป็นพลเมืองดิจิทัล (3) ศึกษาผลการใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้น และ (4) นำเสนอรูปแบบดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 นิสิตครู 293 คน จากมหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี และมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ โดยการสุ่มแบบชั้นภูมิ และกลุ่มที่ 2 นิสิตครู 60 คน จากคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา โดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบทดสอบ และรูปแบบการจัดการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบค่าที การวิเคราะห์เนื้อหา และดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI Modified) ผลการวิจัยพบว่า
1. นิสิตครูใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ยวันละ 6 ชั่วโมงขึ้นไป (60.75%) โดยใช้มือถือมากที่สุด (96.59%) ปัญหาหลักคือสัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่ทั่วถึง (65.53%) การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ในการออกแบบสื่อการเรียนรู้พบมากที่สุด (80.55%) สภาพปัจจุบันเกี่ยวกับความต้องการจำเป็นของนิสิตครูในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ตามแนวคอนสตรัคชันนิซึมในการเรียนรู้ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x? =4.27, S.D.=0.04) และมีความต้องการเร่งด่วนที่ต้องการพัฒนาในการประยุกต์ใช้ AI ตามแนวคอนสตรัคชันนิซึม (PNI Modified > 0.01)
2. รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น ได้แก่ 2E-3C Model (Excite, Explore, Create, Connect, Check to Cultivate) ซึ่งมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ E1/E2 = 83.14/86.50
3. หลังการใช้รูปแบบพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะความเป็นพลเมืองดิจิทัลของกลุ่มทดลองหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05
4. นิสิตครูมีความพึงพอใจต่อรูปแบบที่ได้พัฒนาขึ้นในระดับมากที่สุด
5. นำเสนอรูปแบบต่อผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่ารูปแบบมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด