<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
<channel>
<title>Faculty of Medicine</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4710</link>
<description>คณะแพทยศาสตร์</description>
<pubDate>Wed, 08 Apr 2026 10:53:59 GMT</pubDate>
<dc:date>2026-04-08T10:53:59Z</dc:date>
<image>
<title>Faculty of Medicine</title>
<url>http://buuir.buu.ac.th:80/xmlui/bitstream/id/3c16b93c-6fc1-4f15-b776-9cfa9599bd36/</url>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4710</link>
</image>
<item>
<title>การศึกษาผลการสอนสุขศึกษา เรื่อง การปฏิบัติตัวหลังทำผ่าตัดต้อกระจกโดยใช้สื่อวิดิทัศน์กับผู้ป่วยผ่าตัดต้อกระจก</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17741</link>
<description>การศึกษาผลการสอนสุขศึกษา เรื่อง การปฏิบัติตัวหลังทำผ่าตัดต้อกระจกโดยใช้สื่อวิดิทัศน์กับผู้ป่วยผ่าตัดต้อกระจก
อังคนา อัศวบุญญาเดช; ดุจดาว ศุภจิตกุลชัย; วริศนันท์ ปุรณะวิทย์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการสอนสุขศึกษาเรื่องการปฏิบัติตัวหลังทำผ่าตัดต้อกระจกโดยใช้สื่อวีดิทัศน์กับผู้ป่วยผ่าตัดต้อกระจก กลุ่มตัวอย่าง เป็นผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคต้อกระจกและได้รับการผ่าตัดต้อกระจกที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพา ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ถึง 31 กรกฎาคม 2563 รวม 35 คน โดยไม่มีการสุ่มตัวอย่าง ได้รับการสอนสุขศึกษาด้วยสื่อวีดิทัศน์เรื่องการปฏิบัติตัวหลังทำผ่าตัดต้อกระจก โดยทำแบบทดสอบก่อนและหลังการชมสื่อวีดิทัศน์ (pre-post test) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1. สื่อวีดิทัศน์ ที่ได้ผ่านการพิจารณาความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน 2. แบบทดสอบเรื่องความรู้ ความเข้าใจ เรื่องโรคต้อกระจกและการปฏิบัติตัวหลังทำผ่าตัดต้อกระจก  ตรวจสอบความเที่ยงตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน  พบว่า มีค่าดัชนีความตรงมากกว่า 0.6 ทุกข้อ ความตรงทั้งฉบับ มีค่าเท่ากับ 0.76 ตรวจสอบความเชื่อมั่นของเครื่องมือ (reliability) โดยนำเครื่องมือไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับประชากรในการวิจัยทำการประเมินหาค่าความเชื่อมั่นโดยหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียรสัน (pearson product moment correlation) มีค่าเท่ากับ 0.6 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการทดสอบค่าที (t-test) ผลการศึกษาพบว่า &#13;
1. สื่อวีดิทัศน์เรื่องการปฏิบัติตัวหลังทำผ่าตัดต้อกระจก สามารถสื่อความรู้และสร้างความเข้าใจให้กับผู้ป่วยผ่าตัดต้อกระจกเพิ่มขึ้น&#13;
2. ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความรู้ ความเข้าใจเรื่องโรคต้อกระจก และการปฏิบัติตัวหลังทำผ่าตัดต้อกระจกหลังจากได้รับชมสื่อวีดิทัศน์มีคะแนนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (P ? 0.05)&#13;
 ผลจากการวิจัยนี้ หน่วยงานสามารถนำสื่อวีดิทัศน์ใช้ในการสอนสุขศึกษาให้กับผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจก ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถนำความรู้ที่ได้ไปปฏิบัติ เพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดต้อกระจก ซึ่งอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นถาวรได้ หากปฏิบัติตัวได้ไม่ถูกต้อง และสามารถเข้าถึงสื่อได้โดยง่ายจาก QR code ทำให้สามารถนำไปปฏิบัติตัวต่อเนื่องที่บ้าน
ผลงานวิจัยฉบับนี้ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจาก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ประเภทงบประมาณเงินรายได้ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563
</description>
<pubDate>Sat, 01 Jan 2563 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17741</guid>
<dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การออกแบบหุ่นฝึกทำหัตถการใส่สายสวนหลอดเลือดทางสะดือในทารกแรกเกิด</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17740</link>
<description>การออกแบบหุ่นฝึกทำหัตถการใส่สายสวนหลอดเลือดทางสะดือในทารกแรกเกิด
ปราการ ทัตติยกุล; กิตติ อรุณจรัสธรรม; พร้อมพงศ์ อนุชิตชาญชัย; ปัญญา อรุณจรัสธรรม
กุมารแพทย์สาขาทารกแรกเกิดและปริกำเนิดมีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับผู้ป่วยทารกแรกเกิดในประเทศไทย ดังนั้นการรักษาผู้ป่วยทารกแรกเกิดและหัตถการเกี่ยวกับทารกแรกเกิดจำนวนมากจำเป็นต้องกระทำโดยกุมารแพทย์หรือแพทย์ทั่วไป ซึ่งหัตถการการใส่สายสวนสะดือนั้นเป็นหัตถการที่ทำเมื่อจำเป็นซึ่งมักจะเกิดขึ้นเมื่อมีภาวะวิกฤตเกิดขึ้นกับผู้ป่วย โดยมากมักจะไม่สามารถเตรียมการล่วงหน้าได้และมักเกิดขึ้นในยามวิกาล ดังนั้นหากกุมารแพทย์และแพทย์ทั่วไปสามารถทำหัตถการดังกล่าวได้อย่างเชี่ยวชาญก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อชีวิตและการเกิดภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยทารกแรกเกิดในพื้นที่ที่ขาดแคลนกุมารแพทย์สาขาทารกแรกเกิดและปริกำเนิด จึงมีความจำเป็นที่แพทย์ทั่วไปจะต้องทำหัตถการนี้ได้ ดังนั้นทางสถาบันผลิตแพทย์จึงจำเป็นต้องหันมาสนใจหุ่นฝึกทำหัตถการ เพื่อนำมาทดแทนหรือเพิ่มเติมให้นักศึกษาแพทย์ได้ฝึกหัดเพิ่มขึ้น การศึกษาครั้งนี้ได้นำเสนอการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการออกแบบสำหรับออกแบบและสร้างหุ่นฝึกทำหัตถการใส่สายสวนสะดือในเด็กแรกเกิด ผลที่ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าสามารถออกแบบและสร้างหุ่นฝึกทำหัตถการใส่สายสวนสะดือในเด็กแรกเกิดได้หลากหลายรูปแบบและใช้ฝึกทำหัตถการเพื่อเพิ่มความชำนาญให้แก่แพทย์และนักศึกษาแพทย์ได้
</description>
<pubDate>Thu, 01 Jan 2561 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17740</guid>
<dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>ปัจจัยเสี่ยงของภาวะสูญเสียมวลกล้ามเนื้อและภาวะกระดูกบางของประชากรไทยวัยก่อนเกษียณในเขตเทศบาลเมืองแสนสุข จังหวัดชลบุรี</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17739</link>
<description>ปัจจัยเสี่ยงของภาวะสูญเสียมวลกล้ามเนื้อและภาวะกระดูกบางของประชากรไทยวัยก่อนเกษียณในเขตเทศบาลเมืองแสนสุข จังหวัดชลบุรี
พิธากร ธำรงเลาหะพันธุ์; ปราโมทย์ ธนาศุภกรกุล; อลิสรา วงศ์สุทธิเลิศ
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาหาปัจจัยเสี่ยงของภาวะสูญเสียมวลกล้ามเนื้อและภาวะกระดูบางของประชากรไทยวัยก่อนเกษียณในเขตเทศบาลเมืองแสนสุข จังหวัดชลบุรี &#13;
รูปแบบการวิจัย งานวิจัยแบบตัดขวาง (cross-sectional study)&#13;
กลุ่มประชากร ประชากรเขตเทศบาลเมืองแสนสุข จังหวัดชลบุรี ที่มีอายุ 40-59 ปี จำนวน 372 คน&#13;
วิธีการศึกษา ประชากรที่อยู่ในเกณฑ์คัดเข้าตอบแบบสอบถามทั่วไป ปัจจัยเสี่ยงทางคลินิค พฤติกรรมการบริโภคอาหาร กิจกรรมทางกาย ทดสอบสมรรถภาพทางกาย (ความเร็วในการเดินปกติ ระยะทาง 6 เมตร, การทรงตัว Time up to go test, การลุกยืนจากเก้าอี้ 5 ครั้ง และการยืนขาเดียว) ทดสอบแรงกล้ามเนื้อ (การตรวจวัดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขนใช้เครื่องวัดแรงบีบมือ (Hand grip dynamometer) และ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาใช้เครื่องมือวัดแรงเหยียดขา (Leg dyna,ometer)) และรับการวัดความหนาแน่นกระดูกส้นเท้าด้วยคลื่นความถี่สูง&#13;
ผลการศึกษา: อายุเฉลี่ย 49.3 ปี (อายุ 61 ปี) ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง
ผลงานวิจัยฉบับนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา จากงบประมาณเงินรายได้ คณะแพทยศาสตร์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561.
</description>
<pubDate>Thu, 01 Jan 2561 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17739</guid>
<dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>ผลของค่าอัตราการกรองของไต ณ ช่วงเวลาที่ผู้ป่วยเริ่มล้างไตทางช่องท้องต่อผลลัพธ์ทางคลินิก</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17711</link>
<description>ผลของค่าอัตราการกรองของไต ณ ช่วงเวลาที่ผู้ป่วยเริ่มล้างไตทางช่องท้องต่อผลลัพธ์ทางคลินิก
ระวีวรรณ วิฑูรย์; สมชาย ยงศิริ; อโนชา วนิชชานนท์; เพ็ชรงาม ไชยวาณิช
บทนำ: ระยะเวลาที่เหมาะสำหรับการล้างไตทางช่องยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด จึงเป็นที่มาของการศึกษาวิจัยค้นหาระยะเวลาที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วย โดยเกิดภาวะแทรกซ้อนกับผู้ป่วยน้อยที่สุด&#13;
วัตถุประสงค์: ศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างค่าอัตราการกรองของไตเริ่มต้นของผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องกับอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วย ภาวะแทรกซ้อนจากการล้างช่องท้องและการนอนโรงพยาบาล&#13;
วิธีศึกษา: เก็บข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี พ.ศ.2556-2560 ในผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องของโรงพยาบาลชลบุรี และ โรงพยาบาลมหาวิยาลัยบูรพา ศึกษาข้อมูลพื้นฐาน ข้อมูลการล้างไตทางช่องท้อง ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ การติดเชื้อ การนอนรพ.และการเสียชีวิตของผู้ป่วย โดยแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 4 กลุ่มตามค่าอัตราการกรองของไต (eGFR) เป็น &lt; 3, 3-5.9, 6-9.9 และ &gt;10 ml/min/1.73m2&#13;
ผลการศึกษา: ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุเฉลี่ย 58 ปี ระยะเวลาในการล้างไต 30.2 เดือน ค่า eGFR เริ่มต้นเฉลี่ย 5.07 ml/min/1.73m2 มีค่า Kt/v 2.19 ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องที่มีค่า eGFR &lt; 3 ml/min/1.73 m2 มีอัตราการรอดชีวิตสูงสุด โดยเมื่อเทียบกับกลุ่ม eGFR 3-5.9, 6-9.9 และ &gt;10 ml/min/1.73 m2 จะรอดชีวตมากกว่า 1, 1.69 และ 2.11 เท่า ตามลำดับ (p= 0.81, 0.05 และ 0.029 ) แต่ไม่พบความแตกต่างของอัตราการติดเชื้อของเยื่อบุช่องท้องและอัตราการนอนรพ.ของผู้ป่วยทั้ง 4 กลุ่ม&#13;
สรุป การเริ่มล้างไตทางช่องท้องช้าส่งผลดีในแง่อัตราการอยู่รอดของผู้ป่วย โดยไม่มีผลเพิ่มอุบัติการณ์การติดเชื้อ-การเกิดภาวะแทรกซ้อนจากล้างช่องท้องและการนอนโรงพยาบาล
</description>
<pubDate>Thu, 01 Jan 2561 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17711</guid>
<dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</channel>
</rss>
