<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
<channel>
<title>Faculty of Science and Social Sciences</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4762</link>
<description>คณะวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์</description>
<pubDate>Wed, 08 Apr 2026 05:52:45 GMT</pubDate>
<dc:date>2026-04-08T05:52:45Z</dc:date>
<image>
<title>Faculty of Science and Social Sciences</title>
<url>http://buuir.buu.ac.th:80/xmlui/bitstream/id/cb9b8622-bbaf-44b0-b01e-f0383e7939d7/</url>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4762</link>
</image>
<item>
<title>การประเมินพื้นที่อ่อนไหวและประเด็นปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4692</link>
<description>การประเมินพื้นที่อ่อนไหวและประเด็นปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว
จักรพันธ์ นาน่วม; ลิขิต น้อยจ่ายสิน; ธวัชชัย นาอุดม
งานวิจัยนี่้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินพื้นที่อ่อนไหวต่อการขาดแคลนน้ำและบ่งชี้สาเหตุของปัญหาเพื่อใช้ในการวางแผนแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรในจังหวัดสระแก้ว พื้นที่อ่อนไหวต่อการขาดแคลนน้ำประเมินได้จากค่าดัชนีพืชพรรณ และค่าดัชนีความแตกต่างของความชื้น โดยใช้ข้อมูลโทรสัมผัสระยะไกลจากดาวเทียม Landsat 4-5TM 7ETM และ 8OLI ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 ถึง พ.ศ. 2561 โดยการทำศึกษาแยกเป็น 3 ฤดู ได้แก่ ฤดูร้อน ฤดูหนาว และฤดูฝน การบ่งชี้สาเหตุของปัญหาการขาดแคลนน้ำได้จากการระบุประเด็นในการสนทนากลุ่มซึ่งมีผู้เข้าร่วมประกอบด้วยเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ ผู้เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ และตัวแทนประชาชนหรือเกษตรกรผู้ใช้น้ำในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าในฤดูร้อนพื้นที่ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 60 ถึง 80 ของพื้นที่) มีสภาวะแล้งน้อย ยกเว้นปี พ.ศ.25452552 2560 และ 2561 มีสภาวะแล้งมากครอบคลุมพื้นที่ร้อยละ 30 ของจังหวัด ในฤดูฝนโดยเฉลี่ยจังหวัดสระแก้วมีสภาพแล้งน้อยถึงปานกลาง (มากกว่าร้อยละ 70 ของพื้นที่) ส่วนในฤดูหนาวโดยเฉลี่ยมีสภาวะแล้งน้อยเป็นส่วนใหญ่ (ประมาณร้อยละ 48 ถึง 70 ของ พื้นที่) การระบุประเด็นปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรโดยการสนทนากลุ่มชี้ให้เห็นว่าพื้นที่ที่ประสบปัญหามากที่สุด คือ อำเภอตาพระยา อำเภอโคกสูง และอำเภอวัฒนานคร ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือและทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดสระแก้ว สอดคล้องกับผลการประเมินพื้นที่อ่อนไหวต่อการเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรโดยใช้ข้อมูลโทรสัมผัสระยะไกลจากดาวเทียม จากข้อมูลที่ได้จากการศึกษาทั้งสองวิธีนี้สามารถนำมาใช้ในการระบุพื้นที่และวางแผนจัดการปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรในจังหวัดสระแก้วได้
</description>
<pubDate>Tue, 01 Jan 2565 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4692</guid>
<dc:date>2565-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การศึกษารูปแบบวิธีการและผลกระทบการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ กรณีศึกษาจังหวัดสระแก้ว</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4637</link>
<description>การศึกษารูปแบบวิธีการและผลกระทบการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ กรณีศึกษาจังหวัดสระแก้ว
เสริมสิทธิ์ สร้อยสอดศรี; พิสิษฐ์ บึงบัว
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของขั้วอำนาจทางการเมือง การย้ายพรรคการเมือง และการตัดสินใจทางการเมืองของผู้สมัครรับเลือกตั้ง 2) ศึกษาพฤติกรรมการใช้เงินในการหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้ง 3) ศึกษาความสัมพันธ์ บทบาทของกลุ่มองค์กรที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับการเลือกตั้ง และ 4) ศึกษาปัจจัยแวดล้อมที่มีต่อพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชน กลุ่มประชากร ได้แก่ ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง กลุ่มองค์กรภาครัฐและเอกชนที่มีส่วนได้ส่วนเสียต่อการเลือกตั้ง และประชาชนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งใช้วิธีเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงและแบบบังเอิญ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์และแบบสอบถาม ผลการวิจัยพบว่า 1) จังหวัดสระแก้วซึ่งแบ่งเขตการเลือกตั้ง 3 เขต ผู้ชนะการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ครั้งก่อน เป็น ส.ส. นามสกุลเดียวกันสังกัดพรรคเพื่อไทยทั้ง 3 เขต แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ มีอดีต ส.ส. พรรคเพื่อไทย ย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ 2 ราย และยังคงสังกัดพรรคเพื่อไทย 1 ราย ปัจจัยของการย้ายพรรควิเคราะห์ได้ 2 แนวทาง คือ มีความขัดแย้งเรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองจึงแยกตัวออกมาจากพรรคเดิม หรือเป็นเกมการเมืองเนื่องจากไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้งและได้เข้าร่วมรัฐบาลก็จะสามารถรักษาผลประโยชน์ทางธุรกิจ สามารถผลักดันงบประมาณลงมาพัฒนาจังหวัดสระแก้วได้ สำหรับผู้สมัครหน้าใหม่ที่ตัดสินใจลงสมัคร ส.ส. ในครั้งนี้ เนื่องจากเชื่อมั่นในหัวหน้าพรรคและรวมถึงอุดมการณ์ของพรรค ซึ่งหากไม่ชนะการเลือกตั้งก็มีเป้าหมายต่อเนื่องคือการลงสมัครการเมืองระดับท้องถิ่นต่อไป 2) พฤติกรรมการใช้เงินของผู้สมัครรับเลือกตั้งในการทำกิจกรรมหาเสียงจะได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากพรรคส่วนหนึ่งและใช้งบประมาณส่วนตัวอีกส่วนหนึ่ง แต่อยู่ในกรอบวงเงินที่กฎหมายกำหนด นอกจากการสนับสนุนงบประมาณที่เป็นตัวเงินมาจากพรรคแล้ว บางพรรคได้มีการจัดวัสดุ อุปกรณ์ เช่น แผ่นพับ โปสเตอร์ มาจากส่วนกลางเพื่อสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมการหาเสียงในพื้นที่ 3) ความสัมพันธ์ บทบาทของกลุ่มองค์กรที่มีส่วนได้ส่วนเสียต่อการเลือกตั้ง ได้วางตัวเป็นกลางโดยให้อิสระกับสมาชิกในกลุ่มได้พิจารณาตัดสินใจเลือก ส.ส. อย่างอิสระ เนื่องจากไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งก็ต้องทำงานประสานความร่วมมือกับ ส.ส. ในพื้นที่ที่ชนะการเลือกตั้งอยู่แล้ว และ 4) ปัจจัยแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการเมืองประชาชนส่วนใหญ่จะเลือกผู้แทนที่ตัวบุคคล สามารถเข้าถึงง่าย ไม่ทิ้งพื้นที่ เป็นที่พึ่งของประชาชนได้ และมองถึงโอกาสของผู้แทนที่จะเลือกเข้าไปมีส่วนร่วมเป็นฝ่ายรัฐบาล ทั้งนี้เนื่องจากจะสามารถผลักดันงบประมาณลงมาพัฒนาจังหวัดสระแก้วให้มีความเจริญทัดเทียมกับจังหวัดใกล้เคียง
</description>
<pubDate>Sat, 01 Jan 2563 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4637</guid>
<dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>อิทธิพลของเอนโซ่ (ENSO) ต่อการแพร่กระจายปริมาณน้ำฝนในจังหวัดสระแก้ว</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4581</link>
<description>อิทธิพลของเอนโซ่ (ENSO) ต่อการแพร่กระจายปริมาณน้ำฝนในจังหวัดสระแก้ว
ลิขิต น้อยจ่ายสิน; ธวัชชัย นาอุดม; สาลินี ศรีวงษ์ชัย; ศุภวิชญ์ นิยมรัตน์
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงอิทธิพลของเอนโซ่ ที่มีผลต่อปริมาณน้ำฝนในจังหวัดสระแก้ว จากการวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณน้ำฝน ได้แก่ ปริมาณน้ำฝนในปีสภาวะปกติ ปริมาณน้ำฝนในปีที่เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ และลานีญา และการเปลี่ยนแปลงปริมาณน้ำฝนเชิงพื้นที่และเวลาในจังหวัดสระแก้ว &#13;
จากสถานีตรวจวัดข้อมูลอุตุนิยมวิทยาในจังหวัดสระแก้วและพื้นที่ใกล้เคียงจำนวน 22 สถานี โดยศึกษาในช่วงปีภาวะปกติ (พ.ศ.2551, 2552, 2555, 2556, 2557 และ 2560) ปีปรากฏการณ์เอลนีโญ (พ.ศ.2558 และ 2559) และปีปรากฏการณ์ลานีญา (พ.ศ.2553 และ 2554) โดยใช้โปรแกรมระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์และโปรแกรม R รุ่น 3.4.4 ผลการศึกษาพบว่าปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยรายปีอยู่ในช่วง 1,287.57- 1,743.33 มิลลิเมตร มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1,443.49 มิลลิเมตร ทางทิศใต้ และทางทิศตะวันตก มีการแพร่กระจายของปริมาณน้ำฝนมากกว่าทางทิศเหนือของจังหวัดสระแก้ว ปีปรากฏการณ์เอลนีโญปริมาณน้ำฝนรายปีของพื้นที่จังหวัดสระแก้วน้อยกว่าปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 10 ปี ปริมาณน้ำฝนรายปีอยู่ในช่วง 984.90-1,711.67 มิลลิเมตร มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1,328.44 มิลลิเมตร บริเวณทางด้านทิศตะวันออกและทิศเหนือได้รับผลกระทบมากที่สุดในส่วนบริเวณทางด้านทิศใต้ของจังหวัดสระแก้วได้รับผลกระทบน้อยสุด ปีปรากฏการณ์ลานีญาปริมาณน้ำฝนรายปีของพื้นที่จังหวัดสระแก้วมากกว่าปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 10 ปี ปริมาณน้ำฝนรายปีอยู่ในช่วง 1,397.55-1,916.9 มิลลิเมตร มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1,601.38 มิลลิเมตร ทุกพื้นที่ของจังหวัดสระแก้วได้รับผลกระทบจากปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มขึ้น ยกเว้นบริเวณทางด้านทิศตะวันออก และทิศเหนือของจังหวัดสระแก้ว นอกจากนี้ปีเอลนีโญและลานีญาไม่เพียงส่งผลกระทบในปีที่เกิดแต่อิทธิพลยังคงอยู่ถึงปีถัดไป
</description>
<pubDate>Sun, 01 Jan 2564 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4581</guid>
<dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>กรอบสมรรถนะหลักด้านการใช้ภาษาอังกฤษของบัณฑิต สาขาโลจิสติกส์เพื่อรองรับเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC)</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4425</link>
<description>กรอบสมรรถนะหลักด้านการใช้ภาษาอังกฤษของบัณฑิต สาขาโลจิสติกส์เพื่อรองรับเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC)
อรณิชา บุตรพรหม
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1. เพื่อสำรวจปัญหาและความต้องการด้านการใช้ภาษาอังกฤษของผู้ใช้บัณฑิตในเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) 2. เพื่อพัฒนากรอบสมรรถนะหลักด้านการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อรองรับเขตพัฒนาเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ประกอบการ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในจังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา จำนวน 400 แห่ง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามที่มีโครงสร้าง โดยมีค่าความเชื่อมั่นที่ .952 สถิติที่ใช้ในงานวิจัยคือ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า การฟังภาษาอังกฤษมีปัญหามาก การอ่านพูด อ่าน และเขียนมีปัญหาปานกลาง สมรรถนะหลักโลจิสติกส์ที่ผู้ใช้บัณฑิตมีความต้องการมากอยู่ในเกณฑ์ CEFR ระดับ C1 ได้แก่ การคิดเชิงวิพากษ์และการคิดเชิงวิเคราะห์ คณิตศาสตร์สถิติและการคิดวิเคราะห์ กฎหมายและกฎระเบียบโลจิสติกส์ การค้าอิเลคทรอนิคส์ เศรษฐศาสตร์การขนส่ง และระบบข้อมูลโลจิสติกส์ ผู้ใช้บัณฑิตมีความต้องการค่อนข้างมากในเกณฑ์ CEFR ระดับ B2 ด้านวิชาการ 5 ลำดับแรก ได้แก่ การดำเนินงานและเศรษฐศาสตร์องค์กร พื้นฐานการจัดการวัสดุ ความรู้พื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสารด้วยภาพและด้วยวาจา และความรู้พื้นฐานด้านโซ่อุปทาน ด้านคุณลักษณะทักษะโลจิสติกส์ 5 ลำดับแรกคือ การวางแผนทรัพยากร การจัดการกระจาย การบริหารการขนส่ง และการจัดการการส่งสินค้า การวางแผนการผลิต โลจิสติกส์ระหว่างรูปแบบการขนส่ง และการจัดการโซ่อุปทาน และพบว่ามีความต้องการระดับปานกลางในเกณฑ์ CEFR ระดับ B1 ได้แก่ ด้านการจัดการการค้าปลีก ดังนั้นจากสมรรถนะหลักเหล่านี้สามารถสร้างเป็นกรอบการพัฒนาสมรรถนะหลักภาษาอังกฤษของบัณฑิตสาขาโลจิสติกส์ให้พร้อมที่จะทำงานให้กับผู้ใช้บัณฑิตใน EEC ได้
งานวิจัยนี้ได้รับงบประมาณเงินรายได้ส่วนงานมหาวิทยาลัย (กองทุนวิจัยและพัฒนา) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562
</description>
<pubDate>Sat, 01 Jan 2563 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4425</guid>
<dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</channel>
</rss>
