Abstract:
การศึกษาวิจัยเรื่อง “ธรรมนูญชุมชนกับกระบวนการสร้างข้อตกลงร่วมเพื่ออยู่ร่วมกันระหว่างชุมชนและโรงงานอุตสาหกรรม กรณีบ้านอ่าวอุดม ตำบลทุ่งสุขลา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี” มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ทุนที่มีผลต่อการสร้างนวัตกรรมชุมชนเพื่อการอยู่ร่วมกันระหว่างชุมชนและโรงงานอุตสาหกรรม และวิเคราะห์บทบาทของนวัตกรรมชุมชนในการสร้างกระบวนการอยู่ร่วมกันระหว่างชุมชนและโรงงานอุตสาหกรรม เครื่องมือทำความเข้าใจปรากฎการณ์สังคมนี้ คือ แนวคิดพหุนิยมทางกฎหมาย ส่วนวิธีดำเนินการวิจัยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารและการสัมภาษณ์ ตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า
ผลการวิจัยพบว่า บันทึกข้อตกลงเรื่องการอยู่ร่วมกันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในชุมชนบ้านอ่าวอุดมอย่างยั่งยืนหรือธรรมธรรมนูญชุมชนบ้านอ่าวอุดมนั้น เกิดขึ้นจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างทุน 4 ประเภท คือ (1) ทุนทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นแรงผลักให้เกิดปฏิสัมพันธ์และปฏิบัติการระหว่างผู้กระทำการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรม เพื่อแสวงหากลไกหรือมาตรการปกป้องและรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ (2) ทุนทางสังคมในฐานะเครือข่ายความสัมพันธ์ทางสังคมที่เชื่อมโยงให้เกิดปฏิสัมพันธ์และเชื่อมร้อยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภายในและภายนอกชุมชนให้เข้ามามีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาที่ชุมชนเผชิญอยู่ (3) ทุนทางทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเปรียบเสมือนทุนเชิงซ้อนซึ่งทั้งเป็นสาเหตุและผลลัพธ์ที่ก่อให้เกิดปฏิบัติการประกอบสร้างและขับเคลื่อนธรรมนูญชุมชนบ้านอ่าวอุดม (4) ทุนมนุษย์ซึ่งเป็นศักยภาพและความสามารถของผู้นำทางอุดมการณ์ ประธานชุมชนและผู้นำเครือข่ายต่าง ๆ ที่มีส่วนร่วมในกระบวนการประกอบสร้างและขับเคลื่อนธรรมนูญชุมชนบ้านอ่าวอุดม สำหรับบทบาทของนวัตกรรมชุมชนที่เรียกว่าธรรมนูญชุมชนกับการสร้างกระบวนการอยู่ร่วมกันระหว่างชุมชนและโรงงานอุตสาหกรรมนั้น ธรรมนูญชุมชนบ้านอ่าวอุดมมีบทบาทสำคัญ 6 ประการ คือ (1) เป็นสัญญาประชาคมระดับท้องถิ่น ที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการพัฒนาอุตสาหกรรมทั้งกลไกรัฐระดับท้องถิ่น (เทศบาลนครแหลมฉบัง) ผู้ประกอบการภาคเอกชนและตัวแทนชุมชนอ่าวอุดม ได้ร่วมให้คำมั่นสัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษร (2) เป็นกลไกที่ช่วยปรับเปลี่ยนปฏิบัติการสื่อสารและปฎิบัติการทางสังคมระหว่างชุมชนและผู้ประกอบการภาคเอกชน จากปฏิบัติการสื่อสารและปฏิบัติการทางสังคมภายใต้แนวคิด “สังคมของฉัน” สู่แนวคิด “สังคมของเรา” (3) เป็นกลไกที่ช่วยปรับเปลี่ยนสัมพันภาพทางอำนาจระหว่างชุมชนและผู้ประกอบการภาคเอกชน จากเดิมที่มีสัมพันธภาพแนวดิ่งซึ่งเป็นความสัมพันธ์แบบผูกขาดอำนาจการตัดสินใจที่ผู้กระทำการกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งสู่สัมพันธภาพแนวราบ (4) เป็นเครื่องมือช่วยให้การใช้อำนาจบริหารจัดการตนเองของชุมชนได้รับการยอมรับ (5) เป็นเครื่องมือของชุมชนเพื่อต่อรองกับโรงงานอุตสาหกรรม และเป็นเครื่องมือเสริมสร้างพลังอำนาจให้แก่ชุมชนท้องถิ่นและผู้ประกอบการภาคเอกชน ซึ่งสะท้อนให้เห็น 2 มิติ คือ มิติแรกเป็นการเสริมสร้างพลังอำนาจจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มิติที่สองเสริมสร้างพลังอำนาจการบริหารจัดการของชุมชน