<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
<channel>
<title>Faculty of Medicine</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4710</link>
<description>คณะแพทยศาสตร์</description>
<pubDate>Mon, 18 May 2026 22:03:24 GMT</pubDate>
<dc:date>2026-05-18T22:03:24Z</dc:date>
<image>
<title>Faculty of Medicine</title>
<url>http://buuir.buu.ac.th:80/xmlui/bitstream/id/3c16b93c-6fc1-4f15-b776-9cfa9599bd36/</url>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4710</link>
</image>
<item>
<title>การเปรียบเทียบผลของการหยุดยาไฮโดรคอร์ติโซนแบบฉับพลันกับการหยุดยาไฮโดรคอร์ติโซนแบบลดขนาดยาก่อนหยุดยาในผู้ป่วยที่มีภาวะช็อกจากการติดเชื้อต่อการเริ่มต้นใหม่ของยากระตุ้นความดัน</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17771</link>
<description>การเปรียบเทียบผลของการหยุดยาไฮโดรคอร์ติโซนแบบฉับพลันกับการหยุดยาไฮโดรคอร์ติโซนแบบลดขนาดยาก่อนหยุดยาในผู้ป่วยที่มีภาวะช็อกจากการติดเชื้อต่อการเริ่มต้นใหม่ของยากระตุ้นความดัน
ระวีวรรณ วิฑูรย์; อวฤทธิ์ โภคาธิกรณ์; ภูรีพัทธ์ อรรถเวชกุล
บทนำ: ภาวะช็อคจากการติดเชื้อเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในเวชปฏิบัติและเป็นหนึ่งในสาเหตุของการเสียชีวิต การใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์เพื่อแก้ไขภาวะช็อคถูกนำมาใช้เป็นการรักษามาตรฐานในปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ดีวิธีการยุติการให้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน วิธีการศึกษา: การศึกษานี้เป็นการทดลองไปข้างหน้าแบบสุ่ม ในผู้ป่วยช็อคจากการติดเชื้อผู้ซึ่งได้รับยากระตุ้นหลอดเลือดร่วมกับยาคอร์ติโคสเตียรอยด์เพื่อแก้ไขภาวะช็อค แบ่งเป็นสองกลุ่มคือกลุ่มที่หยุดการใช้ยาไฮโดรคอร์ติโซนชนิดฉับพลัน และกลุ่มที่หยุดการใช้ยาไฮโดรคอร์ติโซนชนิดลดยาก่อนหยุดยา โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเปรียบเทียบอัตราการกลับมาใช้ยากระตุ้นหัวใจซ้ าภายใน 72 ชั่วโมง และวัตถุประสงค์รองเพื่อเปรียบเทียบอัตราการรอดชีวิต ระยะเวลาการนอนโรงพยาบาล และผลข้างเคียงจากยาผลการศึกษา: ผู้ป่วยช็อคจากการติดเชื้อโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพา 44 รายเข้าร่วมการศึกษา (กลุ่มหยุดยาฉับพลัน 22 รายและกลุ่มลดขนาดยาก่อนหยุดยา 22 ราย) ลักษณะพื้นฐานของผู้ป่วยส่วนใหญ่มีความคล้ายคลึงกัน ยกเว้นกลุ่มหยุดยาฉับพลันมีอายุเฉลี่ยสูงกว่า (75.23 ± 10.45 ปี vs 64.36 ± 19.98 ปี, p = 0.031) ผลการศึกษาพบอัตราการเริ่มต้นใหม่ของยากระตุ้นความดันภายใน 72 ชั่วโมงสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในกลุ่มลดขนาดยาก่อนหยุดยาเมื่อเทียบกับกลุ่มที่หยุดยาฉับพลัน (40.9% และ 4.5% ; p=0.004) ในขณะที่อัตราการเสียชีวิตในโรงพยาบาล และอัตราการเสียชีวิตภายใน 30 วัน ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (54.5% และ 36.4%; p=0.226) (50% และ 31.8%, p=0.22) ตามลำดับ การเกิดภาวะแทรกซ้อนทางคลินิก กลุ่มหยุดยาฉับพลัน พบภาวะโซเดียมในเลือดสูงได้มากกว่าคือร้อยละ 59.1 เทียบกับ 27.3 (p=0.033) และพบภาวะโพแทสเซียมต่ าได้บ่อยกว่า (81.8% และ 50% ;p=0.026) สรุป: การหยุดยาไฮโดรคอร์ติโซนชนิดแบบฉับพลันในผู้ป่วยช็อคจากการติดเชื้อ มีอัตราการกลับมาใช้ยากระตุ้นความดันซ้ำภายใน 72 ชั่วโมงน้อยกว่าการหยุดยาแบบลดขนาดอย่างมีนัยสำ คัญทางสถิติ แม้ว่าจะพบภาวะโซเดียมในเลือดสูงและโพแทสเซียมในเลือดต่ำได้บ่อยกว่า แต่อย่างไรก็ดียังไม่พบความแตกต่างของอัตราการเสียชีวิตในโรงพยาบาลและภายใน 30 วัน
</description>
<pubDate>Fri, 01 Jan 2568 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17771</guid>
<dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การศึกษาผลการสอนสุขศึกษา เรื่อง การปฏิบัติตัวหลังทำผ่าตัดต้อกระจกโดยใช้สื่อวิดิทัศน์กับผู้ป่วยผ่าตัดต้อกระจก</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17741</link>
<description>การศึกษาผลการสอนสุขศึกษา เรื่อง การปฏิบัติตัวหลังทำผ่าตัดต้อกระจกโดยใช้สื่อวิดิทัศน์กับผู้ป่วยผ่าตัดต้อกระจก
อังคนา อัศวบุญญาเดช; ดุจดาว ศุภจิตกุลชัย; วริศนันท์ ปุรณะวิทย์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการสอนสุขศึกษาเรื่องการปฏิบัติตัวหลังทำผ่าตัดต้อกระจกโดยใช้สื่อวีดิทัศน์กับผู้ป่วยผ่าตัดต้อกระจก กลุ่มตัวอย่าง เป็นผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคต้อกระจกและได้รับการผ่าตัดต้อกระจกที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพา ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ถึง 31 กรกฎาคม 2563 รวม 35 คน โดยไม่มีการสุ่มตัวอย่าง ได้รับการสอนสุขศึกษาด้วยสื่อวีดิทัศน์เรื่องการปฏิบัติตัวหลังทำผ่าตัดต้อกระจก โดยทำแบบทดสอบก่อนและหลังการชมสื่อวีดิทัศน์ (pre-post test) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1. สื่อวีดิทัศน์ ที่ได้ผ่านการพิจารณาความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน 2. แบบทดสอบเรื่องความรู้ ความเข้าใจ เรื่องโรคต้อกระจกและการปฏิบัติตัวหลังทำผ่าตัดต้อกระจก  ตรวจสอบความเที่ยงตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน  พบว่า มีค่าดัชนีความตรงมากกว่า 0.6 ทุกข้อ ความตรงทั้งฉบับ มีค่าเท่ากับ 0.76 ตรวจสอบความเชื่อมั่นของเครื่องมือ (reliability) โดยนำเครื่องมือไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับประชากรในการวิจัยทำการประเมินหาค่าความเชื่อมั่นโดยหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียรสัน (pearson product moment correlation) มีค่าเท่ากับ 0.6 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการทดสอบค่าที (t-test) ผลการศึกษาพบว่า &#13;
1. สื่อวีดิทัศน์เรื่องการปฏิบัติตัวหลังทำผ่าตัดต้อกระจก สามารถสื่อความรู้และสร้างความเข้าใจให้กับผู้ป่วยผ่าตัดต้อกระจกเพิ่มขึ้น&#13;
2. ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความรู้ ความเข้าใจเรื่องโรคต้อกระจก และการปฏิบัติตัวหลังทำผ่าตัดต้อกระจกหลังจากได้รับชมสื่อวีดิทัศน์มีคะแนนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (P ? 0.05)&#13;
 ผลจากการวิจัยนี้ หน่วยงานสามารถนำสื่อวีดิทัศน์ใช้ในการสอนสุขศึกษาให้กับผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจก ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถนำความรู้ที่ได้ไปปฏิบัติ เพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดต้อกระจก ซึ่งอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นถาวรได้ หากปฏิบัติตัวได้ไม่ถูกต้อง และสามารถเข้าถึงสื่อได้โดยง่ายจาก QR code ทำให้สามารถนำไปปฏิบัติตัวต่อเนื่องที่บ้าน
ผลงานวิจัยฉบับนี้ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจาก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ประเภทงบประมาณเงินรายได้ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563
</description>
<pubDate>Sat, 01 Jan 2563 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17741</guid>
<dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การออกแบบหุ่นฝึกทำหัตถการใส่สายสวนหลอดเลือดทางสะดือในทารกแรกเกิด</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17740</link>
<description>การออกแบบหุ่นฝึกทำหัตถการใส่สายสวนหลอดเลือดทางสะดือในทารกแรกเกิด
ปราการ ทัตติยกุล; กิตติ อรุณจรัสธรรม; พร้อมพงศ์ อนุชิตชาญชัย; ปัญญา อรุณจรัสธรรม
กุมารแพทย์สาขาทารกแรกเกิดและปริกำเนิดมีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับผู้ป่วยทารกแรกเกิดในประเทศไทย ดังนั้นการรักษาผู้ป่วยทารกแรกเกิดและหัตถการเกี่ยวกับทารกแรกเกิดจำนวนมากจำเป็นต้องกระทำโดยกุมารแพทย์หรือแพทย์ทั่วไป ซึ่งหัตถการการใส่สายสวนสะดือนั้นเป็นหัตถการที่ทำเมื่อจำเป็นซึ่งมักจะเกิดขึ้นเมื่อมีภาวะวิกฤตเกิดขึ้นกับผู้ป่วย โดยมากมักจะไม่สามารถเตรียมการล่วงหน้าได้และมักเกิดขึ้นในยามวิกาล ดังนั้นหากกุมารแพทย์และแพทย์ทั่วไปสามารถทำหัตถการดังกล่าวได้อย่างเชี่ยวชาญก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อชีวิตและการเกิดภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยทารกแรกเกิดในพื้นที่ที่ขาดแคลนกุมารแพทย์สาขาทารกแรกเกิดและปริกำเนิด จึงมีความจำเป็นที่แพทย์ทั่วไปจะต้องทำหัตถการนี้ได้ ดังนั้นทางสถาบันผลิตแพทย์จึงจำเป็นต้องหันมาสนใจหุ่นฝึกทำหัตถการ เพื่อนำมาทดแทนหรือเพิ่มเติมให้นักศึกษาแพทย์ได้ฝึกหัดเพิ่มขึ้น การศึกษาครั้งนี้ได้นำเสนอการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการออกแบบสำหรับออกแบบและสร้างหุ่นฝึกทำหัตถการใส่สายสวนสะดือในเด็กแรกเกิด ผลที่ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าสามารถออกแบบและสร้างหุ่นฝึกทำหัตถการใส่สายสวนสะดือในเด็กแรกเกิดได้หลากหลายรูปแบบและใช้ฝึกทำหัตถการเพื่อเพิ่มความชำนาญให้แก่แพทย์และนักศึกษาแพทย์ได้
</description>
<pubDate>Thu, 01 Jan 2561 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17740</guid>
<dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>ปัจจัยเสี่ยงของภาวะสูญเสียมวลกล้ามเนื้อและภาวะกระดูกบางของประชากรไทยวัยก่อนเกษียณในเขตเทศบาลเมืองแสนสุข จังหวัดชลบุรี</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17739</link>
<description>ปัจจัยเสี่ยงของภาวะสูญเสียมวลกล้ามเนื้อและภาวะกระดูกบางของประชากรไทยวัยก่อนเกษียณในเขตเทศบาลเมืองแสนสุข จังหวัดชลบุรี
พิธากร ธำรงเลาหะพันธุ์; ปราโมทย์ ธนาศุภกรกุล; อลิสรา วงศ์สุทธิเลิศ
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาหาปัจจัยเสี่ยงของภาวะสูญเสียมวลกล้ามเนื้อและภาวะกระดูบางของประชากรไทยวัยก่อนเกษียณในเขตเทศบาลเมืองแสนสุข จังหวัดชลบุรี &#13;
รูปแบบการวิจัย งานวิจัยแบบตัดขวาง (cross-sectional study)&#13;
กลุ่มประชากร ประชากรเขตเทศบาลเมืองแสนสุข จังหวัดชลบุรี ที่มีอายุ 40-59 ปี จำนวน 372 คน&#13;
วิธีการศึกษา ประชากรที่อยู่ในเกณฑ์คัดเข้าตอบแบบสอบถามทั่วไป ปัจจัยเสี่ยงทางคลินิค พฤติกรรมการบริโภคอาหาร กิจกรรมทางกาย ทดสอบสมรรถภาพทางกาย (ความเร็วในการเดินปกติ ระยะทาง 6 เมตร, การทรงตัว Time up to go test, การลุกยืนจากเก้าอี้ 5 ครั้ง และการยืนขาเดียว) ทดสอบแรงกล้ามเนื้อ (การตรวจวัดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขนใช้เครื่องวัดแรงบีบมือ (Hand grip dynamometer) และ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาใช้เครื่องมือวัดแรงเหยียดขา (Leg dyna,ometer)) และรับการวัดความหนาแน่นกระดูกส้นเท้าด้วยคลื่นความถี่สูง&#13;
ผลการศึกษา: อายุเฉลี่ย 49.3 ปี (อายุ 61 ปี) ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง
ผลงานวิจัยฉบับนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา จากงบประมาณเงินรายได้ คณะแพทยศาสตร์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561.
</description>
<pubDate>Thu, 01 Jan 2561 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17739</guid>
<dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</channel>
</rss>
