<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<channel rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4793">
<title>รายงานการวิจัย (Research Reports)</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4793</link>
<description/>
<items>
<rdf:Seq>
<rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4439"/>
<rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/3799"/>
<rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/3757"/>
<rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/3584"/>
</rdf:Seq>
</items>
<dc:date>2026-04-14T17:40:34Z</dc:date>
</channel>
<item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4439">
<title>การวิเคราะห์ความอยู่รอดจากการออกกลางคันของนิสิตระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยบูรพา</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4439</link>
<description>การวิเคราะห์ความอยู่รอดจากการออกกลางคันของนิสิตระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยบูรพา
อริสฬา เตหลิ่ม
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาฟังก์ชันการอยู่รอด มัธยฐานระยะเวลา การอยู่รอด และอัตราเสี่ยงอันตรายของนิสิตมหาวิทยาลัยบูรพา 2) เปรียบเทียบฟังก์ชันการอยู่รอดของนิสิตมหาวิทยาลัยบูรพาที่มีคุณลักษณะแตกต่างกัน 3) ศึกษาโมเดลของฟังก์ชันความเสี่ยงอันตรายของนิสิตมหาวิทยาลัยบูรพาที่มีคุณลักษณะแตกต่างกัน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นิสิตระดับปริญญาตรี ที่เริ่มศึกษาปีการศึกษา 2557 หลักสูตร 4 ปี จำนวน 1,000 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary source) ซึ่งรวบรวมจากกองทะเบียนและประมวลผลการศึกษา มหาวิทยาลัยบูรพา โดยประยุกต์ใช้การวิเคราะห์การอยู่รอดในการศึกษา ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ เพศ อายุ อาชีพผู้ปกครอง รายได้ผู้ปกครอง เกรดเฉลี่ยสะสมระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (GPA) และกลุ่มสาขาวิชา ผลการศึกษาพบว่า&#13;
1. จากการวิเคราะห์ตารางชีพ (Life Table) พบว่า ช่วงเวลาที่ 3 หรือภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 เป็นช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูงสุด โดยมีอัตราความเสี่ยงเท่ากับ 0.1078 และมีโอกาสอยู่รอดในการศึกษานานกว่าภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 เท่ากับ 85.92% และไม่สามารถแสดงมัธยฐานระยะเวลาการอยู่รอดได้ เนื่องจากยังไม่เกิดกรณีนิสิตจำนวนครึ่งหนึ่งออกกลางคันในช่วงเวลาที่ศึกษา&#13;
2. การเปรียบเทียบฟังก์ชันการอยู่รอด โดยใช้การวิเคราะห์ Kaplan-Meier และการทดสอบโดย Log-Rank Test พบว่า ตัวแปรที่ให้ผลการเปรียบเทียบฟังก์ชันการอยู่รอดแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 ได้แก่ เพศ อายุ เกรดเฉลี่ยสะสมระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (GPA) และกลุ่มสาขาวิชา&#13;
3. การวิเคราะห์โมเดลของฟังก์ชันความเสี่ยงต่อการออกกลางคัน ด้วยการวิเคราะห์การถดถอยของ Cox พบว่า ตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อความเสี่ยงต่อการออกกลางคันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ได้แก่ เพศและเกรดเฉลี่ยสะสมระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (GPA)
งานวิจัยนี้ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากงบประมาณกองทุนวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยบูรพา ประจำปี พ.ศ. 2562 เลขที่สัญญา R9/2562
</description>
<dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/3799">
<title>ปัจจัยและการพัฒนาการจัดระบบรักษาความปลอดภัยภายในมหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/3799</link>
<description>ปัจจัยและการพัฒนาการจัดระบบรักษาความปลอดภัยภายในมหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี
ดลชญา ธิติชัยกวิน
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อศึกษาปัจจัยและการพัฒนาการจัดระบบรักษาความปลอดภัย ภายในมหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรีและเพื่อประเมินปัจจัย&#13;
ที่ส่งผลต่อปัจจัยและการพัฒนาการจัดระบบรักษาความปลอดภัยภายในมหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี ประชากร นิสิต และผู้ปฏิบัติงาน&#13;
ภายในมหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี กลุ่มตัวอย่าง การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดระบบการรักษาความปลอดภัยอย่างมีประสิทธิภาพ ของนิสิตและผู้ปฏิบัติงาน ภายในมหาวิทยาลัยบูรพา  จังหวัดชลบุรี ที่ได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย (Sample Random Sampling) ได้กลุ่มตัวอย่าง  จำนวน (n) 381 คน ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ การแจกแจงความถี่แสดงตารางแบบ ค่าร้อยละ และค่าเฉลี่ยเลขคณิต และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน&#13;
ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยและการพัฒนาการจัดระบบรักษาความปลอดภัย ภายใน&#13;
มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี กลุ่มตัวอย่างพบว่า เป็นเพศหญิง จำนวน 206 คน คิดเป็นร้อยละ 54.1 เพศชาย จำนวน 175 คน คิดเป็นร้อยละ 45.9 เป็นนิสิตระดับปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 87.7ปริญญาโท คิดเป็นร้อยละ 10.8 และระดับปริญญาเอก 1.6 สถานภาพ นิสิต จำนวน 219 คน คิดเป็นร้อยละ 57.5 พนักงานมหาวิทยาลัย จำนวน 138 คน คิดเป็นร้อยละ 36.2 ข้าราชการ จำนวน  7 คน &#13;
คิดเป็นร้อยละ 1.8 ลูกจ้างประจำ จำนวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 1.3 อื่น ๆ 12 คน คิดเป็น ร้อยละ 3.1 ส่วนงานตามลำดับคณะศึกษาศาสตร์ จำนวน 57 คน คิดเป็นร้อยละ 15.0 คณะวิศวกรรมศาสตร์ จำนวน 46 คน คิดเป็นร้อยละ 12.1 คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา จำนวน 37 คน คิดเป็นร้อยละ 9.7 และช่วงอายุระหว่าง 18-28 ปี จ านวน 261 คน คิดเป็นร้อยละ 68.5 ช่วงอายุระหว่าง 40-50 ปี จำนวน 57 คน คิดเป็นร้อยละ 15.0 อายุระหว่าง 29 ถึง 39 ปี จำนวน 49 คน คิดเป็นร้อยละ 12.9 ปัจจัยและการพัฒนาการจัดระบบรักษาความปลอดภัยภายในมหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี&#13;
กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ โดยรวมและเป็นรายด้าน ในส่วนของด้านความปลอดภัยในการลดอุบัติเหตุ &#13;
มีค่าเฉลี่ยสูงสุด และรายด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมีค่าเฉลี่ยต่ำสุดผลวิเคราะห์การตอบ&#13;
แบบสอบถาม และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยจำแนกตามรายข้อคือ ด้านความปลอดภัยในการ&#13;
ลดอุบัติเหตุ พบว่าความเหมาะสมของระยะเวลาในการกำหนด ห้ามเข้าออกภายในมหาวิทยาลัย &#13;
เวลา 22.00 ถึงเวลา 06.00 น. ต้องแลกบัตรอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยสูงสุด และรายข้อความพร้อมในการบริหารจัดการที่จอดรถยนต์ภายในมหาวิทยาลัยบูรพามีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ผลวิเคราะห์การตอบแบบสอบถาม และค่าความเบี่ยงเบน โดยจำแนกตามรายข้อ คือ ด้านความปลอดภัยในชีวิตและ&#13;
ทรัพย์สิน พบว่าปัจจัยและการพัฒนาการจัดระบบรักษาความปลอดภัย ภายในมหาวิทยาลัยบูรพา&#13;
จังหวัดชลบุรี โดยจำแนกตามรายข้อ ด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ความพร้อมในการ&#13;
ปฏิบัติงานกฎจราจรภายในมหาวิทยาลัยบูรพาโดยภาพรวม เช่น มีการสวมหมวกนิรภัยอยู่ในระดับ&#13;
มาก มีค่าเฉลี่ยสูงสุด และรายความเหมาะสมของการติดตั้งแสงสว่างภายในมหาวิทยาลัยบูรพา เพื่อ&#13;
ความปลอดภัยมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ผลวิเคราะห์การตอบแบบสอบถาม และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยจำแนกตามรายข้อ คือ ด้านการนำเทคโนโลยีจัดระบบรักษาความปลอดภัย พบว่าปัจจัยและการพัฒนาการจัดระบบรักษาความปลอดภัย ภายในมหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี โดยจำแนกตามรายข้อ ด้านการนำเทคโนโลยีจัดระบบรักษาความปลอดภัย การวางมาตรการการรักษาความปลอดภัยภายในมหาวิทยาลัยติดตั้งกล้อง วงจรปิด มีค่าเฉลี่ยสูงสุด และการจัดการจราจรภายในมหาวิทยาลัย&#13;
โดยใช้เทคโนโลยีมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ผลวิเคราะห์การตอบแบบสอบถาม ด้านการบริหารจัดการระบบรักษาความปลอดภัยและการจราจร จำแนกตามรายข้อ ด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน พบว่าด้านการบริหารจัดการระบบรักษาความปลอดภัยและการจราจร มีค่าเฉลี่ยสูงสุด และรายความเหมาะสมของภาพรวมในการจัดระบบเพื่อการรักษาความปลอดภัยประจำจุดมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด&#13;
จากการประเมินปัจจัยที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุและเหตุการณ์ความปลอดภัยภายในมหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี โดยวิธีการทดสอบค่าสถิติ โดยจำแนกตามรายด้าน คือ ด้านความปลอดภัยในการลดอุบัติเหตุ ด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ด้านการนำเทคโนโลยีจัดระบบรักษาความ&#13;
ปลอดภัย และด้านการบริหารจัดการระบบรักษาความปลอดภัยและการจราจรโดยรวมและเป็นรายด้าน เปรียบเทียบปัจจัยและการพัฒนาการจัดระบบรักษาความปลอดภัย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
</description>
<dc:date>2560-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/3757">
<title>กระบวนการสนับสนุนการปรับระดับขั้นงานลูกจ้างประจำ</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/3757</link>
<description>กระบวนการสนับสนุนการปรับระดับขั้นงานลูกจ้างประจำ
วัชราภรณ์ ใบยา
การเขียนคู่มือการปรับระดับขั้นงานลูกจ้างประจำเล่มนี้ จัดทำขึ้นมาเนื่องจากได้เล็งเห็นความสำคัญของลูกจ้างประจำในแต่ละหน่วยงานต่าง ๆ ที่ถูกละเลย ไม่ได้รับการปรับระดับชั้นงานมาเป็นเวลายาวนานหลายปี ซึ่งลูกจ้างประจำบางรายถูกละเลยมากกว่า 3 ปี สาเหตุที่ถูกละเลยนั้นเนื่องจากผู้ปฏิบัติงานด้านบุคคลขาดคู่มือที่ใช้ในการปรับระดับชั้นงานลูกจ้างประจำที่เข้าใจง่าย เพื่อใช้เป็นแนวทาง&#13;
ในการดำเนินงานปรับระดับชั้นงานให้กับลูกจ้างประจำของแต่ละหน่วยงานให้มีบรรทัดฐานเดียวกัน
</description>
<dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/3584">
<title>การวิเคราะห์ตัวแปรที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงระยะยาวของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้โมเดลโค้งพัฒนาการ</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/3584</link>
<description>การวิเคราะห์ตัวแปรที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงระยะยาวของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้โมเดลโค้งพัฒนาการ
อริสฬา เตหลิ่ม
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของตัวแปร เกรดเฉลี่ยสะสมระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (GPA) คะแนนการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (ONET) และคะแนนเฉลี่ยสะสมชั้นปีที่ 1 - 4 ของกลุ่มมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ กลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพและกลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2) เพื่อศึกษาและพัฒนาโมเดลที่มีตัวแปรที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงระยะยาวของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่มีตัวแปรร่วม (Covariate) ได้แก่ เกรดเฉลี่ยสะสมระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (GPA) และคะแนนการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (ONET) ของกลุ่มมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ กลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพ และกลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นิสิตระดับปริญญาตรีที่เริ่มศึกษา ปีการศึกษา 2555 และสำเร็จการศึกษาในปีการศึกษา 2558 จำนวน 800 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นโดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary source) ซึ่งรวบรวมจากระบบบริการการศึกษา กองทะเบียนและประมวลการศึกษา และระบบการรายงานผลอัตโนมัติ (RPS : Reporting Service System)&#13;
ของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ผลการวิจัยสรุปได้ว่า&#13;
1. เกรดเฉลี่ยสะสมในชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายและคะแนนการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน มีความสัมพันธ์ทางบวกกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนิสิตปริญญาตรีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ทั้ง 3 กลุ่มสาขาวิชา&#13;
2. โมเดลโค้งพัฒนาการผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนิสิตปริญญาตรีที่ไม่มีตัวแปรร่วม&#13;
ทั้ง 3 กลุ่มสาขาวิชา มีอัตราคะแนนพัฒนาการต่อปีมีแนวโน้มสูงขึ้น&#13;
โดยทุกโมเดลมีความกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ส่วนโมเดลโค้งพัฒนาการผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนิสิตปริญญาตรีที่มีตัวแปรร่วม พบว่า ตัวแปรเกรดเฉลี่ยสะสมระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและคะแนนการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน มีอิทธิพลต่อคะแนนเริ่มต้นเป็นบวก มีอิทธิพลต่อคะแนนพัฒนาการเป็นลบ ทั้ง 3 กลุ่มสาขาวิชา
</description>
<dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</rdf:RDF>
