Abstract:
งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพในลักษณะกรณีศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสาเหตุที่ทำให้ประเทศไทยได้รับการเตือนจากสหภาพยุโรป รวมทั้งการวิเคราะห์มาตรการและปัญหาจากการประกาศใช้มาตรการแก้ไขการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุมที่มีต่อชาวประมงพื้นบ้าน และสร้างข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาที่เป็นผลตามมาจากมาตรการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายดังกล่าว การวิจัยอาศัยกรอบคิดสถาบันที่มีบทบาทในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติเป็นฐานในการทำความเข้าใจกับปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้น โดยใช้วิธีวิทยาในการวิเคราะห์แบบโครงสร้างและผู้กระทำการภายใต้หลักวิภาษวิธี ผลการศึกษา พบว่า สาเหตุที่ได้รับใบเตือนครั้งนี้ เนื่องจากประเทศไทยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของระเบียบสหภาพยุโรปที่ (EC) No 1005/2008 ว่าด้วยการจัดตั้งระบบของประชาคมยุโรปเพื่อป้องกัน ยับยั้ง และกำจัดการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม และสถานการณ์การค้ามนุษย์ในกิจการประมง ซึ่งตามรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ประเทศไทย พบว่า ประเทศไทยอยู่กลุ่มที่ 2 ต่อมาถูกลดระดับลงไปอยู่กลุ่ม 3 สำหรับมาตรการในการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายเป็นไปในรูปแบบของการปรับปรุงกฎหมายประมง เช่น การตราพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 การออกกฎกระทรวง ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศกรมประมง เป็นต้น มาตรการทางกฎหมายของรัฐเหล่านั้น บางประเด็นได้สร้างปัญหาและส่งผลกระทบต่อชาวประมงพื้นบ้าน เช่น ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับใบอนุญาตให้ใช้เครื่องมือทำการประมงหรืออาชญาบัตรการทำประมงที่ชาวประมงพื้นบ้านโดยส่วนใหญ่ไม่มีอาชญาบัตรหรือบางครั้งมีอาชญาบัตร แต่อาชญาบัตรผิดประเภท เช่นเดียวกับปัญหาเกี่ยวกับการนิยามเขตทะเลนอกชายฝั่ง ซึ่งห้ามไม่ให้ชาวประมงพื้นบ้านทำการประมงในเขตทะเลนอกชายฝั่ง หรือปัญหาที่เกี่ยวข้องกับนิยามเรือประมงพื้นบ้าน ปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับการนิยามเรือไร้สัญชาติ เป็นต้น สภาพปัญหาและผลกระทบเช่นนี้ดำรงอยู่พร้อมกับการขาดมาตรการที่ชัดเจน เพื่อรองรับหรือเยียวยาชาวประมงพื้นบ้านที่ได้รับผลกระทบจาก การแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม ส่วนข้อเสนอในการแก้ไขปัญหา ผู้ที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญกับวิธีการออกมาตรการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย เช่น การวิเคราะห์ผลกระทบในการออกกฎหมาย หรือการถอดบทเรียนจากต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย เพื่อใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาของประเทศไทย เป็นต้น ขณะเดียวกันกลไกรัฐและผู้ที่เกี่ยวข้องอาจต้องทบทวนแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลใหม่ เช่น การนำเอาหลักบริหารจัดการร่วม มาใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรร่วม การสร้างความสมดุลเกี่ยวกับฐานคิดในการจัดการทรัพยากรประมง การนำมาตรการทางเศรษฐศาสตร์มาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการบริหารจัดการประมง การยกร่างกฎหมายเพื่อนำไปสู่การจัดการทรัพยากรร่วมในการทำประมงพื้นบ้าน เป็นต้น การดำเนินการในลักษณะดังกล่าว ต้องเกิดขึ้นควบคู่กับการลดผลกระทบจากการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายแก่ชาวประมงพื้นบ้าน เช่น การผ่อนปรนหรือออกอาชญาบัตรที่หลากหลาย การแก้ไขหรือผ่อนผันการจำกัดพื้นที่ทำการประมง การแก้ไขนิยามประมงพื้นบ้าน การช่วยเหลือหรือเยียวยาชาวประมงพื้นบ้าน การกระจายอำนาจในการจัดการเกี่ยวกับการทำการประมงพื้นบ้านให้แก่กลไกรัฐและชุมชนท้องถิ่น รวมทั้งการสร้างพลังอำนาจให้แก่ประมงพื้นบ้าน เป็นต้น