<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
<channel>
<title>Faculty of Humanities and Social Science</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4713</link>
<description>คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</description>
<pubDate>Thu, 23 Apr 2026 05:30:45 GMT</pubDate>
<dc:date>2026-04-23T05:30:45Z</dc:date>
<image>
<title>Faculty of Humanities and Social Science</title>
<url>http://buuir.buu.ac.th:80/xmlui/bitstream/id/ff75299b-aa53-4260-95bc-82c56524fefa/</url>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4713</link>
</image>
<item>
<title>การวิเคราะห์พื้นที่ที่มีศักยภาพต่อการพัฒนาเป็นพื้นที่สีเขียว กรณีศึกษาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17747</link>
<description>การวิเคราะห์พื้นที่ที่มีศักยภาพต่อการพัฒนาเป็นพื้นที่สีเขียว กรณีศึกษาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
บุญเชิด หนูอิ่ม
การศึกษาเรื่องการวิเคราะห์พื้นที่ที่มีศักยภาพต่อการพัฒนาเป็นพื้นที่สีเขียว กรณีศึกษาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาจำแนกการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินในช่วงปี พ.ศ.2556 พ.ศ 2559 พ.ศ.2561 และพ.ศ.2564 ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และศึกษาวิเคราะห์พื้นที่ที่มีศักยภาพต่อการพัฒนาเป็นพื้นที่สีเขียว วิธีการศึกษาการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินจากข้อมูลกรมพัฒนาที่ดินในแต่ละช่วงเวลา การวิเคราะห์พื้นที่ที่มีศักยภาพด้วยการกำหนดเกณฑ์และกระบวนการวิเคราะห์เชิงลำดับชั้น พบว่าการใช้ที่ดินระหว่างปีพ.ศ. 2556 ถึง พ.ศ. 2564 มีการใช้ประโยชน์ที่ดินในด้านเกษตรกรรมมากที่สุด ในช่วง 8 ปี ที่ผ่านมามีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง มีผลจากการขยายตัวของเศรษฐกิจ การขยายตัวเมือง และนโยบายส่งเสริมพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก รองลงมาคือ ด้านพื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้าง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับการวิเคราะห์พื้นที่ที่มีศักยภาพต่อการพัฒนาเป็นพื้นที่สีเขียว ปัจจัยหลักด้านการใช้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มีค่าเฉลี่ยน้ำหนักความสำคัญมากที่สุด ประกอบด้วยปัจจัยรองที่มีความสำคัญ 3 ลำดับแรก คือ HUM1-ข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ทิ้งร้างไม่ระบุการใช้ประโยชน์ (2563/64) (ร้อยละ 33.3) รองลงมาเป็นปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมประกอบด้วยปัจจัยรองที่มีความสำคัญลำดับแรก คือ ENV1-ด้านแหล่งน้ำ (ร้อยละ 32.5) และปัจจัยด้านสังคมและชุมชน คือ SOC1-สถานที่สำคัญ (ร้อยละ 5.7) ตามลำดับ ระดับศักยภาพประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินเหมาะสมต่อการพัฒนาเพื่อรองรับเป็นพื้นที่สีเขียวในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งสามารถแบ่งลักษณะพื้นที่สีเขียวที่มีศักยภาพต่อการรองรับการพัฒนาเป็นพื้นที่สีเขียวได้ 5 ประเภท ได้แก่ พื้นที่สีเขียวเพื่อนันทนาการและความงามทางภูมิทัศน์ พื้นที่สีเขียวอรรถประโยชน์ พื้นที่สีเขียวเพื่อการอนุรักษ์ พื้นที่สีเขียวอื่น ๆ และพื้นที่สีเขียวพิเศษ มีพื้นที่รวม 379,430 ไร่
</description>
<pubDate>Thu, 01 Jan 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17747</guid>
<dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การศึกษากลวิธีและการใช้ภาษาสร้างอารมณ์ขันในสารคดีท่องเที่ยวของวิชัย มาตกุล</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17738</link>
<description>การศึกษากลวิธีและการใช้ภาษาสร้างอารมณ์ขันในสารคดีท่องเที่ยวของวิชัย มาตกุล
ชนิกานต์ กู้เกียรติ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลวิธีการสร้างอารมณ์ขันและการใช้ภาษาสร้างอารมณ์ขันในสารคดีท่องเที่ยวของวิชัย มาตกุล จำนวน ๔ เรื่อง ได้แก่ ๑) เรื่องบันทึกการเดินทางของนายวิชัย มาตกุล คนไทยเชื้อสายจีนที่ไม่เคยไปประเทศจีนมาก่อน แต่ฝันว่าอยากจะไปกำแพงเมืองจีน อยากเห็นสนามกีฬารังนกสักครั้ง และซื้อรองเท้าไนกี้สักคู่ ๒) เรื่องโยดายาบอย ๓) เรื่องซากะ อาโออิ สิ่งมีชีวิตในเจแปน และ ๔) เรื่องมิชชั่น กินพอสสิเบิล งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเอกสารและนำเสนอผลการศึกษาในรูปแบบพรรณนาวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่าในสารคดีท่องเที่ยวของวิชัย มาตกุลมีการใช้กลวิธีการสร้างอารมณ์ขันจำนวนทั้งสิ้น ๗ วิธีได้แก่ กลวิธีการสร้างเรื่องเกินจริง กลวิธีการเสียดสี กลวิธีการใช้ตรรกวิทยาแบบผิด ๆ กลวิธีการใช้สัญลักษณ์ กลวิธีการทำให้เรื่องผิดไปจากความคาดหมาย กลวิธีการล้อเลียนบุคคลหรือสังคม และกลวิธีการบรรยายหรือพรรณนาอย่างตรง ๆ ส่วนการใช้ภาษาสร้างอารมณ์ขันในสารคดีท่องเที่ยวของวิชัย มาตกุลนั้นปรากฏจำนวน ๑๒ วิธีได้แก่ การปนภาษา การใช้คำพ้อง การใช้คำเลียนเสียง การเล่นเสียงสัมผัส การซ้ำคำ การใช้คำสแลง การสร้างคำหรือสำนวนภาษาขึ้นใหม่ การใช้ภาษาผิดแบบแผน การใช้บุคลาธิษฐาน การใช้คำหยาบ การเปลี่ยนเสียงของคำ และการใช้ความเปรียบ โดยผู้เขียนจะใช้กลวิธีการสร้างอารมณ์ขันและการใช้ภาษาหลายวิธีร่วมกันเพื่อสร้างความขบขันให้แก่ผู้อ่านและไม่เกิดความจำเจ การที่ผู้เขียนใช้กลวิธีหลายวิธีร่วมกันนั้น ไม่เพียงแต่ช่วยรักษาความสนใจของผู้อ่านเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในธรรมชาติของอารมณ์ขันที่มักเกิดขึ้นและจางหายไปอย่างรวดเร็ว การใช้กลวิธีหรือเทคนิคที่หลากหลายช่วยให้ผู้อ่านได้รับประสบการณ์ที่สนุกสนานและน่าประทับใจตลอดทั้งเรื่อง นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นว่ากลวิธีการสร้างอารมณ์ขันแต่ละแบบมีผลกระทบที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับบริบทของเนื้อหา สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเลือกใช้วิธีให้เหมาะสมกับสถานการณ์และเป้าหมายของการเล่าเรื่อง และงานวิจัยนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของอารมณ์ขันในการสื่อสารทัศนคติของผู้เขียนต่อเหตุการณ์ บุคคล และสภาพสังคม การใช้อารมณ์ขันอาจเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการวิพากษ์วิจารณ์หรือนำเสนอมุมมองที่แหลมคมโดยไม่สร้างความขัดแย้งมากเกินไป งานวิจัยนี้จึงไม่เพียงแต่ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับงานเขียนของวิชัย มาตกุลเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสำคัญในการเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของอารมณ์ขันในสารคดีท่องเที่ยวร่วมสมัยที่มีต่อสังคมได้อย่างดี
</description>
<pubDate>Thu, 01 Jan 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17738</guid>
<dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>บริษัทศรีมหาราชา จำกัด : ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของบริษัททางธุรกิจแห่งแรกในภาคตะวันออก</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17737</link>
<description>บริษัทศรีมหาราชา จำกัด : ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของบริษัททางธุรกิจแห่งแรกในภาคตะวันออก
ภารดี มหาขันธ์
</description>
<pubDate>Fri, 01 Jan 2540 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17737</guid>
<dc:date>2540-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>แนวทางการพัฒนากลยุทธ์การตลาดของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในภาคตะวันออกหลังสถานการณ์ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17725</link>
<description>แนวทางการพัฒนากลยุทธ์การตลาดของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในภาคตะวันออกหลังสถานการณ์ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
พรรณิภา อนุรักษากรกุล
ประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่มีชื่อเสียงระดับโลก ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2562 เกิดสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ส่งผลให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทยได้รับผลกระทบมากที่สุดในโลก จากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 นั้น ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคธุรกิจเป็นอันมาก โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวและการบริการ เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในภาคตะวันออกของประเทศไทย จากนโยบายของรัฐบาลสนับสนุนให้ภาคตะวันออกเป็นศูนย์กลางการแพทย์ ซึ่งประกอบด้วยจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด เพื่อสร้างมูลค่าสูงและยกระดับให้เป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยวสุขภาพของเอเชีย นอกจากนี้ ภาครัฐยังมีแผนปฏิบัติการการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก สู่การท่องเที่ยวระดับโลกรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและกลุ่มเชิงสุขภาพ โดยมี พัทยา สัตหีบ และระยอง เป็นวงแหวนการท่องเที่ยวหลัก ดังนั้น พื้นที่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจำเป็นต้องหาจุดแข็งและเอกลักษณ์ เพื่อกำหนดตำแหน่งที่สอดคล้องกับทรัพยากรท้องถิ่นที่สำคัญ และที่สำคัญ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพต้องปรับตัวให้เข้ากับ สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว ดังนั้น งานวิจัยฉบับนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบหลักของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและวิเคราะห์แนวทางการพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในภาคตะวันออกหลังสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 งานวิจัยฉบับนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสำรวจ สัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ใช้การวิเคราะห์ TOWS เพื่อเสนอแนวทางการปรับกลยุทธ์ทางการตลาดของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่มีศักยภาพในภาคตะวันออก ผลลัพธ์ที่ได้คือ องค์ประกอบสำคัญของการเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ คือ ทรัพยากรธรรมชาติ มรดกทางวัฒนธรรม และทรัพยากรที่มนุษย์สร้างขึ้น หลังจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 นักท่องเที่ยวต่างมองหาสถานที่พักผ่อนที่ช่วยผ่อนคลายความเครียดและคำนึงถึงความปลอดภัยในระหว่างการเดินทาง รวมถึงในอนาคตนักท่องเที่ยวจะใช้เวลาในโรงพยาบาลน้อยลง และใช้เวลาในสปาและโรงแรมมากขึ้น ดังนั้น การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์มีความสำคัญมากเพราะสามารถสร้างรายได้ให้กับธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้องได้ จากการศึกษาพบว่าแนวทางการพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในภาคตะวันออกท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ 1) การเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวระหว่าง การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และการท่องเที่ยวเชิงส่งเสริมสุขภาพ 2) เน้นบริการที่สามารถปรับแต่งได้เฉพาะบุคคล สุขภาพและเห็นผลเร็ว 3) การนำเทคโนโลยีมาใช้กับการการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์มากขึ้น เช่น การให้คำปรึกษาทางการแพทย์ผ่านการแพทย์ทางไกล และ 4) การสร้างภาพลักษณ์และการประชาสัมพันธ์ เช่น คุณภาพ การบริการ มาตรฐานสิ่งอำนวยความสะดวกและความน่าเชื่อถือของบริการ ความเชื่อมโยงกับโรงแรมและธุรกิจอื่น ๆ
โครงการวิจัยประเภทงบเงินรายได้มหาวิทยาลัย เงินรายได้ส่วนงาน มหาวิทยาลัยบูรพา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564.
</description>
<pubDate>Wed, 01 Jan 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17725</guid>
<dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</channel>
</rss>
