<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<channel rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4794">
<title>วิทยานิพนธ์(Theses)</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4794</link>
<description/>
<items>
<rdf:Seq>
<rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/10200"/>
<rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/10082"/>
</rdf:Seq>
</items>
<dc:date>2026-04-06T04:24:13Z</dc:date>
</channel>
<item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/10200">
<title>การเปลี่ยนแปลงชนิดและปริมาณของแพลงก์ตอนพืชที่สัมพันธ์กับแหล่งวางหญ้าทะเลเทียมบริเวณชายฝั่ง ตำบลไม้รูด จังหวัดตราด</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/10200</link>
<description>การเปลี่ยนแปลงชนิดและปริมาณของแพลงก์ตอนพืชที่สัมพันธ์กับแหล่งวางหญ้าทะเลเทียมบริเวณชายฝั่ง ตำบลไม้รูด จังหวัดตราด
จิดาภา กล้ากสิกิจ
การวิจัยนี้เป็นการศึกษาแนวทางการจัดส่งชิ้นส่วนสำหรับสายการประกอบรถแทรคเตอร์ระหว่างวิธีการจัดส่งแบบพาเล็ทและการจัดส่งแบบคิตติ้ง เพื่อกำหนดแนวทางการจัดส่งที่เหมาะสามเพื่อลดปัญหาด้านเวลาการจัดส่ง คุณภาพ และพื้นที่จัดวางไม่เพียงพอ ผลการศึกษาพบว่า ดัชนีด้านเวลาการจัดส่ง การสูญเสียเวลาจากปัญหาคุณภาพ และพื้นที่ไม่เพียงพอมีค่าเท่ากับ 3,698.49 นาที ต่อคัน, 84.66 นาทีต่อคัน 24.2 ตารางเมตร และ 2,149.29 นาทีต่อคัน, 0 นาทีต่อคัน 0 ตารางเมตร สำหรับวิธีการจัดส่งแบบพาเล็ทและแบบคิตติ้ง ตามลำดับ&#13;
และยังพบว่า การจัดส่งชิ้นส่วนด้วยวิธี อย่างใดอย่างหนึ่งไม่สามารถรองรับความต้องการ การจัดส่งชิ้นส่วนจากฝ่ายคลังสินค้าไปยังสายการประกอบได้อย่างมีประสิทธิภาพดังนั้น จึงได้ออกแบบแนวทางการจัดส่งแบบผสม โดยใช้วิธีติตติ้งกับชิ้นส่วนขนาดเล็ก จำนวน 2,089 รายการ และใช้วิธีพาเล็ทกับชิ้นส่วนขนาดใหญ่ จำนวน 17 รายการ ซึ่งส่งผลให้เวลาการจัดส่วนลดลงเหลือ 1,549.2 นาทีต่อคัน โดยไม่ไม่ปัญหาคุณภาพและพื้นที่การจัดวางแต่อย่างใด
วิทยานิพนธ์ (วท.ม.)--มหาวิทยาลัยบูรพา, 2564
</description>
<dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/10082">
<title>การตรวจวินิจฉัยโรคไวรัสเกล็ดหลุดจากตัวอย่างที่ไม่ต้องทำลายปลากะพงขาวและพาหะนำโรค</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/10082</link>
<description>การตรวจวินิจฉัยโรคไวรัสเกล็ดหลุดจากตัวอย่างที่ไม่ต้องทำลายปลากะพงขาวและพาหะนำโรค
อรอนงค์ เจริญไวย์
โรคเกล็ดหลุด (Scale drop disease; SDD) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสสกุล Megalocytivirus Scale drop diseas virus (SDDV) ก่อให้เกิดความเสียหายในฟาร์มเพาะเลี้ยงปลากะพงขาวในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปัจจุบันการตรวจวินิจฉัยโรคด้วยวิธีทางอณูชีวโมเลกุลจะใช้ดีเอ็นเอที่สกัดจากอวัยวะภายในของปลา ซึ่งจพเป็นต้องทำลายปลา ดังนั้นการศึกษานี้ เพื่อตรวจหา SDDV จากตัวอย่างที่ไม่ต้องทำลายปลา (non-lethal samples) ได้แก่ เลือด เมือกและครีบหาง ทั้งในปลาป่วยและปลาปกติในช่วงเวลาที่มีการระบาดด้วยเทคนิค semi-nested PCR จากการศึกษาพบว่า ตัวอย่างเลือด และเมือก มีการปรากฏของเชื้อไวรัส 100% จากตัวอย่างปลาป่วย (n=15) และปลาปกติ (n=5) จากนั้นใช้ตัวอย่างเลือดในการเฝ้าระวังเชื้อไวรัส SDDV โดยไม่ทำให้ปลาตาย ซึ่งทำการเก็บเลือดปลาปกติในกระชังเดิมหลังจากที่มีการระบาดของโรคเกล็ดหลุด 13 เดือน พบว่า มีการติดเชื้อไวรัสในเลือด 1/20 ตัวอย่าง ทั้งนี้ยังตรวจพบเชื้อแบคทีเรีย Vibrio harveyi จากเนื้อเยื่อปลาที่มีการติดเชื้อไวรัส SDDV ร่วมด้วย นอกจากนี้ยังมีการตรวจพบเชื้อไวรัส SDDV ในปรสิตภายนอกบริเวณเหงือกปลากลุ่ม Lernanthropus sp. และ Diplectanum sp. ที่เก็บในช่วงที่มีการระบาดของโรคแสดงให้เห็นว่าปรสิตเหล่านี้มีประโยชน์ในการนำ มาใช้เป็นตัวอย่างที่ไม่ทำลายปลา งานวิจัยนี้มีประโยชน์อย่างมากในการนำตัวอย่างที่ไม่ต้องทำลายปลามาใช้ในการตรวจหาเชื้อไวรัสและติดตามสุขภาพปลาที่มีการติดเชื้อ SDDV ในฟาร์มเลี้ยงปลากะพงขาวที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและอาจนำมาใช้กับพ่อแม่พันธุ์
วิทยานิพนธ์ (วท.ม.)--มหาวิทยาลัยบูรพา, 2563
</description>
<dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</rdf:RDF>
