<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
<channel>
<title>รายงานการวิจัย (Research Reports)</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4805</link>
<description/>
<pubDate>Tue, 14 Apr 2026 17:45:25 GMT</pubDate>
<dc:date>2026-04-14T17:45:25Z</dc:date>
<item>
<title>โครงการแนวทางพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ : บ้านมาบหม้อ ตำบลบ้านปึก อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4407</link>
<description>โครงการแนวทางพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ : บ้านมาบหม้อ ตำบลบ้านปึก อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี
เกรียงศักดิ์ พราหมณพันธุ์; ชูศักดิ์ สุวิมลเสถียร; ธรรมศักดิ์ สงกา; มนัส แก้วบูชา; ศรัญญา ประสพชิงชนะ; ปาจรีย์ สุขาภิรมย์; พรทิพย์ พันธุ์ยุรา; สุภาภรณ์ เอี่ยมเข่ง; รุ่งอรุณ ดอนจันทร์ทอง; ศิริอร ศักดิ์วิไลสกุล; พีรพัฒน์ มั่งคั่ง; วัชรพงษ์ สุขีวงศ์; รินจง เสริมศรี; ณัฐวรา เทียนเหตุ
โครงการแนวทางพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ : บ้านมาบหม้อ ตำบลบ้านปึก อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี (ปีที่ 1) มีวัตถุประสงค์ 1) คัดเลือก จำแนกประเภท จัดหมวดหมู่ จัดทำทะเบียนวัตถุของวัตถุและเครื่องมือเครื่องใช้ที่จะนำไปใช้จัดแสดงในการเตรียมจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ชุมชนของชุมชนบ้านมาบหม้อ ตำบลบ้านปึก อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี และ 2) เพื่อศึกษารูปแบบและวิธีการขยายพันธุ์ต้นเท้ายายม่อมที่อยู่ในชุมชนบ้านมาบหม้อ ตำบลบ้านปึก อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี ผลการศึกษาพบว่า วัตถุเครื่องมือเครื่องใช้หรือที่เรียกว่าวัตถุทางวัฒนธรรมบนเรือนบ้านยายไอ๊ มีจำนวนทั้งสิ้น 122 ชิ้น สำหรับการศึกษาการขยายพันธุ์ต้นเท้ายายม่อมนั้น วิธีการฟอกฆ่าเชื้อและสูตรอาหารที่มีผลต่อการชักนำยอดจากชิ้นส่วนหัวเท้ายายม่อมที่มีขนาดต่างกัน ในทุกสูตรอาหาร ชิ้นส่วนหัวเท้ายายม่อมให้เปอร์เซ็นต์การปลอดเชื้อเท่ากับ 100 และชิ้นส่วนหัวเท้ายายม่อมมีลักษณะทั่วไป คือ ชิ้นส่วนหัวยังไม่พบการงอกเกิดขึ้น อาหารที่เหมาะสมในการเพิ่มปริมาณยอดเท้ายายม่อม คือ อาหารแข็งสูตร MS ที่เติม BA ความเข้มข้น 1 และ 2 มิลลิกรัมต่อลิตร ให้จำนวนยอด 8.70 และ6.70 ยอด ความยาวยอดเฉลี่ย 1.67 และ 2.00 เซนติเมตร และขยายพันธุ์เท้ายายม่อมในสภาพปลอดเชื้อโดยใช้ชิ้นส่วนตำแหน่งบริเวณพื้นที่ใบที่ติดเส้นกลางใบของต้นกล้า สามารถเจริญเติบโตขยายปริมาณจำนวนต้น สร้างราก เพื่อดูดซึมอาหารในการเจริญเติบโตได้ดี ใช้ระยะเวลา 8 เดือน ส่วนการขยายพันธุ์เท้ายายม่อมโดยวิธีทางเขตกรรม พบว่าเจริญเติบโตได้น้อย"
โครงการวิจัยประเภทงบประมาณเงินรายได้ สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562
</description>
<pubDate>Fri, 01 Jan 2562 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4407</guid>
<dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>วิถีชาติพันธุ์ชอง อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี : การใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนกับการแพทย์พื้นบ้าน</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4281</link>
<description>วิถีชาติพันธุ์ชอง อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี : การใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนกับการแพทย์พื้นบ้าน
ศิริอร ศักดิ์วิไลสกุล; พีรพัฒน์ มั่งคั่ง; สกุล ศิริกิจ; วรัมพา สุวรรณรัตน์; พรรณภัทร อินทฤทธิ์; ธนัชพร นุตมากุล; ชลิยา ใจเย็น อะอิดะ; ศิริวดี บุญมโหตม์; ธรรมศักดิ์ สงกา; วัชรพงษ์ สุขีวงศ์; จุฑารัตน์ ตำนานวัน
โครงการวิถีชาติพันธุ์ชอง อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี : การใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนกับการแพทย์พื้นบ้าน มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสำรวจ รวบรวม คัดสรร จัดระบบองค์ความรู้การใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพเกี่ยวกับพืชสมุนไพรกับการแพทย์พื้นบ้าน ของชุมชนชาติพันธุ์ชอง อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี 2) เพื่อส่งเสริมฟื้นฟูการใช้ภูมิปัญญาการดูแลรักษาสุขภาพของชุมชนชาติพันธุ์ชองอำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี ให้เกิดปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวัน 3) เพื่อสืบทอดองค์ความรู้การใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพเกี่ยวกับพืชสมุนไพรกับการแพทย์พื้นบ้านของชุมชนชาติพันธุ์ชอง อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี สู่คนรุ่นใหม่และจัดทำเอกสาร ตำราการแพทย์พื้นบ้านของชาติพันธุ์ชอง 4) เพื่อเผยแพร่และแลกเปลี่ยนเรียนรู้การใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพเกี่ยวกับพืชสมุนไพรกับการแพทย์พื้นบ้านของชุมชนชาติพันธุ์ชอง อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี ร่วมกับเครือข่ายหมอพื้นบ้านชาติพันธุ์อื่น ๆ ในเวทีสาธารณะ การวิจัยนี้เป็นการศึกษาด้านวัฒนธรรมสุขภาพ (Health Culture) เชิงคุณภาพ (Qualitative Study) ร่วมกับการสำรวจตรวจสอบ (Exploratory Research) และการปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Research) โดยการเก็บข้อมูลสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) แพทย์พื้นบ้านชาติพันธุ์ชองในการใช้พืชสมุนไพร บันทึกชนิดพันธุ์สมุนไพรที่ใช้ และแหล่งของพืชสมุนไพรด้วยการใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศในตำบลคลองพลู&#13;
และตำบลตะเคียนทอง อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี ผลการศึกษาพบว่าหมอยาพื้นบ้านชาติพันธุ์ชองในตำบลคลองพลู อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี มีจำนวน 10 คน และตำบลตะเคียนทอง อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรีมีจำนวน 8 คน และสามารถแบ่งหมอยาพื้นบ้านตามวิธีการรักษาคือ การรักษาด้วยการเป่า การรักษาด้วยน้ำมัน การรักษาด้วยสมุนไพร การรักษาด้วยพิธีกรรม และการรักษาด้วยวิธีเหนือธรรมชาติ ซึ่งหมอยาพื้นบ้าน ไม่มีใบประกอบโรคศิลป์ รวมจำนวน 18 คน นอกจากนี้หมอยาพื้นบ้าน 1 คน ใช้วิธีการรักษามากกว่า 1 วิธี เรียกว่า การรักษาแบบผสมผสานขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วย ซึ่งเป็นการรักษา&#13;
ควบคู่กับการรักษาทางด้านจิตใจด้วย และจากการสำรวจพรรณไม้สมุนไพรในบริเวณป่าชุมชนของ&#13;
ตำบลคลองพลู และเส้นทางเดินในป่าชุมชนบริเวณน้ำตกตะเคียนทอง ผลการสำรวจพบว่ามีพืช&#13;
สมุนไพร จำนวน 90 ชนิด ทั้งนี้ไม่สามารถระบุชื่อพฤกษศาสตร์หรือชื่อวิทยาศาสตร์ได้ จำนวน 16 ชนิด
</description>
<pubDate>Mon, 01 Jan 2559 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4281</guid>
<dc:date>2559-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การใช้ประโยชน์พืชอาหารและพืชสมุนไพรสู่ความมั่นคงด้านอาหาร ของบ้านเขาไม้แก้ว ตำบลเขาไม้แก้ว อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/3975</link>
<description>การใช้ประโยชน์พืชอาหารและพืชสมุนไพรสู่ความมั่นคงด้านอาหาร ของบ้านเขาไม้แก้ว ตำบลเขาไม้แก้ว อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี
ศิริอร ศักดิ์วิไลสกุล; ศิริวดี บุญมโหตม์; ชลิยา ใจเย็น อะอิดะ; สิริกุล กวมทรัพย์; อมรา เงินเจือ; นิลวรรณ ทุนคุ้มทอง; สกุล ศิริกิจ; วรัมพา สุวรรณรัตน์; พรรณภัทร อินทฤทธิ์; พีรพัฒน์ มั่งคั่ง; ธรรมศักดิ์ สงกา
โครงการการใช้ประโยชน์พืชอาหารและพืชสมุนไพรสู่ความมั่นคงด้านอาหารของบ้านเขาไม้แก้ว ตำบลเขาไม้แก้ว อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการใช้ประโยชน์จากพืชอาหารและพืชสมุนไพรในครัวเรือนและป่าชุมชนเขาไม้แก้วของชุมชนบ้านเขาไม้แก้ว ตำบลเขาไม้แก้ว อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี และ 2) รูปแบบการจัดการอาหารและสร้างรายได้จากพืชอาหารและพืชสมุนไพรในครัวเรือนและป่าชุมชนเขาไม้แก้วของชุมชนบ้านเขาไม้แก้ว ตำบลเขาไม้แก้ว อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี การวิจัยนี้เป็นการศึกษาด้านวัฒนธรรมสุขภาพ (Health Culture)&#13;
เชิงคุณภาพ (Qualitative Study) ร่วมกับการสำรวจตรวจสอบ (Exploratory Research) โดยการ&#13;
เก็บข้อมูลสัมภาษณ์เชิงลึกแบบเฉพาะเจาะจง (In-depth Interview) ผู้ให้ข้อมูลหลักในหมู่ที่ 1 และ&#13;
หมู่ที่ 3 ผลการศึกษาพบว่าผู้ให้ข้อมูลหลักมีการพึ่งพาอาหารจากแหล่งอาหาร 2 แห่ง คือ แหล่ง&#13;
อาหารที่ผลิตเอง และแหล่งอาหารที่ต้องซื้อเพื่อการบริโภค เมื่อสารวจแหล่งอาหารที่ผลิตเองพบว่า&#13;
ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภค และยังไม่สามารถเพิ่มรายได้จากพืชอาหารและพืชสมุนไพร&#13;
ชุมชนต้องพึ่งพาแหล่งอาหารที่ซื้อ ซึ่งทุกครัวเรือนของผู้ให้ข้อมูลหลักสามารถเข้าถึงแหล่งอาหารนี้ได้ ทั้งนี้ในการจัดการรูปแบบการจัดการอาหารยังมีการใช้ภูมิปัญญาด้านการประกอบอาหารพื้นบ้าน&#13;
นอกจากนี้จากการสารวจพืชอาหารละพืชสมุนไพรของชุมชนพบว่า ในครัวเรือต้นแบบด้านการเกษตร&#13;
แบบพึ่งตนเอง พบพืชอาหารและพืชสมุนไพรที่ใช้บริโภค จำนวน 80 ชนิด ทั้งนี้ไม่สามารถระบุชื่อ&#13;
พฤกษศาสตร์หรือชื่อวิทยาศาสตร์ได้ จำนวน 1 ชนิด และพบพืชอาหารและพืชสมุนไพรที่สามารถใช้&#13;
ประโยชน์ในปัจจุบันของป่าชุมชนเขาไม้แก้ว จำนวน 49 ชนิด และไม่สามารถระบุชื่อพฤกษศาสตร์&#13;
หรือชื่อวิทยาศาสตร์ได้ จำนวน 6 ชนิด
งานวิจัยนี้ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากงบประมาณเงินรายได้ (เงินอุดหนุนรัฐบาล) ประจำปี พ.ศ. 2562
</description>
<pubDate>Fri, 01 Jan 2562 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/3975</guid>
<dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การนำความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยบูรพา เพื่อเพิ่มศักยภาพภาคอุตสาหกรรม</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/3861</link>
<description>การนำความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยบูรพา เพื่อเพิ่มศักยภาพภาคอุตสาหกรรม
เกรียงศักดิ์ พราหมณพันธุ์; บุญรัตน์ ประทุมชาติ; ศิริพร ทรัพย์โตทิม; พัชรวรินทร์ เอี่ยมสอาด; น้ำทิพย์ บุญขวาง; วรรณภา โปษยาอนุวัตร์; เจษฎา ปุรินทวรกุล; ศุภากร วนิชลานันท์
การวิจัยเรื่องการนำความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยบูรพา เพื่อเพิ่มศักยภาพ ภาคอุตสาหกรรม ประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลักคือ (1) สร้างระเบียบมหาวิทยาลัยบูรพา ว่าด้วยการสนับสนุนผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยไปปฏิบัติงานในภาคอุตสาหกรรมหรือภาคธุรกิจเอกชน (Talent Mobility) พ.ศ.2562 (2) กิจกรรมการอบรมและเสวนากลุ่ม อาจารย์และบุคลากรภายในมหาวิทยาลัยบูรพา จำนวน 30 คน และ (3) กิจกรรมกรอกแบบสอบถามจากอาจารย์และบุคลากรที่ให้ความสนใจโครงการ Talent Mobility จำนวน 100 คน เกี่ยวกับการนำผลงานวิจัยในสถาบันอุดมศึกษาไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และนำข้อมูลมาวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนำ ได้แก่ ค่าร้อยละ (Percent) และค่าเฉลี่ย (Mean) ซึ่งค่าเฉลี่ยที่ใช้มีการจัดระดับความสำคัญจากค่าน้อยสุดถึงสูงสุด 5 ระดับ ได้แก่ ระดับ 1 คะแนน 1.00-1.80 ระดับ 2 คะแนน 1.81-2.60 ระดับ 3 คะแนน 2.61-3.40 &#13;
ระดับ 4 คะแนน 3.41-4.20 และระดับ 5 คะแนน 4.21-5.00 จากการวิจัย ได้ยกร่างระเบียบมหาวิทยาลัยบูรพา ว่าด้วยการสนับสนุนผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยไปปฏิบัติงานในภาคอุตสาหกรรมหรือภาคธุรกิจเอกชน (Talent Mobility) พ.ศ.2562 มีผู้เข้ารับการอบรมส่วนมากมาจากคณะวิทยาศาสตร์ 26.67% &#13;
ตามด้วยคณะเทคโนโลยีการเกษตร (13.34%) ส่วนผู้ให้ความสนใจโครงการ Talent Mobility มากที่สุดมาจากคณะวิทยาศาสตร์ (29.10%) ตามด้วยจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ (10.47%) โดยผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้เกี่ยวกับหัวข้อที่อบรมสูงขึ้น ก่อนการเข้าร่วมโครงการผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้เกี่ยวกับหัวข้อที่อบรมทั้งหมด 2.74 คะแนน (x= 2.74) และหลังจากการอบรมแล้วผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้เกี่ยวกับหัวข้อที่อบรมทั้งหมดสูงขึ้น (x = 4.69) ซึ่งแสดงถึงอิทธิพลของการอบรมว่ามีผลต่อการเพิ่มพูนความรู้ของ&#13;
ผู้เข้ารับการอบรมมากขึ้น กล่าวคือ เข้าใจระบบการทำงานวิจัยและการพัฒนาร่วมกันกับองค์กรธุรกิจและอุตสาหกรรม (x= 4.53) อีกทั้งยังสามารถพัฒนาทักษะการเรียนรู้ และการทำงานร่วมกันเป็นทีมได้ (x = 4.77) เข้าใจเกี่ยวกับการใช้เครือข่ายงานวิจัยเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (x = 4.56) เข้าใจแนวทางในการสร้างเครือข่ายงานวิจัย (x = 4.50) เข้าใจลึกซึ้งในวัฒนธรรมองค์กรธุรกิจและอุตสาหกรรม (x = 4.82) และวิธีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการตลาดได้ (x = 4.59) ตระหนักถึงความสำคัญของทรัพย์สินทางปัญญาที่มีต่อการทำงานร่วมกับภาคเอกชน (x = 4.82) และสามารถนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ร่วมกับภาคเอกชน (x = 4.56) และผลจากการเสวนากลุ่ม เกี่ยวกับการนำผลงานวิจัยในสถาบันอุดมศึกษาไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ พบว่า มหาวิทยาลัยยังขาดการประชาสัมพันธ์และการสร้างความรับรู้เกี่ยวกับองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่มีในมหาวิทยาลัยให้ภาคเอกชน มหาวิทยาลัยไม่มีฐานข้อมูลความเชี่ยวชาญของอาจารย์/ นักวิจัยอย่างชัดเจนที่เป็นระบบออนไลน์ ภาคเอกชนเข้าถึงอาจารย์/ นักวิจัยของมหาวิทยาลัยต้องใช้ระยะเวลา&#13;
และกระบวนการหลายขั้นตอน อีกทั้งมหาวิทยาลัยมีกฎระเบียบในการทำวิจัยร่วมกับภาคเอกชน ที่ซึ่งระเบียบไม่เอื้อต่อการปฏิบัติงานจริง
</description>
<pubDate>Fri, 01 Jan 2562 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/3861</guid>
<dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</channel>
</rss>
