<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<channel rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4760">
<title>รายงานการวิจัย (Research Reports)</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4760</link>
<description/>
<items>
<rdf:Seq>
<rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17774"/>
<rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17352"/>
<rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17253"/>
<rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/9288"/>
</rdf:Seq>
</items>
<dc:date>2026-05-26T06:10:42Z</dc:date>
</channel>
<item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17774">
<title>การบูรณาการสรรพศาสตร์เพื่อรองรับสังคมสูงวัยและสุขภาวะที่ดีของผู้สูงอายุ (ไทยอารี)</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17774</link>
<description>การบูรณาการสรรพศาสตร์เพื่อรองรับสังคมสูงวัยและสุขภาวะที่ดีของผู้สูงอายุ (ไทยอารี)
ชลธิชา จันทคีรี; พรชัย จูลเมตต์; ดาราวรรณ ต๊ะปินตา; วารี กังใจ; พัชรินทร์ พูลทวี; ตระกูลวงศ์ ฦาชา; ฉวีวรรณ ชื่นชอบ; จิดาภา จุฑาภูวดล; วรากุล บุญธรรม
การวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research: MMR) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา&#13;
ระบบการดูแลผู้สูงอายุแบบบูรณาการของชุมชนเทศบาลเมืองแสนสุข อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี โดยมุ่งวิเคราะห์ผลการดำเนินงานด้านนโยบาย สวัสดิการ บริการสุขภาพ สิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุ คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ตลอดจนปัจจัยความสำเร็จ ปัญหา อุปสรรค และความยั่งยืนของระบบการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน การวิจัยใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน จำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด ๓๐๐ คน เก็บข้อมูลเชิงปริมาณกลุ่มผู้สูงอายุ จำนวน 235 คน ด้วยแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินชุมชนเป็นมิตรต่อผู้สูงอายุ และแบบประเมินคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลจากการสนทนากลุ่มผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จำนวน ๖5 คน ได้แก่ ผู้ดูแลอาสาสมัครสาธารณสุข ผู้นำชุมชน บุคลากรสาธารณสุข นักวิชาการ และประชาชนทั่วไป วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา&#13;
ผลการวิจัยพบว่า เทศบาลเมืองแสนสุขมีผู้สูงอายุร้อยละ 19.89 ของประชากรทั้งหมด และ&#13;
มีการพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุอย่างครอบคลุม ทั้งด้านสวัสดิการ บริการสังคม บริการสุขภาพ และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น ระบบ Saensuk Smart Living, Smart Safety และ Smart Health เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและการเข้าถึงบริการสุขภาพ ผลการประเมินชุมชนเป็นมิตรต่อผู้สูงอายุ พบว่า ภาพรวมผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 95.3 โดยเฉพาะด้านการมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุและการบริการสุขภาพ ขณะที่คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุโดยรวมอยู่ในระดับปานกลางถึงดี โดยมีคะแนนสูงในด้านสิ่งแวดล้อม ร่างกายและจิตใจ สำหรับผลการวิจัยเชิงคุณภาพ พบว่า ประสบการณ์จัดการดูแลผู้สูงอายุแบบบูรณาการของชุมชนเทศบาลเมืองแสนสุข ประกอบด้วย 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) มุมมองสถานการณ์ของผู้สูงอายุในพื้นที่ ๒) การดำเนินงานในการดูแลผู้สูงอายุ ๓) บทบาทในการช่วยดูแลผู้สูงอายุ ๔) ปัจจัยความสำเร็จและกลยุทธ์ในการทำงานด้านการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน และ ๕) ปัญหาและอุปสรรคในการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งมุมมองเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าความสำเร็จของระบบการดูแลผู้สูงอายุเกิดจากการทำงานเป็นทีมสหวิชาชีพ การใช้ชุมชนเป็นฐาน การมีส่วนร่วมของครอบครัวและเครือข่าย รวมถึงการสนับสนุนจากนโยบายท้องถิ่นและความร่วมมือระหว่างประเทศ การดำเนินงานดังกล่าวส่งผลให้ลดภาวะพึ่งพิงและอัตราการติดเตียง เพิ่มความครอบคลุมของบริการสุขภาพเชิงรุก และเสริมสร้างการ&#13;
มีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ จนเกิดระบบดูแลผู้สูงอายุที่ยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ยังพบข้อจำกัดด้านบุคลากร อุปกรณ์ และขั้นตอนเชิงระบบราชการสรุปผลการวิจัย พบว่า ระบบการดูแลผู้สูงอายุของเทศบาลเมืองแสนสุขมีความยั่งยืนจากการบูรณาการนโยบาย สวัสดิการ บริการสุขภาพ และเทคโนโลยีดิจิทัล ควบคู่กับการทำงานแบบสหวิชาชีพและการมีส่วนร่วมของครอบครัว ชุมชน และภาคีเครือข่าย ส่งผลให้ลดภาวะพึ่งพิง เพิ่มการเข้าถึงบริการเชิงรุก และเสริมสร้างคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง แม้ยังมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและขั้นตอนระบบราชการ แต่รูปแบบการดำเนินงานที่ใช้ชุมชนเป็นฐานและได้รับการสนับสนุนเชิงนโยบาย ถือเป็นกลไกสำคัญที่เอื้อต่อความมั่นคงและความยั่งยืนของระบบการดูแลผู้สูงอายุในระยะยาว
</description>
<dc:date>2569-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17352">
<title>การศึกษาติดตามผลการมีงานทำและการปฏิบัติงานของบัณฑิตคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17352</link>
<description>การศึกษาติดตามผลการมีงานทำและการปฏิบัติงานของบัณฑิตคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ผ่องศรี เกียรติเลิศนภา; สุนทราวดี เธียรพิเชฐ; รวีวรรณ เผ่ากัณหา
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสถานภาพในปัจจุบัน ภาวะการมีงานทำของบัณฑิตพยาบาล คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และผู้ร่วมงานของบัณฑิต ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ บัณฑิตพยาบาลรุ่น 2 จำนวน 33 คน ผู้บังคับบัญชาของบัณฑิต จำนวน 33 คน ผู้ร่วมงานของบัณฑิต จำนวน 31 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามที่คณะผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง และได้นำไปใช้แล้วในการศึกษาและติดตามผบการปฏิบัติงานของบัณฑิพยาบาล รุ่น 1 ซึ่งแบบสอบถามมีค่าความเที่ยง 0.92 คณะผู้วิจัยได้รับแบบสอบถามฉบับสมบูรณ์คืนมา 97 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 98.98 ซึ่งได้วิเคราะห์ข้อมูล โดยหาค่าร้อยละ ค่ามัชฌิมเลขคณิต และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานสรุปผลการวิจัยได้ดังนี้1. สถานภาพของประชากรสถานภาพของบัณฑิตทุกคนเป็นเพศหญิง เข้ารับการศึกษาโดยผ่านการสอบจากทบวงมหาวิทยาลัย โดยส่วนใหญ่เลือกเป็นอันดับ 5 และ 6 ส่วนผู้ที่สอบในระบบโควต้าภาคตะวันออก เลือกเป็นอันดับ 1 ทุกคนผู้บังคับบัญชาของบัณฑิตเป็นเพศหญิงทั้งหมด ส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 40-49 ปี สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี และระดับอนุปริญญาตรีในจำนวนใกล้เคียงกัน และมีประสบการณ์ในการทำงาน 11-20 ปีมากที่สุดผู้ร่วมงานของบัณฑิตส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิงมีอายุระหว่าง 20-29 ปี จบการศึษาระดับปริญญาตรี และมีประสบการณ์ในการทำงาน 6-10 ปี 2. ภาวะการมีงานทำของบัณฑิตพยาบาลพบว่าบัณฑิตทำงานในภาคเอกชน และภาครัฐบาลในจำนวนใกล้เคียงกัน คือ 18 คน และ 15 คน ส่วนใหญ่ได้งานทำภายใน 6 วัน โดยการแนะนำของอาจารย์และบัณฑิตติดต่อเอง บัณฑิตส่วนใหญ่ยังไม่เคยเปลี่ยนงานในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาตำแหน่งงานในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นพยาบาลประจำการมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 3950 ถึง 8715 บาท บัณฑิตทีปฏิบัติงานในโรงพยาบาลของรัฐบาลมีรายได้ต่ำสุด บัณฑิตที่ปฏิบัติงานในคลีนิคเสริมความงามมีรายได้สูงสุด และบัณฑิตส่วนใหญ่มีความพอใจในสภาพการทำงานที่ปฏิบัติสำหรับการเป็นสมาชิกของสมาคมพยาบาลนั้น บัณฑิตส่วนใหญ่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก แต่ให้เหตุผลว่าจะเป็นโอกาสต่อไป3. คุณลักษณะและความสามารถในการปฏิบัติงานของบัณฑิตคุณลักษณะและความสามารถในงานปฏิบัติงานของบัณฑิตทั้ง 5 ด้าน คือ ความสามารถในการปฏิบัติการพยาบาล ความสามารถทางวิชาการ ด้านบริหาร ทัศนคติต่อวิชาชีพและบุคลิกภาพ ส่วนใหญ่ได้รับการประเมินว่าอยู่ในเกณฑ์ดี ยกเว้น ความสามารถ ด้านการปฏิบัติการพยาบาลที่ผู้บังคับบัญชาเห็นว่า บัณฑิตมีความสามารถอยู่ในระดับปานกลาง ด้านที่ได้รับการประเมินมีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านบุคลิกภาพ
</description>
<dc:date>2532-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17253">
<title>ความพร่องในการดูแลตนเองในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17253</link>
<description>ความพร่องในการดูแลตนเองในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ
ศิริวัลห์ วัฒนสินธุ์
โรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นสาเหตุของการตายที่สำคัญของพลเมืองไทย โดยเฉพาะจังหวัดชลบุรี ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเพิ่มจำนวนมากขึ้น ปัญหาสำคัญประการหนึ่งของผู้ป่วยคือ การปฏิบัติตนไม่ถูกต้องจึงเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยอาการที่รุนแรงมากขึ้น และอาจถึงแก่กรรมโดยกระทันหัน แต่ปัญหาเหล่านั้นสามารถป้องกันได้ถ้าผู้ป่วยมีความสามารถในการดูแลตนเองได้อย่างถูกต้อง ดังนั้นผู้วิจัยจึงมีความสนใจศึกษาความพร่องในการดูแลตนเองในผู้ป่วยหลอดเลือดหัวใจ และศึกษาความสัมพันธ์และอำนาจการทำนายของเพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา รายได้ของครอบครัว ระยะเวลาการเจ็บป่วย ระดับสมรรถภาพของหัวใจ การรับรู้ภาวะสุขภาพ และบุคลิกภาพกับความพร่องในการดูแลตนเองในผู้ป่วยหลอดเลือดหัวใจ กลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจที่มาติดตามการรักษาที่คลินิกโรคหัวใจ แผนกผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลชลบุรี จำนวน 170 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์ข้อมูลส่วนตัว แบบวัดบุคลิกภาพ และแบบวัดความพร่องในการดูแลตนเองในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดย การหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การหาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียรสัน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1. กลุ่มตัวอย่างมีความพร่องในการดูแลตนเองโดยรวมในระดับน้อย โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 17.38 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 7.0 โดยพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความพร่องในการดูแลตนเองในเรื่องการรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันมาก ๆ ร้อยละ 87 รองลงมาคือการพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้ป่วยโรคเดียวกัน คิดเป็นร้อยละ 74.1 นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้ป่วยยังคงมีความพร่องในการดูแลตนเองในเรื่องของปัจจัยเสี่ยงและการป้องกันภาวะแทรกซ้อน คือ การอยู่ในบริเวณที่มีควันบุหรี่หรือผู้สูบบุหรี่ ร้อยละ 64.1 ไม่จับชีพจรและสังเกตอาการผิดปกติขณะออกกำลังกาย ร้อยละ 64.1 2. ตัวแปรที่มีความสัมพันธ์เชิงเส้นตรงกับความพร่องในการดูแลตนเองในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ ได้แก่ การรับรู้ภาวะสุขภาพ (PH) และเพศหญิง (S) สามารถทำนายความพร่องในการดูแลตนเอง (B) ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยสามารถทำนายได้ร้อยละ 8.6 (R2 = 0.9, R = 0.29) สมการ B = 22.20 -0.83 (PH) -2.19 (S)
</description>
<dc:date>2543-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/9288">
<title>ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างทักษะการแก้ปัญหาต่อการแก้ปัญหาทางสังคมและภาวะซึมเศร้าของนักศึกษาพยาบาล</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/9288</link>
<description>ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างทักษะการแก้ปัญหาต่อการแก้ปัญหาทางสังคมและภาวะซึมเศร้าของนักศึกษาพยาบาล
ดวงใจ วัฒนสินธุ์; ภรภัทร เฮงอุดมทรัพย์; สิริพิมพ์ ชูปาน; ศิริวัลห์ วัฒนสินธุ์; รัศมิ์สุนันท์ จันทรภักดี
นักศึกษาพยาบาลเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดภาวะซึมเศร้าเนื่องจากต้องเผชิญกับการปรับตัวที่หลากหลายทั้งด้านพัฒนาการตามวัย การเรียน และการปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมในมหาวิทยาลัย หากนักศึกษาพยาบาลมีทักษะการแก้ปัญหาทางสังคมที่มีประสิทธิภาพก็จะสามารถจัดการกับปัญหาที่เข้ามาได้อย่างดี ทำให้มีภาวะสุขภาพจิตที่ดีและไม่มีภาวะซึมเศร้า โครงการวิจัยนี้แบ่งออกเป็นสองระยะ ระยะที่หนึ่งเป็นการวิจัยเชิงพรรณนาเพื่อศึกษาภาวะซึมเศร้าและการแก้ปัญหาทางสังคมของนักศึกษาพยาบาลที่ศึกษาอยู่ในคณะพยาบาลศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเขตภาคตะวันออก ในปีการศึกษา 2560 จำนวน 650 คน ส่วนระยะที่สองเป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลองชนิดสองกลุ่มวัดก่อน การทดลอง หลังการทดลอง และติดตามผล 1 เดือน เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเสริมสร้างทักษะการแก้ปัญหาต่อการแก้ปัญหาและภาวะซึมเศร้าของนักศึกษาพยาบาล จำนวน 60 คน ที่มีภาวะซึมเศร้าระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง โดยสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบง่ายเข้ากลุ่มกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วยแบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินภาวะซึมเศร้า และแบบประเมินการแก้ปัญหาทางสังคม ได้ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาค เท่ากับ .89 และ .83 และโปรแกรมการเสริมสร้างทักษะการแก้ปัญหา ดำเนินการทดลองระหว่างเดือนมกราคมถึง เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2561 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนสองทางแบบวัดซ้ำ และการเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธีบอนเฟอโรนี&#13;
ผลการศึกษาพบว่า&#13;
1. ผลการวิจัยในระยะที่หนึ่งพบว่า นักศึกษาพยาบาลมีภาวะซึมเศร้าคิดเป็นร้อยละ 32 โดยมีภาวะซึมเศร้าในระดับเล็กน้อยถึงปานกลางร้อยละ 18 และระดับรุนแรงร้อยละ 14&#13;
2. ผลการวิจัยในระยะที่สองพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยการแก้ปัญหาทางสังคมในระยะหลังการทดลองเสร็จสิ้นทันที และระยะติดตามผล 1 เดือน (X ̅=106.20, SD.= 14.03 ;X ̅=106.77, SD.= 13.27) สูงกว่ากลุ่มควบคุม ( ̅X=101.07, SD.= 9.34 ;X ̅=101.30, SD.= 9.48) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05&#13;
3. กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยภาวะซึมเศร้าในระยะหลังการทดลองเสร็จสิ้นทันที และระยะติดตามผล 1 เดือน (X ̅=13.30, SD.=4.63; ̅X=8.70, SD.=4.42) ต่ำกว่ากลุ่มควบคุม ( ̅X=18.67, SD.=2.50 ;X ̅=18.00, SD.=3.43) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05&#13;
4. กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยการแก้ปัญหาทางสังคมในระยะหลังการทดลองเสร็จสิ้นทันที (X ̅=106.20, SD.=14.03) และระยะติดตามผล 1 เดือน (X ̅=106.77, SD.=13.27) สูงกว่าระยะก่อนการทดลอง &#13;
(X ̅=99.60, SD.=13.14) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01&#13;
5. กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยภาวะซึมเศร้าในระยะหลังการทดลองเสร็จสิ้นทันที (X ̅=13.30, SD.=4.63) และระยะติดตามผล 1 เดือน (X ̅=8.70, SD.=4.42) ต่ำกว่าระยะก่อนการทดลอง (X ̅=19.03, SD.=2.04) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05&#13;
ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า ภาวะซึมเศร้าในนักศึกษาพยาบาลถือเป็นประเด็นปัญหาทางด้านสุขภาพจิตสำคัญที่คณาจารย์หรือบุคลากรทางสุขภาพควรให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ควรมีการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิต เพื่อการประเมิน ช่วยเหลือ และติดตามภาวะซึมเศร้าของนักศึกษาพยาบาลอย่างใกล้ชิด ตลอดจนนำโปรแกรมการเสริมสร้างทักษะการแก้ปัญหาไปประยุกต์ในการส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาทางสังคมและลดภาวะซึมเศร้าของนักศึกษาพยาบาล หรือนักศึกษามหาวิทยาลัยกลุ่มอื่นต่อไป
โครงการวิจัยประเภทงบประมาณเงินรายได้จากเงินอุดหนุนรัฐบาล (งบประมาณแผ่นดิน) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560
</description>
<dc:date>2560-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</rdf:RDF>
