<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<channel rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4774">
<title>รายงานการวิจัย (Research Reports)</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4774</link>
<description/>
<items>
<rdf:Seq>
<rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/5087"/>
<rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4458"/>
<rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4357"/>
<rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4354"/>
</rdf:Seq>
</items>
<dc:date>2026-04-07T23:34:13Z</dc:date>
</channel>
<item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/5087">
<title>การประเมินความเสี่ยงในการจัดซื้อจัดจ้างตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 วิธีการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-Bidding) ของนักวิชาการพัสดุ ในมหาวิทยาลัยบูรพา</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/5087</link>
<description>การประเมินความเสี่ยงในการจัดซื้อจัดจ้างตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 วิธีการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-Bidding) ของนักวิชาการพัสดุ ในมหาวิทยาลัยบูรพา
จำนง หอมเจริญ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อค้นหาความเสี่ยงจากกระบวนการทำงานจัดซื้อจัดจ้างของนักวิชาการพัสดุ 2) เพื่อหาแนวทางป้องกันความเสี่ยงจากกระบวนการทำงานจัดซื้อจัดจ้าง โดยวิธีการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลการวิจัยโดยใช้แบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักวิชาการพัสดุ จำนวนทั้งสิ้น 52 คน ที่ทำงานในมหาวิทยาลัยบูรพา โดยได้มาจากการสุ่ม กลุ่มตัวอย่างแบบไม่อาศัยความน่าจะเป็น (Nonprobability sampling) โดยวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) การประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment) จากกระบวนการทำงานงานจัดซื้อจัดจ้าง โดยใช้การบริหารจัดการความเสี่ยงระดับองค์กร (Enterprise Risk Management : ERM)&#13;
ผลการวิจัย พบว่า การประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment) จากกระบวนการทางานจัดซื้อจัดจ้างส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง ดังนี้&#13;
ด้านกฎระเบียบข้อบังคับ พบว่า ขั้นตอนของกฎระเบียบ และข้อบังคับการปฏิบัติงานสอดคล้องกับกฎระเบียบข้อบังคับการจัดซื้อจัดจ้าง ความยืดหยุ่นของกฎระเบียบ และข้อบังคับการจัดซื้อจัดจ้าง เอื้อให้มีการทำงานจนสำเร็จและไม่ขัดแย้งกับกฎระเบียบข้อบังคับ มีโอกาสการเกิด ผลกระทบ และความเสี่ยงอยู่ในระดับสูง&#13;
ด้านผู้บริหาร และนักวิชาการพัสดุ พบว่า นักวิชาการพัสดุ มีความเคร่งครัดในการปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับ การจัดซื้อจัดจ้าง และนักวิชาการพัสดุ มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎระเบียบข้อบังคับ การจัดซื้อจัดจ้างอย่างถ่องแท้ และผู้บริหารมีแนวโน้มที่จะปฏิบัติตามแผนงานโดยให้ความสำคัญต่อกฎระเบียบและข้อบังคับ มีโอกาสเกิดในระดับปานกลาง และผลกระทบอยู่ในระดับสูง และระดับความเสี่ยงสูง&#13;
ด้านกระบวนการปฏิบัติงาน พบว่า เมื่อมีการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบแล้ว พบปัญหา ในการทำงาน มีการรายงานปัญหาให้ผู้บริหารทราบ มีความเคร่งครัดในการปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับ การจัดซื้อจัดจ้าง การรายงานผลการจัดซื้อจัดจ้าง หลังจากที่ดำเนินการแล้ว มีโอกาสเกิดอยู่ ในระดับสูง และผลกระทบอยู่ในระดับปานกลาง และระดับความเสี่ยงสูง&#13;
ด้านกิจกรรมควบคุมภายใน พบว่า ในด้านนี้ไม่พบตัวแปรที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าด้านกิจกรรมควบคุมภายในสามารถความคุมการทำงานได้&#13;
ด้านการวัดผลการปฏิบัติงาน การติดตามผล และการรายงานผล พบว่า ในด้านนี้ไม่พบตัวแปร ที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การวัดผลการปฏิบัติงาน การติดตามผล และการรายงานผลมีการทางานอย่างเป็นระบบ&#13;
ด้านวิธีการติดต่อสื่อสาร พบว่า ในด้านนี้ไม่พบตัวแปรที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การติดต่อสื่อสารของผู้ปฏิบัติงานอย่างเป็น
โครงการวิจัยประเภทงบประมาณเงินรายได้จากกองุทนวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยบูรพา ประจำปี พ.ศ. 2562
</description>
<dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4458">
<title>การใช้ข้อมูลทางบัญชีของนักบัญชีในเขตพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ ภาคตะวันออก (EEC)</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4458</link>
<description>การใช้ข้อมูลทางบัญชีของนักบัญชีในเขตพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ ภาคตะวันออก (EEC)
บรรพต วิรุณราช
การวิจัยเรื่องการใช้ข้อมูลทางบัญชีบริหารของนักบัญชีในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก EEC โดยมีวัตถุประสงค์ 3 ข้อ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาระดับการจัดทำข้อมูลบัญชีบริหารของนักบัญชีในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) 2) เพื่อศึกษาระดับความสามารถในการจัดทำข้อมูลบัญชีบริหารของนักบัญชีในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลทั่วไปของนักบัญชีบริหารกับการจัดทำข้อมูลบัญชีบริหารและความสามารถในการจัดทำข้อมูลบัญชีบริหารของนักบัญชีในเขตพัฒนาพิเศษภาค (EEC)&#13;
การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้การคำนวณกลุ่มตัวอย่างของทาโรยามาเน่ ความคลาดเคลื่อน 0.05 ได้กลุ่มตัวอย่าง 395 คน เป็นนักบัญชี ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ (EEC) และสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิจากสภาว่าเป็นนักบัญชี 6 คน พบว่า 1) งานในหน้าที่ของนักบัญชีบริหาร ทั้ง 5 งาน มีระดับการจัดทำเฉลี่ยทุกรายการในระดับ 2.61 (ระดับปานกลาง) 2) ความสามารถในการจัดทำเฉลี่ยทุกรายการ 2.58 (ระดับน้อย) และ 3) หากนักบัญชีพัฒนา การจัดทำข้อมูลทางบัญชีบริหารโดยพัฒนาการวิเคราะห์งบการเงินสูงสุด 1 หน่วย จะทำให้ความสามารถในการจัดทาข้อมูลบัญชีบริหารเพิ่มขึ้นสูงสุด 0.343 หน่วย มากกว่าการจัดทำข้อมูลด้านอื่น ๆ
โครงการวิจัยประเภทงบประมาณเงินรายได้จากกองทุนวิจัยและพัฒนา วิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ประจำปี พ.ศ. 2562
</description>
<dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4357">
<title>การพัฒนาศักยภาพวิสาหกิจชุมชนกลุ่มจังหวัดภาคใต้ชายแดน เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขัน</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4357</link>
<description>การพัฒนาศักยภาพวิสาหกิจชุมชนกลุ่มจังหวัดภาคใต้ชายแดน เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขัน
ทักษญา สง่าโยธิน
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาศักยภาพวิสาหกิจชุมชนในประเทศไทย เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขัน เป็นวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนและบุคคลภายนอกในมุมมอง (Outside-in) โดยศึกษาพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคใต้ชายแดนของประเทศไทย ผลการวิจัย พบว่า (1) Factor Condition มุ่งเน้นการให้ความรู้และทักษะที่สาคัญ สนับสนุนเทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิต (2) Demand Condition เน้นการวิเคราะห์ความต้องการลูกค้า เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ มีระบบการติดตามความพึงพอใจของผู้บริโภคเพื่อนำมาพัฒนาคุณภาพให้ดีขึ้น (Customer Relationship Management) (3) Related &amp; Support Industry การสนับสนุนเครือข่ายในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และศักยภาพในการผลิต สร้างความร่วมมือในระบบนิเวศทางธุรกิจ (Collaborative Ecosystem) (4) Firm Strategy, Structure and Rivalry ส่งเสริมการทาตลาดผ่านสื่อ Digital Marketing และ Social Media การจัดหาตลาดเป้าหมายที่แน่นอนเพื่อสร้างรายได้ที่ต่อเนื่อง (Recurring revenue) ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล สร้างความแตกต่าง สร้างเรื่องราว (Story) เกี่ยวกับสินค้าในด้านเอกลักษณ์วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น การสนับโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ เช่น การสมัครสมาชิก (Subscription Model) และปลูกฝัง Agile Mindset (5) The Role of Government การสนับสนุน ส่งเสริมช่องทางการค้าเพื่อให้เกิดรายได้ที่ต่อเนื่อง (Recurring Revenue) ให้ความรู้ในเรื่องที่สำคัญ ลดขั้นตอนความซับซ้อนของกฎระเบียบ ส่งเสริมแนวทาง “Made in Thailand” และ (6) Chance ให้ความสาคัญ&#13;
กับโอกาสในการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในปัจจุบันด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม การรักสุขภาพ การ&#13;
พัฒนาสินค้าให้กับกลุ่มคนผู้สูงอายุ (Aging Society) การนำมุมมอง Outside-In เข้ามาช่วยพัฒนา&#13;
จะพบความแตกต่างในแนวคิดเชิงรุกสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน สร้างมูลค่าเพิ่มและพัฒนา&#13;
ความยั่งยืนให้กับวิสาหกิจชุมชนได้
รายงานวิจัยฉบับนี้ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากงบประมาณกองทุนวิจัยและนวัตกรรม วิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563
</description>
<dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4354">
<title>การรวบรวมองค์ความรู้ ศักยภาพและแนวทางการพัฒนาวัดเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวทางพุทธธรรมในเขตอำเภอเมืองชลบุรี และอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4354</link>
<description>การรวบรวมองค์ความรู้ ศักยภาพและแนวทางการพัฒนาวัดเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวทางพุทธธรรมในเขตอำเภอเมืองชลบุรี และอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
ศรัณยา เลิศพุทธรักษ์; สุรัติ สุพิชญางกูร
การศึกษาวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับวัด ศึกษาศักยภาพของวัด แนวทางในการพัฒนาเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ศึกษาพฤติกรรมและกิจกรรมการท่องเที่ยวทางพุทธธรรมที่พึงประสงค์ของนักท่องเที่ยว และจัดทำโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงพุทธธรรมในเขตอำเภอเมืองชลบุรี และ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เก็บข้อมูลโดยใช้การสำรวจ แบบสอบถาม นักท่องเที่ยวจำนวน ๓๘๕ คน และ&#13;
การสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้บริหารวัด ที่ผู้วิจัยนำเสนอในโปรแกรมท่องเที่ยว จำนวน ๒๐ แห่ง&#13;
ผลการวิจัย พบว่า วัดในรัศมีไม่เกิน ๒๐ กิโลเมตรจากหาดบางแสน มีจำนวน ๔๕ วัด มีเกณฑ์การคัดเลือก ได้แก่ ความสวยงามของสถาปัตยกรรม ความสวยงามของจิตรกรรม ประวัติความเป็นมาเก่าแก่ โบราณ กิจกรรมทางประเพณีที่มีเอกลักษณ์ สิ่งที่ดึงดูดใจ (พระพุทธรูป/ พระเกจิ) การเปิดให้สาธารณชนเข้าไปเยี่ยมชมโบสถ์ได้ ทัศนียภาพ และความสะดวกในการเดินทางเข้าถึง พบว่า มีวัดที่ผ่านเกณฑ์ในการคัดเลือกจากผู้วิจัย โดยจำนวน ๒๐ วัด สามารถนำมาพัฒนาเพื่อส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางพุทธธรรม รูปแบบการท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวสนใจมากที่สุด คือ การท่องเที่ยวตามรอย โดยจะเป็นพุทธศาสนิกชนหรือผู้เยี่ยมเยือนศาสนาอื่นที่ต้องการเพียงเที่ยวชมสถานที่ ให้ได้รับความเพลินเพลินและความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม โดยใช้เวลาไม่เกิน ๑ วัน และการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวสนใจกิจกรรมไหว้พระมากที่สุด รองลงมาการเที่ยวชมสถานที่สำคัญในวัด มีแรงจูงใจในการท่องเที่ยวพุทธธรรมและแนวโน้มความต้องการในการท่องเที่ยวทางพุทธธรรมในเขตอำเภอเมืองชลบุรี และ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก แนวทางในการพัฒนาเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว คือ การรักษาความปลอดภัยในวัด การปรับปรุงด้านการบริการของบุคลากรที่ การปรับปรุงด้านบรรยากาศ การเพิ่มการประชาสัมพันธ์ภายในวัดเกี่ยวกับวัดที่สามารถเป็นสถานที่เรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และพุทธธรรม และการสร้างเครือข่ายท่องเที่ยวเชิงพุทธธรรมร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน
งานวิจัยนี้ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากงบประมาณกองทุนวิจัยและพัฒนา วิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพาประจำปี  2562
</description>
<dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</rdf:RDF>
