<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
<channel>
<title>รายงานการวิจัย (Research Reports)</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4737</link>
<description/>
<pubDate>Sun, 10 May 2026 02:16:05 GMT</pubDate>
<dc:date>2026-05-10T02:16:05Z</dc:date>
<item>
<title>การพัฒนาหลักสูตรออนไลน์ระบบเปิดสำหรับมวลชน (MOOC) เพื่อเสริมสร้างความรู้ภาษาจีนในบริบทการทำงานของนักศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษา และคนทำงานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17761</link>
<description>การพัฒนาหลักสูตรออนไลน์ระบบเปิดสำหรับมวลชน (MOOC) เพื่อเสริมสร้างความรู้ภาษาจีนในบริบทการทำงานของนักศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษา และคนทำงานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
ภูมรินทร์ ภิรมย์เลิศอมร; กนกพร ศรีญาณลักษณ์
การพัฒนาหลักสูตรออนไลน์ระบบเปิดสำหรับมวลชน (MOOC) เพื่อเสริมสร้างความรู้ภาษาจีนในบริบทการทำงานของนักศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาและคนทำงานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาหลักสูตรภาษาจีนและระบบบการจัดการหลักสูตรออนไลน์ระบบเปิดสำหรับมวลชน (MOOC) ในบริบทการทำงานของนักศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาและคนทำงานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และเพื่อพัฒนาบุคลากรที่มีความสามารถทางด้านภาษาจีนสำหรับการทำงานสู่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) การพัฒนาหลักสูตรภาษาจีนออนไลน์ระบบเปิดสำหรับมวลชน (MOOC) ในบริบทการทำงานของนักศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษา และคนทำงานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ครั้งนี้มีการดำเนินการวิจัยเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาบริบทที่เกี่ยวกับสถานภาพ ความต้องการ ปัญหาความรู้ภาษาจีน และแนวทางการพัฒนาความรู้ภาษาจีนในบริบทการทำงานของนักศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาและคนทำงานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ระยะที่ 2 ทำการพัฒนาหลักสูตรฯ ระยะที่ 3 การทดลองใช้หลักสูตรออนไลน์ระบบเปิด (MOOC) โดยกลุ่มตัวอย่างจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาและสถานประกอบการ จำนวน 60 คน ระยะยะที่ 4 การประเป็นประสิทธิภาพของหลักสูตรฯ โดยทำการศึกษาความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างผู้ทดลองบทเรียนมีต่อหลักสูตร และศึกษาควานคิดเห็นของผู้บริหารหรือตัวแทนหน่วยงานเกี่ยวกับหลักสูตรจากการศึกษาพบว่า ผู้ทดลองบทเรียนมีความพึงพอใจต่อหลักสูตรโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x = 4.37) ส่วนการศึกษาความคิดเห็นของผู้บริหารหรือตัวแทนหน่วยงานนั้น ส่วนใหญ่มีคิดเห็นว่าหลักสูตรฯ มีความสอดคล้องกับความต้องการของหน่วยงาน สื่อวิดีทัศน์มีความเหมาะสม การเข้าเรียนในระบบ BUU MOOC มีความสะดวก การเรีอนรู้ในหลักสูตรฯ สามารถพัฒนาทักษะทางด้านภาษาจีนให้กันได้ในด้านการพัฒนาบุคลากรที่มีความสามารถทางด้านภาษาจีนสำหรับการทำงานสู่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จากการศึกษาจากผลการประเมินผลสัมฤทธิ์ในการเรียนของกลุ่มตัวอย่างพบว่า หลักสูตรสามารถช่วยพัฒนาความรู้และทักษะภาษาจีนได้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์งานวิจัย
</description>
<pubDate>Thu, 01 Jan 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17761</guid>
<dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การสร้างคำสำคัญสำหรับภาพที่สร้างด้วยปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์โดยวิธีการสกัดคุณลักษณะของภาพ</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17760</link>
<description>การสร้างคำสำคัญสำหรับภาพที่สร้างด้วยปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์โดยวิธีการสกัดคุณลักษณะของภาพ
อัครา ธรรมมาสถิตย์กุล
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะของคำสำคัญจากภาพที่สร้างด้วยปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ พัฒนาวิธีการสกัดคุณลักษณะของภาพเพื่อสร้างคำสำคัญใหม่ และเปรียบเทียบประสิทธิภาพ ความถูกต้อง ความสอดคล้องกับลักษณะภาพ และความแม่นยำในการกำหนดคำสำคัญจากภาพที่สร้างด้วยปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ โดยใช้กลุ่มตัวอย่างภาพจำนวน 1,000 ภาพที่สร้างด้วยเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ โคไพลอท ดีไซน์เนอร์ งานวิจัยศึกษาคำสำคัญต้นฉบับ และสกัดคุณลักษณะเพื่อสร้างคำสำคัญใหม่ด้วยเทคนิคการประมวลผลภาพและปัญญาประดิษฐเชิงสร้างสรรค์ จำนวน 13 คุณลักษณะ ประกอบด้วย สี (ชื่อสี ลักษณะสี โครงสร้างสี ผลกระทบของสี จิตวิทยาสี และ อุณหภูมิสี) ความสมดุล พื้นผิว ความคมชัด ความสว่าง แสง และรูปแบบศิลปะ จากนั้นทำการการสร้างภาพกลับจากคำสำคัญต้นฉบับและคำสำคัญร่วมที่ได้จากการรวมคำสำคัญต้นฉบับ และคำสำคัญร่วมที่สกัดได้ การวัดประสิทธิภาพของคำสำคัญด้วยการเปรียบเทียบความคล้ายคลึงของภาพที่สร้าง ด้วยวิธีการหาระยะห่างยูคลิเดียน ความคล้ายคลึงแบบโคไซน์ และการวัดความคล้ายคลึงระหว่างฮิสโตแกรม และทำการวัดประสิทธิภาพในการค้นหาและจัดหมวดหมู่ภาพ โดยการหาค่าความไว ค่าความแม่นยำ และ ค่าความถูกต้องเอฟวัน ผลการวิจัยพบว่าภาพที่สร้างกลับจากคำสำคัญร่วมมีความคล้ายคลึงกับภาพต้นฉบับมากกว่าภาพที่สร้างกลับจากคำสำคัญต้นฉบับ คำสำคัญร่วมมีประสิทธิภาพสูงในการจับภาพลักษณะและรายละเอียดที่สำคัญของภาพ ซึ่งทำให้สามารถสร้างภาพใหม่ที่สอดคล้องกับภาพต้นฉบับได้มากขึ้น นอกจากนี้คำสำคัญร่วมยังมีความสามารถในการดึงคำสำคัญที่ถูกต้องออกมาได้มากกว่าและมีความแม่นยำสูงกว่า ส่งผลให้การจัดการและการค้นหาข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า
</description>
<pubDate>Fri, 01 Jan 2568 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17760</guid>
<dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การวิเคราะห์พื้นที่ที่มีศักยภาพต่อการพัฒนาเป็นพื้นที่สีเขียว กรณีศึกษาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17747</link>
<description>การวิเคราะห์พื้นที่ที่มีศักยภาพต่อการพัฒนาเป็นพื้นที่สีเขียว กรณีศึกษาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
บุญเชิด หนูอิ่ม
การศึกษาเรื่องการวิเคราะห์พื้นที่ที่มีศักยภาพต่อการพัฒนาเป็นพื้นที่สีเขียว กรณีศึกษาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาจำแนกการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินในช่วงปี พ.ศ.2556 พ.ศ 2559 พ.ศ.2561 และพ.ศ.2564 ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และศึกษาวิเคราะห์พื้นที่ที่มีศักยภาพต่อการพัฒนาเป็นพื้นที่สีเขียว วิธีการศึกษาการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินจากข้อมูลกรมพัฒนาที่ดินในแต่ละช่วงเวลา การวิเคราะห์พื้นที่ที่มีศักยภาพด้วยการกำหนดเกณฑ์และกระบวนการวิเคราะห์เชิงลำดับชั้น พบว่าการใช้ที่ดินระหว่างปีพ.ศ. 2556 ถึง พ.ศ. 2564 มีการใช้ประโยชน์ที่ดินในด้านเกษตรกรรมมากที่สุด ในช่วง 8 ปี ที่ผ่านมามีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง มีผลจากการขยายตัวของเศรษฐกิจ การขยายตัวเมือง และนโยบายส่งเสริมพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก รองลงมาคือ ด้านพื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้าง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับการวิเคราะห์พื้นที่ที่มีศักยภาพต่อการพัฒนาเป็นพื้นที่สีเขียว ปัจจัยหลักด้านการใช้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มีค่าเฉลี่ยน้ำหนักความสำคัญมากที่สุด ประกอบด้วยปัจจัยรองที่มีความสำคัญ 3 ลำดับแรก คือ HUM1-ข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ทิ้งร้างไม่ระบุการใช้ประโยชน์ (2563/64) (ร้อยละ 33.3) รองลงมาเป็นปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมประกอบด้วยปัจจัยรองที่มีความสำคัญลำดับแรก คือ ENV1-ด้านแหล่งน้ำ (ร้อยละ 32.5) และปัจจัยด้านสังคมและชุมชน คือ SOC1-สถานที่สำคัญ (ร้อยละ 5.7) ตามลำดับ ระดับศักยภาพประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินเหมาะสมต่อการพัฒนาเพื่อรองรับเป็นพื้นที่สีเขียวในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งสามารถแบ่งลักษณะพื้นที่สีเขียวที่มีศักยภาพต่อการรองรับการพัฒนาเป็นพื้นที่สีเขียวได้ 5 ประเภท ได้แก่ พื้นที่สีเขียวเพื่อนันทนาการและความงามทางภูมิทัศน์ พื้นที่สีเขียวอรรถประโยชน์ พื้นที่สีเขียวเพื่อการอนุรักษ์ พื้นที่สีเขียวอื่น ๆ และพื้นที่สีเขียวพิเศษ มีพื้นที่รวม 379,430 ไร่
</description>
<pubDate>Thu, 01 Jan 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17747</guid>
<dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การศึกษากลวิธีและการใช้ภาษาสร้างอารมณ์ขันในสารคดีท่องเที่ยวของวิชัย มาตกุล</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17738</link>
<description>การศึกษากลวิธีและการใช้ภาษาสร้างอารมณ์ขันในสารคดีท่องเที่ยวของวิชัย มาตกุล
ชนิกานต์ กู้เกียรติ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลวิธีการสร้างอารมณ์ขันและการใช้ภาษาสร้างอารมณ์ขันในสารคดีท่องเที่ยวของวิชัย มาตกุล จำนวน ๔ เรื่อง ได้แก่ ๑) เรื่องบันทึกการเดินทางของนายวิชัย มาตกุล คนไทยเชื้อสายจีนที่ไม่เคยไปประเทศจีนมาก่อน แต่ฝันว่าอยากจะไปกำแพงเมืองจีน อยากเห็นสนามกีฬารังนกสักครั้ง และซื้อรองเท้าไนกี้สักคู่ ๒) เรื่องโยดายาบอย ๓) เรื่องซากะ อาโออิ สิ่งมีชีวิตในเจแปน และ ๔) เรื่องมิชชั่น กินพอสสิเบิล งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเอกสารและนำเสนอผลการศึกษาในรูปแบบพรรณนาวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่าในสารคดีท่องเที่ยวของวิชัย มาตกุลมีการใช้กลวิธีการสร้างอารมณ์ขันจำนวนทั้งสิ้น ๗ วิธีได้แก่ กลวิธีการสร้างเรื่องเกินจริง กลวิธีการเสียดสี กลวิธีการใช้ตรรกวิทยาแบบผิด ๆ กลวิธีการใช้สัญลักษณ์ กลวิธีการทำให้เรื่องผิดไปจากความคาดหมาย กลวิธีการล้อเลียนบุคคลหรือสังคม และกลวิธีการบรรยายหรือพรรณนาอย่างตรง ๆ ส่วนการใช้ภาษาสร้างอารมณ์ขันในสารคดีท่องเที่ยวของวิชัย มาตกุลนั้นปรากฏจำนวน ๑๒ วิธีได้แก่ การปนภาษา การใช้คำพ้อง การใช้คำเลียนเสียง การเล่นเสียงสัมผัส การซ้ำคำ การใช้คำสแลง การสร้างคำหรือสำนวนภาษาขึ้นใหม่ การใช้ภาษาผิดแบบแผน การใช้บุคลาธิษฐาน การใช้คำหยาบ การเปลี่ยนเสียงของคำ และการใช้ความเปรียบ โดยผู้เขียนจะใช้กลวิธีการสร้างอารมณ์ขันและการใช้ภาษาหลายวิธีร่วมกันเพื่อสร้างความขบขันให้แก่ผู้อ่านและไม่เกิดความจำเจ การที่ผู้เขียนใช้กลวิธีหลายวิธีร่วมกันนั้น ไม่เพียงแต่ช่วยรักษาความสนใจของผู้อ่านเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในธรรมชาติของอารมณ์ขันที่มักเกิดขึ้นและจางหายไปอย่างรวดเร็ว การใช้กลวิธีหรือเทคนิคที่หลากหลายช่วยให้ผู้อ่านได้รับประสบการณ์ที่สนุกสนานและน่าประทับใจตลอดทั้งเรื่อง นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นว่ากลวิธีการสร้างอารมณ์ขันแต่ละแบบมีผลกระทบที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับบริบทของเนื้อหา สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเลือกใช้วิธีให้เหมาะสมกับสถานการณ์และเป้าหมายของการเล่าเรื่อง และงานวิจัยนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของอารมณ์ขันในการสื่อสารทัศนคติของผู้เขียนต่อเหตุการณ์ บุคคล และสภาพสังคม การใช้อารมณ์ขันอาจเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการวิพากษ์วิจารณ์หรือนำเสนอมุมมองที่แหลมคมโดยไม่สร้างความขัดแย้งมากเกินไป งานวิจัยนี้จึงไม่เพียงแต่ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับงานเขียนของวิชัย มาตกุลเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสำคัญในการเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของอารมณ์ขันในสารคดีท่องเที่ยวร่วมสมัยที่มีต่อสังคมได้อย่างดี
</description>
<pubDate>Thu, 01 Jan 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17738</guid>
<dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</channel>
</rss>
