<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
<channel>
<title>Faculty of Humanities and Social Science</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4713</link>
<description>คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</description>
<pubDate>Mon, 01 Jun 2026 23:00:17 GMT</pubDate>
<dc:date>2026-06-01T23:00:17Z</dc:date>
<image>
<title>Faculty of Humanities and Social Science</title>
<url>http://buuir.buu.ac.th:80/xmlui/bitstream/id/ff75299b-aa53-4260-95bc-82c56524fefa/</url>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4713</link>
</image>
<item>
<title>การประเมินความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ต่อหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาศาสนาและปรัชญา มหาวิทยาลัยบูรพา</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17800</link>
<description>การประเมินความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ต่อหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาศาสนาและปรัชญา มหาวิทยาลัยบูรพา
พิชญรัตน์ เหมนาไลย; บุญรอด บุญเกิด; ชัยณรงค์ ศรีมันตะ; สถาพร ไปเหนือ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์การวิจัย 1) เพื่อประเมินความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาศาสนาและปรัชญา มหาวิทยาลัยบูรพา 2) เพื่อสังเคราะห์ผลลัพธ์การเรียนรู้ตามความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้&#13;
ส่วนเสียสำหรับหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาศาสนาและปรัชญา มหาวิทยาลัยบูรพา และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนาของหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาศาสนาและปรัชญา มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้วิธีการสนทนากลุ่มและการสัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการวิจัยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก จำนวน 21 คน ประกอบด้วย ผู้ใช้บัณฑิต ผู้ปกครอง ศิษย์เก่า และกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายใน จำนวน 11 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารระดับคณะ คณาจารย์ผู้สอน นิสิตปัจจุบัน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แนวประเด็นคำถามการสนทนากลุ่มและแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา&#13;
ผลการศึกษาวิจัยพบว่า 1) ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาศาสนาและปรัชญา มหาวิทยาลัยบูรพา มีความต้องการและความคาดหวังต่อหลักสูตร ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ด้านสมรรถนะและด้านคุณลักษณะ ได้แก่ ความรู้ ทักษะ และคุณธรรมจริยธรรม 2) ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่สังเคราะห์ได้จากความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ประกอบด้วย 2.1) ด้านความรู้ ได้แก่ ความรู้ความเข้าใจในหลักการด้านศาสนาและปรัชญาอย่างถ่องแท้ ประยุกต์ความรู้ด้านศาสนาและปรัชญาได้ วิเคราะห์สถานการณ์ทางศาสนาในสังคมอย่างมีเหตุผล สามารถบูรณาการเชื่อมโยงความรู้ทางด้านศาสนาและปรัชญากับสังคม มีความรู้ในการวิจัยด้านศาสนาและปรัชญา เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่และประยุกต์ใช้ในการทำงานและชีวิตประจำวัน เผยแพร่ความรู้ด้านศาสนาและปรัชญาผ่านเทคโนโลยีและสื่อใหม่ ๆ เพื่อเข้าถึงและส่งเสริมการเรียนรู้ในกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ 2.2) ด้านทักษะ ได้แก่ ทักษะการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ทักษะการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมีเหตุผล ทักษะการสื่อสารและการตั้งคำถาม ทักษะทางด้านเทคโนโลยี ทักษะด้านภาษาต่างประเทศ 2.3) ด้านจริยธรรม ได้แก่ ความซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น ความรับผิดชอบต่อตนเองและหน้าที่ การให้เกียรติตนเองและผู้อื่น การเคารพซึ่งกันและกันและเคารพในความแตกต่าง 2.4) ด้านคุณลักษณะบุคคล ได้แก่ มีบุคลิกภาพที่น่าเชื่อถือ เป็นมิตรมีเหตุผล มีความเป็นผู้นำทั้งทางความคิดและการกระทำ กล้าแสดงออกและกล้าตัดสินใจ มีความรับผิดชอบต่อสังคม มีการสื่อสารที่ดี ยอมรับความแตกต่างในสังคม มีค่านิยมยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง 3) แนวทางการพัฒนาของหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาศาสนาและปรัชญา มหาวิทยาลัยบูรพา ได้แก่ ศึกษาความต้องการและความคาดหวังจากผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภายในและภายนอก พัฒนาหลักสูตรให้ทันสมัยตอบโจทย์สังคมปัจจุบัน มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ของโลก และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว การจัดการเรียนรู้ในหลักสูตรที่มีลักษณะของการบูรณาการความรู้ข้ามศาสตร์และเชื่อมโยงความรู้หลายด้าน เพิ่มการประชาสัมพันธ์หลักสูตร คณาจารย์ประจำหลักสูตรมีการศึกษาและพัฒนาตนเองให้มีคุณสมบัติเป็นไปเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อรองรับการพัฒนาหลักสูตร
</description>
<pubDate>Fri, 01 Jan 2568 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17800</guid>
<dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การแปลเครื่องหมายวรรคตอนด้วยเครื่องแปลภาษา Google Translate</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17799</link>
<description>การแปลเครื่องหมายวรรคตอนด้วยเครื่องแปลภาษา Google Translate
สมภพ ใหญ่โสมานัง
งานวิจัยนี้ดำเนินการขึ้นด้วยเห็นว่า เครื่องหมายวรรคตอนมีความสำคัญในการสื่อความหมายและเครื่องแปลภาษากำลังเข้ามามีบทบาทในการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมมากยิ่งขึ้นในปัจจุบัน ดังนั้นการวิจัยเพื่อให้เข้าใจกลวิธีการแปลเครื่องหมายวรรคตอนด้วยเครื่องแปลภาษาจึงให้ประโยชน์แก่ศาสตร์ทางด้านการแปลและการสื่อสารได้ งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อศึกษาหากลวิธีการแปลเครื่องหมายวรรคตอนที่ปรากฏในข้อความต้นฉบับภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยด้วยเครื่องแปลภาษา Google Translate รวมถึงข้อผิดพลาดในการแปลและแนวทางในการแก้ไขข้อผิดพลาด และใช้สถิติเพื่อหาค่าร้อยละและความถี่ของกลวิธีการแปลดังกล่าว ข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์เป็นข้อความภาษาอังกฤษที่ปรากฏเครื่องหมายวรรคตอน 14 ประเภทที่มาจากตำราวิชาการแปลและบทความหลักเกณฑ์การใช้เครื่องหมายวรรคตอนในภาษาอังกฤษ&#13;
ผลการวิจัยพบว่า จากเครื่องหมายวรรคตอนทั้งหมด 1,295 เครื่องหมาย เครื่องแปลภาษา Google Translate ใช้กลวิธีการแปลเครื่องหมายวรรคตอนทั้งหมด 9 กลวิธี และมีค่าความถี่และร้อยละเรียงลำดับจากมากไปหาน้อยดังต่อไปนี้ 1) กลวิธีการละ/ ไม่แปล พบความถี่ 780 ครั้ง เท่ากับร้อยละ 60.23 2) กลวิธีการคงรูปเครื่องหมาย พบความถี่ 426 ครั้ง เท่ากับร้อยละ 32.90 3) กลวิธีการแปลรูปเต็มแบบตรงตัว พบความถี่ 50 ครั้ง เท่ากับร้อยละ 3.86 4) กลวิธีการแปลเป็นคำบุพบท พบความถี่ 21 ครั้ง เท่ากับร้อยละ 1.62 5) กลวิธีการแปลเป็นคำอนุภาคแสดงการถาม พบความถี่ 9 ครั้ง เท่ากับร้อยละ 0.69 6) กลวิธีการแปลเป็นคำสันธาน พบความถี่ 4 ครั้ง เท่ากับร้อยละ 0.31 7) กลวิธีการแปลเป็นคำสรรพนาม พบความถี่ 3 ครั้ง เท่ากับร้อยละ 0.23 8) กลวิธีการแปลเป็นคำกริยา พบความถี่ 1 ครั้ง เท่ากับร้อยละ 0.08 และ 9) กลวิธีการแปลเป็นคำนาม พบความถี่ 1 ครั้ง เท่ากับร้อยละ 0.08&#13;
ในการวิเคราะห์ข้อผิดพลาดในการแปล ผลการวิจัยพบว่า เครื่องแปลภาษา Google Translate มีข้อผิดพลาด 6 ลักษณะดังต่อไปนี้ 1) บทแปลไม่เป็นธรรมชาติ 2) การสื่อความหมายไม่ครบถ้วนตามต้นฉบับ 3) การสื่อความหมายผิดจากต้นฉบับ 4) การสื่อความหมายไม่ชัดเจน 5) การสื่อความหมายนัยแฝงไม่ครบถ้วนตามต้นฉบับ/ ขาดการแสดงนัยแฝงอันเป็นความสัมพันธ์เชิงความหมายระหว่างข้อความ และ 6) บทแปลไม่สื่อความหมาย&#13;
ส่วนแนวทางในการแก้ไขข้อผิดพลาดมีดังต่อไปนี้ 1) การเติมคำอนุภาคแสดงการถาม 2) การเติมคำเชื่อม 3) การเติมคำกริยา 4) การเติมเครื่องหมายวรรคตอน 5) การเติมข้อความสั้น ๆ 6) การคงรูปเครื่องหมายวรรคตอนตามต้นฉบับร่วมกับการแปลหน่วยคำภายในเครื่องหมาย 7) การถ่ายทอดโครงสร้างทางไวยากรณ์ลดรูปให้อยู่ในรูปเต็มแบบตรงตัว 8) การถ่ายทอดรูปย่อให้อยู่ในรูปเต็มแบบตรงตัว 9) การเรียงลำดับคำหรือถ้อยคำใหม่ และ 10) การปรับเปลี่ยนโครงสร้างระดับประโยค&#13;
ผลการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า เครื่องแปลภาษา Google Translate มีวิธีการแปลเครื่องหมายวรรคตอนที่หลากหลาย แม้กลวิธีการแปลจำนวนหนึ่งสามารถถ่ายทอดความหมายได้ถูกต้อง แต่ก็ยังพบข้อผิดพลาดในการแปล ผู้แปลจึงควรมีความรู้ทางด้านภาษาและศาสตร์การแปลเพื่อใช้เป็นเครื่องมือพิจารณาบทแปลโดยเครื่องแปลภาษาได้ และใช้เครื่องแปลภาษาช่วยเป็นการเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นเครื่องมือหลักในการแปล
</description>
<pubDate>Fri, 01 Jan 2568 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17799</guid>
<dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การโฆษณาและประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์ไทยใน พ.ศ. 2500-2529</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17798</link>
<description>การโฆษณาและประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์ไทยใน พ.ศ. 2500-2529
ชมพูนุช ปัญญไพโรจน์
งานวิจัย การโฆษณาและประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์ไทยใน พ.ศ. 2500-2529 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์ไทย ขั้นตอนการบริหารจัดการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์ไทย และประเภทของสื่อเพื่อการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์ไทย พ.ศ. 2500-2529 งานวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญด้านภาพยนตร์จำนวน 8 คน ผลการวิจัยพบว่า&#13;
ในระหว่าง พ.ศ. 2500-2529 สถานการณ์ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยในระยะแรกเป็นการทำงานที่ผู้สร้างภาพยนตร์ทำงานแบบอิสระและใช้ครอบครัวหรือเครือญาติเป็นทีมงาน มีจำนวนผู้ผลิตที่เป็นบริษัทเพียงไม่กี่ราย ตำแหน่งงานในการผลิตภาพยนตร์นั้นประกอบด้วยผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ผู้กำกับการแสดง และทีมงานตำแหน่งต่าง ๆ ส่วนขั้นตอนการดำเนินงาน 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นก่อนผลิตภาพยนตร์ ขั้นระหว่างการผลิตภาพยนตร์&#13;
และขั้นหลังการผลิตภาพยนตร์รวมทั้งช่วงก่อนและระหว่างภาพยนตร์ออกฉายในโรงภาพยนตร์โดยการประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์ไทยเริ่มตั้งแต่ขั้นก่อนการถ่ายทำภาพยนตร์ โดยกองถ่ายส่วนใหญ่จะมีการทำพิธีบวงสรวงเปิดตัวภาพยนตร์/เปิดกล้องการถ่ายทำภาพยนตร์ส่วนนี้เป็นการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบว่าจะมีการสร้างภาพยนตร์ และมีการสัมภาษณ์ผู้กำกับการแสดง ทีมงาน และนักแสดง โดยทั้งภาพนิ่งและ/หรือวิดีโอจะถูกนำไปใช้&#13;
เพื่อการประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์ดังกล่าว และอาจเป็นส่วนหนึ่งของการระดมทุนเพื่อผลิตภาพยนตร์จากนักลงทุนหรือสายหนัง ในระหว่างการผลิต/หรือการถ่ายทำภาพยนตร์ ช่างถ่ายภาพในกองถ่ายเพื่อถ่ายภาพนิ่งและ/หรือวิดีโอเพื่อเก็บข้อมูลเบื้องหลังการถ่ายทำและคำสัมภาษณ์จากบุคคลที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นผู้กำกับ ดารานักแสดง และอื่น ๆ เพื่อนำส่งสื่อมวลชนในการประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์เป็นระยะส่วนการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ในสื่อภาพยนตร์ไทยส่วนใหญ่จะเริ่มหลังจากที่สร้างภาพยนตร์เสร็จเรียบร้อยแล้วพร้อมที่จะออกฉายในโรงภาพยนตร์โดยผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์และ/หรือผู้กำกับนำเสนอตัวอย่าง&#13;
ภาพยนตร์ให้กับเจ้าของโรงภาพยนตร์พิจารณา ถ้าตกลงกันเรียบร้อย ทั้งคู่ก็จะกำหนดช่วงเวลาในการเข้าฉายภาพยนตร์ล่วงหน้าประมาณ 1-2 เดือน ก่อนที่จะเวลาที่ภาพยนตร์จะเข้าฉายในโรง ผู้อำนวยการสร้างและ/หรือผู้กำกับก็จะสร้างสรรค์แนวคิดการโฆษณาประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว ถ้าเป็นบริษัทที่มีระบบก็อาจจะให้บุคลากรภายในบริษัทและ/หรือว่าจ้างบุคลากรบริษัทภายนอกมาดำเนินงานดังกล่าว แต่อำนาจสิทธิขาดในการตัดสินใจสารที่จะนำเสนอในสื่อนั้นจะต้องผ่านการอนุมัติจากฝั่งผู้ผลิตภาพยนตร์เป็นหลัก ก่อนจะนำไปผลิตในรูปแบบของสื่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์เพื่อจัดส่งให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น โรงภาพยนตร์และสื่อมวลชนเพื่อเผยแพร่ต่อไปผลวิจัยพบว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์ไทยจะอยู่ที่บริษัทผู้ผลิตภาพยนตร์เจ้าของโรงภาพยนตร์ และสื่อมวลชนเป็นหลัก ตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้องกับงานโฆษณาและประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์อาจจะเป็นบุคลากรภายในบริษัทและ/หรือว่าจ้างบุคลากรบริษัทภายนอก โดยตำแหน่งงาน ประกอบด้วย นักการตลาด นักสร้างสรรค์งานโฆษณา นักประชาสัมพันธ์ นักผลิตสื่อเพื่อการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ และนักวางแผนการใช้สื่อเพื่อการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ &#13;
ขั้นตอนการบริหารจัดการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์ไทยระหว่าง พ.ศ. 2500-2529 มีขั้นตอนหลักดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การวิเคราะห์จุดขายของภาพยนตร์และกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย 1.1) การวิเคราะห์จุดขายของภาพยนตร์ ฝั่งบริษัทผู้ผลิตภาพยนตร์และ/หรือบุคลากรภายนอกบริษัทที่ถูกว่าจ้างจะร่วมกันพิจารณาจากดารานักแสดง แนวของภาพยนตร์ ความยิ่งใหญ่ของภาพยนตร์ ชื่อเสียงของผู้กำกับภาพยนตร์ ผู้อำนวยการสร้าง และบทประพันธ์ของภาพยนตร์ ในกรณีที่ภาพยนตร์มีการลงทุนมากก็จะมีผลต่อการจัดสรรงบประมาณในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ 1.2) การวิเคราะห์กลุ่มผู้ชมเป้าหมายของภาพยนตร์เรื่องนั้น ๆ ว่าเป็นใคร มีแรงจูงใจ รูปแบบการใช้ชีวิต ความสนใจ ขั้นตอนที่ 2) การพัฒนาสารเพื่อการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์ถ้าผู้อำนวยการสร้างและ/หรือผู้กำกับการแสดงที่เป็นอิสระและ/หรือสังกัดบริษัทผู้ผลิตภาพยนตร์มีความคิดสร้างสรรค์สูงก็จะทำให้มีรูปแบบการโฆษณาประชาสัมพันธ์นั้นโดดเด่นและหลากหลายเพื่อดึงดูดความสนใจให้กับผู้ชมในการตัดสินซื้อบัตรภาพยนตร์หรือบริษัทอาจจะว่าจ้างบุคลากรภายนอกมาช่วยในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์แต่อำนาจการตัดสินใจอยู่ที่บริษัทผู้ผลิต หลังจากขั้นตอนนี้บริษัทผู้ผลิตภาพยนตร์ก็จะว่าจ้างให้บุคคล/หน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญในการผลิตสื่อ เกี่ยวข้องไปผลิตสื่อตามแผนงานและจัดส่งสื่อดังกล่าวไปให้โรงภาพยนตร์และสื่อมวลชนต่าง ๆ เพื่อนำไปโฆษณา&#13;
ประชาสัมพันธ์ต่อไป ขั้นตอนที่ 3 การวางแผนการใช้สื่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์ สำหรับเจ้าของโรงภาพยนตร์นั้นจะเป็นเพียงผู้สนับสนุนในการเผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับภาพยนตร์ให้กับผู้ชมได้รับรู้ผ่านพื้นที่ที่ตนเองเป็นเจ้าของ (เช่น โรงภาพยนตร์ บริเวณข้างหน้าโรง พื้นที่สื่อหนังสือพิมพ์ที่ได้ซื้อไว้ และอื่น ๆ) ขณะที่บริษัทผู้ผลิตภาพยนตร์อาจจะมีการทำสื่อเสริมในลักษณะต่าง ๆ และ 4) การประเมินผลการดำเนินงานการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์ โดยทั้งบริษัทผู้ผลิตภาพยนตร์และเจ้าของโรงภาพยนตร์จะวัดผลจากจำนวนผู้ชม และอาจมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมภายหลังระยะเวลาในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์มีตั้งแต่ช่วงก่อนฉายภาพยนตร์ และในช่วงระยะเวลาที่ฉายภาพยนตร์นั้น โดยประเภทของสื่อเพื่อการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์ไทยมีการเผยแพร่สู่สาธารณชน 2 ช่วงเวลาดังกล่าวผ่านสื่อมวลชนต่าง ๆ และในโรงภาพยนตร์การโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อมวลชน ได้แก่ การพาผู้กำกับและนักแสดงในภาพยนตร์ไปให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในงานต่าง ๆ และในสื่อต่าง ๆ สำหรับสื่อโทรทัศน์จะมีตั้งแต่การซื้อเวลาโฆษณาในสื่อโทรทัศน์เพื่อฉายส&#13;
ปอตโฆษณาที่เป็นตัวอย่างภาพยนตร์และการว่าจ้างพิธีกรรายการโทรทัศน์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับภาพยนตร์มาดำเนินการเปิดสปอตโฆษณา ตัวอย่างภาพยนตร์วิดีโอเบื้องหลังการถ่ายทำ (behind the scenes) หรือกล่าวถึงภาพยนตร์ในรายการ สำหรับสื่อหนังสือพิมพ์จะมีการซื้อพื้นที่หน้าบันเทิงเพื่อนำใบปิดและข้อมูลเกี่ยวกับรอบฉาย การส่งข่าวประชาสัมพันธ์ให้กับหนังสือพิมพ์ (กรณีที่ซื้อพื้นที่โฆษณาในหน้าบันเทิง หนังสือพิมพ์ก็อาจจะเขียนข่าวประชาสัมพันธ์ให้และลงให้ฟรี) สำหรับสื่อวิทยุ จะมีการปล่อยเพลงประกอบภาพยนตร์ การเปิดสปอตโฆษณา หรือการจัดกิจกรรมร่วมสนุกกับผู้ชมเพื่อชิงตั๋วรับชมภาพยนตร์หรือของพรีเมี่ยมผ่านรายการวิทยุ นอกจากนี้ผู้ผลิตภาพยนตร์บางเรื่องอาจมีการจัดทำของที่ระลึก/ของสะสมจากภาพยนตร์เพื่อออกจำหน่ายหรือแจกในการจัดกิจกรรมการส่งเสริมการตลาดการโฆษณาประชาสัมพันธ์ในโรงภาพยนตร์นั้นมีตั้งแต่การติดตั้งป้ายคัทเอาท์(cutout) ของภาพยนตร์ที่หน้าโรงหรือบริเวณตึกที่มีโรงภาพยนตร์และบริเวณสาธารณะอื่น ๆ ที่มีผู้คนผ่านไปมา การจัดทำใบปิดและสูจิบัตรไปติดตามบริเวณหน้าโรงภาพยนตร์ การฉายตัวอย่างภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ การจัดฉายภาพยนตร์ในรอบปฐมทัศน์โดยจะมีการเชิญผู้อุปถัมภ์ สื่อมวลชน ดารานักแสดง คนดัง ตลอดจนผู้ชมที่ได้รับตั๋วจากการร่วมสนุก การมีกิจกรรมหน้าม่านจากฝั่งผู้ผลิตไม่ว่าจะเป็นวงดนตรี การสัมภาษณ์ผู้กำกับและนักแสดงในภาพยนตร์เพื่อแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับภาพยนตร์วันเวลา สถานที่ และรอบฉาย การนำใบปิดไปเผยแพร่ในพื้นที่หน้าบันเทิง พร้อมทั้งส่งข่าวประชาสัมพันธ์ให้กับหนังสือพิมพ์ (โรงภาพยนตร์จะซื้อพื้นที่โฆษณาในหน้าบันเทิงทั้งปีทางหนังสือพิมพ์ก็จะเขียนข่าวประชาสัมพันธ์ให้ฟรี) การจัดการแสดงต่าง ๆ เช่น การแสดงดนตรีบริเวณพื้นที่หน้าโรงเพื่อดึงดูดความสนใจและเชิญชวนคนเข้ามารับชม การจัดจำหน่ายขายสูจิบัตร (เนื้อหาในเล่มเป็นเบื้องหลังการถ่ายทำ รูปจากภาพยนตร์เนื้อและโน๊ตเพลงในภาพยนตร์ บทสัมภาษณ์ผู้สร้างและนักแสดง คำนิยม และเรื่องย่อของภาพยนตร์) สำหรับการวางสินค้าหรือการโฆษณาแฝงในภาพยนตร์เป็นการนำสินค้าเข้าไปปรากฏในภาพยนตร์รูปแบบต่าง ๆ แต่ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าเกิดขึ้นในยุคใด วัตถุประสงค์เพื่อต้องการให้ฉากในภาพยนตร์มีความสมจริงมากขึ้น ผู้ผลิตภาพยนตร์ไทยจึงขอความอนุเคราะห์จากบุคคล/หน่วยงานต่าง ๆ มาอุปถัมภ์ในเรื่องของสถานที่ สิ่งของประกอบฉาก หรือเสื้อผ้านักแสดงมากกว่า ส่วนใหญ่เป็นระบบอุปถัมภ์ ไม่ได้เป็นระบบการค้าชัดเจนเหมือนปัจจุบัน และยังไม่สามารถระบุถึงความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจที่จะโฆษณาแฝง
</description>
<pubDate>Fri, 01 Jan 2568 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17798</guid>
<dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การพัฒนารายวิชาด้านการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล (Digital Literacy) เพื่อการเรียนรู้แบบเปิดสําหรับผู้สูงวัยในภาคตะวันออก</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17793</link>
<description>การพัฒนารายวิชาด้านการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล (Digital Literacy) เพื่อการเรียนรู้แบบเปิดสําหรับผู้สูงวัยในภาคตะวันออก
ตวงทอง สรประเสริฐ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบเนื้อหาการส่งเสริมทักษะการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลที่เหมาะสมกับผู้สูงวัยและผลิตรายวิชาการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลเพื่อเผยแพร่ผ่านทางออนไลน์สําหรับผู้สูงวัย โดยใช้การวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ผ่านการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ จํานวน 3 ท่าน และการทดลองใช้กับผู้สูงอายุจํานวน 80 คน ในจังหวัดชลบุรี&#13;
ผลการวิจัยพบว่า การผลิตรายวิชาด้านการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้แบบเปิดสําหรับผู้สูงวัยในภาคตะวันออก เหมาะกับการจัดทําในรูปแบบสื่อพ็อดแคสต์เนื่องจากเข้าถึงได้ง่าย ใช้งานง่าย มีความเสี่ยงตํ่า และสอดคล้องกับกิจวัตรของผู้สูงวัย และออกแบบเนื้อหาโดยใช้กรอบทักษะ 5 ด้านของสํานักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ครอบคลุม อัตลักษณ์ดิจิทัล การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเหมาะสม การจัดการความปลอดภัยในโลกดิจิทัล การรู้เท่าทันดิจิทัล และการสื่อสารดิจิทัล ผู้วิจัยพัฒนาบทเรียนออนไลน์ในรูปแบบพ็อดแคสต์ จํานวน 7 ตอน ตอนละ 7-15 นาทีโดยใช้รูปแบบการเล่าเรื่องที่เป็นกันเอง ผลการประเมินความพึงพอใจพบว่า ผู้สูงอายุมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุดต่อเนื้อหาที่นําเสนอ สามารถนําไปใช้ในชีวิตประจําวันได้จริง และสามารถใช้งานผ่านสมาร์ทโฟนได้โดยไม่เป็นปัญหาการออกแบบบทเรียนออนไลน์ในรูปแบบพ็อดแคสต์สามารถเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมทักษะการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลสําหรับผู้สูงวัย ช่วยลดช่องว่างทางดิจิทัล ป้องกันการตกเป็นเหยื่อการหลอกลวงทางไซ&#13;
เบอร์และส่งเสริมการเป็นพฤฒพลังในยุคดิจิทัล
</description>
<pubDate>Thu, 01 Jan 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17793</guid>
<dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</channel>
</rss>
