Abstract:
การศึกษานี้ทำการตรวจสอบปัจจัยที่มีอิทธิพลต่ออุปทานแรงงานและการเกษียณของผู้สูงอายุในประเทศไทย โดยใช้ข้อมูล 3 แหล่ง ประกอบด้วย (1) การสำรวจภาวะทำงานของประชากร พ.ศ. 2563-2565 (2) การสำรวจประชากรสูงอายุ พ.ศ. 2564 และ (3) แบบสอบถามของโครงการวิจัยที่เป็นการวัดเชิงอัตวิสัยเกี่ยวกับการทำงานและการเกษียณของผู้สูงอายุ ข้อมูลสองชุดแรกเก็บรวบรวมโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ข้อมูลการสำรวจประชากรสูงอายุนำมาใช้ในการประมาณค่าแบบจำลองอุปทานแรงงานเชิงประจักษ์ โดยวิเคราะห์จากสองผลลัพธ์ในตลาดแรงงาน ประกอบด้วย การมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานและชั่วโมงการทำงาน ผลการศึกษา พบว่า ปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมและประเภทเงินบำนาญเป็นตัวกำหนดที่มีนัยสำคัญต่ออุปทานแรงงานผู้สูงอายุ เมื่อควบคุมตัวแปรเชิงประชากรและประเภทเงินบำนาญ การมีสุขภาพแข็งแรงทำให้อุปทานแรงงานผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ภายใต้บริบทที่มากกว่าร้อยละ 40 ของผู้สูงอายุยังคงอยู่ในกำลังแรงงาน ผลการประมาณค่า พบว่า การได้รับเงินจากบุตรที่เป็นผู้ใหญ่และเงินบำนาญภาครัฐทำให้การมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานและเวลาทำงานของผู้สูงอายุลดลง ยกเว้นเฉพาะผู้ที่ได้รับเงินจากประกันสังคม นอกจากนั้น ผู้สูงอายุที่มีการศึกษาน้อย อาศัยในเขตชนบท และมีเงินออมน้อยหรือยังมีภาระหนี้สิน เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มทำงานต่อหลังจากเข้าสู่วัยเกษียณ ผู้สูงอายุในครัวเรือนข้ามรุ่น (อยู่กับหลาน โดยที่พ่อแม่เด็กไม่ได้อาศัยอยู่ด้วย) รวมถึงกลุ่มที่ยังมีบุตรในวัยศึกษาเล่าเรียน มีแนวโน้มที่จะคงอยู่ในตลาดแรงงาน การวิเคราะห์กลุ่มตัวอย่างย่อยแสดงถึงความแตกต่างของอุปทานแรงงานระหว่างผู้ที่อาศัยในเขตเมืองและชนบท และระหว่างชั้นรายได้ครัวเรือน ผลการศึกษาเพิ่มเติมทั้งจากข้อมูลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรและข้อมูลแบบสอบถามสนับสนุนผลการศึกษาหลักที่ได้จากแบบจำลองทางเศรษฐมิติ ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เมื่อปี พ.ศ. 2563 การมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานและชั่วโมงการทำงานของผู้สูงอายุลดลงเฉลี่ย 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เมื่อเปรียบเทียบกับ พ.ศ. 2564 และ 2565