Abstract:
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาถึงผลสำเร็จในการผ่าตัดเปิดทางระบายน้ำในลูกตา (trabeculectomy) ในผู้ป่วยต้อหินชนิดหลอดเลือดงอกใหม่ (neovascular glaucoma) รวมถึงค้นหาปัจจัยส่งเสริมและปัจจัยเสี่ยงทั้งทางตาและทางร่างกายที่มีผลต่ออัตราความสำเร็จในการผ่าตัดเปิดทางระบายน้ำในลูกตา ในผู้ป่วยต้อหินชนิดหลอดเลือดงอกใหม่ในประเทศไทย วิธีการศึกษา: ศึกษาโดยการสืบค้นประวัติจากเวชระเบียนย้อนหลังในผู้ป่วยต้อหินชนิดหลอดเลือดงอกใหม่ ที่ได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดเปิดทางระบายน้ำในลูกตา ตั้งแต่ปี 2556 ถึง 2566 เกณฑ์ของความล้มเหลวหลังการผ่าตัด คือ ความดันตาสูงกว่า 21 มิลลิเมตรปรอท หรือลดลงน้อยกว่าร้อยละ 20 ติดต่อกันอย่างน้อยสองครั้งตั้งแต่ 3 เดือนหลังผ่าตัดเป็นต้นไป หรือความดันตาต่ำกว่า 5 มิลลิเมตรปรอทติดต่อกันอย่างน้อยสองครั้งตั้งแต่ 3 เดือนหลังผ่าตัดเป็นต้นไป หรือการผ่าตัดต้อหินซ้ำ หรือการไม่เห็นแสง โดยวิเคราะห์ข้อมูลความสำเร็จในการผ่าตัดด้วยสถิติ Kaplan-Meier survival และวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของการผ่าตัดด้วยสถิติ Cox’s proportional hazard model ผลการศึกษา: การศึกษานี้ประกอบด้วยผู้เป็นต้อหินจากหลอดเลือดงอกใหม่จำนวน 106 ตา จาก 106 คน ค่าเฉลี่ยอายุ 57 ปี (range 27 – 87 ปี) โดยสาเหตุของโรคต้อหินจากหลอดเลือดงอกใหม่คือ Proliferative diabetic retinopathy (PDR) 63 ตา (ร้อยละ 59.43), Central retinal vein occlusion (CRVO) 39 ตา (ร้อยละ36.79), and Ocular ischemic syndrome (OIS) 4 ตา (ร้อยละ 3.77) อัตราความสำเร็จของการผ่าตัดเปิดทางระบายน้ำในลูกตาและฉีดยา mitomycin c 81.1% และ 54.7% เมื่อใช้ยาลดความดันตา และไม่ใช้ยาลดความดันตาร่วมด้วยตามลำดับ จากการวิเคราะห์ multivariate model พบว่า โรคหลอดเลือดหัวใจ (relative risk [RR], 2.52; P= 0.005 ) และหลอดเลือดสมองตีบ (RR, 31.03; P= 0 .002) เป็นปัจจัยเสี่ยงของการผ่าตัดล้มเหลว นอกจากนี้ยังพบการฉีดยา mitomycin c (MMC) ใต้เยื่อบุตาขาวหลังการผ่าตัด มากกว่าในกลุ่มที่ผ่าตัดล้มเหลว (RR, 3.50; P<0.001) สรุป: การผ่าตัดเปิดทางระบายน้ำในลูกตามีประสิทธิภาพในการลดความดันตาในคนที่มีภาวะต้อหินจากหลอดเลือดงอกใหม่ และโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมองตีบเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของการผ่าตัดล้มเหลว