<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
<channel>
<title>Faculty of Political Science and Law</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4714</link>
<description>คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์</description>
<pubDate>Fri, 08 May 2026 06:56:11 GMT</pubDate>
<dc:date>2026-05-08T06:56:11Z</dc:date>
<image>
<title>Faculty of Political Science and Law</title>
<url>http://buuir.buu.ac.th:80/xmlui/bitstream/id/33dfd153-94be-4a94-9640-6594fade6c94/</url>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4714</link>
</image>
<item>
<title>บรรยากาศองค์การกับความพึงพอใจในการทำงานของบุคลากรเทศบาลนครแหลมฉบัง</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17756</link>
<description>บรรยากาศองค์การกับความพึงพอใจในการทำงานของบุคลากรเทศบาลนครแหลมฉบัง
สมคิด เพชรประเสริฐ
งานวิจัยนี้ตั้งสมมติฐานว่าการเพิ่มปริมาณของแร่ไอโอดีน-131 สำหรับแต่ละปัจจัยเสี่ยงทางคลินิกจะเพิ่มอัตราความสำเร็จของการกลืนแร่ไอโอดีน-131 สำหรับโรคเกรฟส์ การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบอัตราความสำเร็จของการกลืนแร่ไอโอดีน-131 ที่ใช้วิธีคำนวณปริมาณแร่ไอโอดีน-131 แบบมาตรฐานและแบบใหม่ &#13;
วิธีการศึกษา&#13;
การทดลองแบบเก็บข้อมูลย้อนหลังนี้รับผู้ป่วยโรคเกรฟส์จำนวน 341 รายที่กลืนแร่ไอโอดีน-131 ระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ.2557 ถึงกรกฎาคม พ.ศ.2566 ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพา ประเทศไทย ผู้เข้าร่วมถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือ วิธีที่ 1 ใช้วิธีการคำนวณปริมาณแร่ไอโอดีน-131 แบบมาตรฐาน และวิธีที่ 2 ซึ่งใช้วิธีการคำนวณปริมาณแร่ไอโอดีน-131 ที่ปรับเปลี่ยนตามความเสี่ยง ผลลัพธ์หลักคืออัตราความสำเร็จของการกลืนแร่ไอโอดีน-131 ระหว่างสองวิธี และประเมินจากผู้ป่วยมีการทำงานของต่อมไทรอยด์ปกติหรือมีภาวะพร่องไทรอยด์เมื่อติดตามผลครบ 6 เดือน &#13;
ผลการศึกษา&#13;
ผู้ป่วยในกลุ่มวิธีที่ 2 พบอัตราความสำเร็จของการกลืนแร่ไอโอดีน-131 ที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ป่วยในกลุ่มวิธีที่ 1 (ร้อยละ 69.1 เปรียบเทียบกับร้อยละ 49.7; P=0.0003) ผลการวัดผลกระทบระหว่างวิธีที่ 1 และวิธีที่ 2 พบว่าผู้ป่วยในกลุ่มวิธีที่ 1 มีความเสี่ยงต่อความล้มเหลวของการรักษาสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (RR= 1.39, 95% CI = 1.16 - 1.68, P=0.0003) แม้ว่าค่ามัธยฐานของปริมาณแร่ไอโอดีน-131 จะต่ำกว่าวิธีที่ 2 เพียงเล็กน้อย (8.0 มิลลิคูรีเปรียบเทียบกับ 8.7 มิลลิคูรี, P=0.252) &#13;
สรุปและข้อเสนอแนะ&#13;
การคำนวณปริมาณของแร่ไอโอดีน-131 ที่ปรับเปลี่ยนตามปัจจัยเสี่ยงทางคลินิกทำให้เพิ่มปริมาณแร่ไอโอดีน-131 เพียงเล็กน้อยและทำให้อัตราความสำเร็จของการกลืนแร่ไอโอดีน-131 สูงกว่าอัตราความสำเร็จของวิธีการคำนวณแบบมาตรฐาน
</description>
<pubDate>Fri, 01 Jan 2568 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17756</guid>
<dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเชิงอาหารเพื่อการส่งเสริมความยั่งยืนของเศรษฐกิจทุเรียนในภาคตะวันออก</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17720</link>
<description>ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเชิงอาหารเพื่อการส่งเสริมความยั่งยืนของเศรษฐกิจทุเรียนในภาคตะวันออก
สกฤติ อิสริยานนท์; เมทินา อิสริยานนท์; ญาเรศ อัครพัฒนานุกูล; ชัยณรงค์ เครือนวน; พัชราภา ตันตราจิน
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อสำรวจรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงอาหารเกี่ยวกับทุเรียนที่มีอยู่ใน 8 จังหวัดภาคตะวันออก (2) เพื่อศึกษาปัญหาอุปสรรคที่มีผลต่อรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงอาหารเกี่ยวกับทุเรียนที่มีอยู่ใน 8 จังหวัดภาคตะวันออก และ (3) เพื่อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเชิงอาหารเพื่อการส่งเสริมความยั่งยืนของเศรษฐกิจทุเรียนของภาคตะวันออกในอนาคต เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ระหว่างวิธีการวิจัยเชิงปริมาณ และวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการท่องเที่ยวเชิงอาหารเกี่ยวกับทุเรียนที่พบมากที่สุด ได้แก่ การขายทุเรียนในสวน การเปิดจุดถ่ายรูป การให้เข้าชมสวน และการจัดจำหน่ายสินค้าทุเรียนแปรรูป ส่วนกิจกรรมที่พบน้อย คือ การให้บริการที่พักในสวน ปัญหาและอุปสรรคสำคัญที่ส่งผลต่อรูปแบบการท่องเที่ยว ได้แก่ (1) ปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก (2) ปัญหาด้านนโยบาย กฎหมาย และบทบาทของภาครัฐ (3) ปัญหาด้านการตลาดและการดึงดูดนักท่องเที่ยว (4) ปัญหาด้านบุคลากรและความพร้อมในการให้บริการ (5) ปัญหาด้านฤดูกาลผลิตและการจัดการผลผลิตทุเรียน สำหรับข้อมูลเสนอแนวทางเชิงยุทธศาสตร์ 7 ด้าน ได้แก่ (1) กำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวทุเรียนอย่างชัดเจน (2) จัดตั้งกลไกบูรณาการระดับภูมิภาค (3) ปรับนโยบายให้สอดคล้องกับสภาพจริง (4) สร้างความเป็นธรรมในห่วงโซ่อุปทานทุเรียน (5) พัฒนาศักยภาพหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง (6) ยกระดับกิจกรรมและการตลาดท่องเที่ยวทุเรียน และ (7) เสริมสร้างความพร้อมของชาวสวนให้สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์ทั้งหมดควรดำเนินการอย่างบูรณาการและต่อเนื่อง เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวเชิงอาหารให้เป็นกลไกสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจทุเรียนที่ยั่งยืนในภูมิภาคตะวันออก
</description>
<pubDate>Fri, 01 Jan 2568 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17720</guid>
<dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การคุ้มครองสิทธิเกี่ยวกับการยึดที่ดินของผู้ประกอบอาชีพชาวนาในกระบวนการยุติธรรมทางแพ่ง</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17719</link>
<description>การคุ้มครองสิทธิเกี่ยวกับการยึดที่ดินของผู้ประกอบอาชีพชาวนาในกระบวนการยุติธรรมทางแพ่ง
จิดาภา พรยิ่ง
การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงแนวคิดกระบวนการยุติธรรมทางแพ่งและ การคุ้มครองปัจเจกชน ประเภทมูลหนี้ของผู้ประกอบอาชีพชาวนาที่ควรได้รับคุ้มครองจาก การบังคับคดีที่ดินทำนาขายทอดตลาด กฎหมายเกี่ยวกับการบังคับคดีตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่งและกฎหมายต่างประเทศ โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วย การวิจัยเอกสาร การมีส่วนร่วมออกแบบ-ร่วมออกแบบรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ผลวิจัยพบว่า ในกระบวนการยุติธรรมทางแพ่งสามารถคุ้มครองสิทธิของผู้ประกอบอาชีพชาวนาที่ถูกบังคับที่ดินทำนาขายทอดตลาดในประเภทมูลหนี้ของชาวนาได้บางประเภทซึ่งจะส่งผลดีทำให้ผู้ประกอบอาชีพชาวนายังคงมีที่ดินทำนา เป็นการรักษาพื้นที่ดินทำกินไว้สำหรับเกษตรกรรมมิให้สูญสิ้นไป ขณะเดียวกันเจ้าหนี้ก็มิได้เสียสิทธิในการได้รับชำระหนี้ จากลูกหนี้ โดยที่รูปแบบการคุ้มครองสิทธิเกี่ยวข้องกับบังคับคดีที่ดินทำนาประเภทมูลหนี้ ของชาวนา ต้องมีกฎหมายรองรับเพื่อคุ้มครองสิทธิ จึงนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขและเพิ่มเติมบทบัญญัติกฎหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา336/1 และร่างกฎกระทรวงวิธีการและเงื่อนไขที่เกี่ยวกับการบังคับคดีประเภทมูลหนี้ของผู้ประกอบอาชีพชาวนา การวิจัยเสนอแนะให้นำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบของการปรับปรุงแก้ไขบทบัญญัติกฎหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยเพิ่มเติมมาตรา 336/1 และร่างกฎกระทรวงวิธีการและเงื่อนไขที่เกี่ยวกับการบังคับคดีประเภทมูลหนี้ของผู้ประกอบอาชีพชาวนาจากการวิจัยไปใช้ต่อไป
</description>
<pubDate>Thu, 01 Jan 2561 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17719</guid>
<dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การศึกษาของเด็กต่างด้าวในสถานศึกษาจังหวัดชลบุรี</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17718</link>
<description>การศึกษาของเด็กต่างด้าวในสถานศึกษาจังหวัดชลบุรี
รุ้งนภา ยรรยงเกษมสุข
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษานโยบายและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาของเด็กต่างด้าว สภาพการณ์และปัญหาด้านศึกษาของเด็กต่างด้าวในสถานศึกษาจังหวัดชลบุรี และแนวปฏิบัติที่ดีในการจัดการศึกษาเด็กต่างด้าวในสถานศึกษา ด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพและการสัมภาษณ์ผู้อำนวยการโรงเรียน 7แห่ง นักเรียนต่างด้าว ผู้ปกครอง และนายจ้าง ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรีที่ 1 ผลการศึกษาพบว่า มีกฎหมายทั้งในประเทศ ระหว่างประเทศ และนโยบายรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง และทุกโรงเรียนได้ปฏิบัติตามกฎหมายและนโยบาย หากพิจารณาด้วยหลักการ 4-A คือ การศึกษาต้องพร้อมที่จะให้ใช้ได้ ต้องเข้าถึงได้ ต้องยอมรับได้ และต้องสามารถปรับได้ พบว่า ครูยังไม่ได้รับการอบรมการสอนที่สอดคล้องกับความหลากหลาย อย่างไรก็ตาม ครูในทุกโรงเรียนมีทัศนคติที่ดีและเปิดโอกาสให้เด็กต่างด้าวได้แสดงความสามารถตามความถนัด และมีแนวโน้มที่เด็กต่างด้าวในโรงเรียนจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากจำนวนแรงงานต่างด้าวที่เพิ่มขึ้น และบางโรงเรียนในพื้นที่ไม่รับเด็กต่างด้าวเข้าเรียน สำหรับแนวปฏิบัติที่ดี คือ ครูมีทัศนคติที่ดีต่อเด็กต่างด้าวทำให้เกิดความเสมอภาคเท่าเทียมกัน การมีห้องเรียนอาเซียนเพื่อเตรียมความพร้อมด้านภาษา และการสร้างการมีส่วนร่วมและความสัมพันธ์อันดีกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรเอกชน และชุมชน ในการสนับสนุนการศึกษาหรือการจัดกิจกรรม
</description>
<pubDate>Mon, 01 Jan 2559 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17718</guid>
<dc:date>2559-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</channel>
</rss>
