<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<channel rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4757">
<title>รายงานการวิจัย (Research Reports)</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4757</link>
<description/>
<items>
<rdf:Seq>
<rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17730"/>
<rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4444"/>
<rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4399"/>
<rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4387"/>
</rdf:Seq>
</items>
<dc:date>2026-04-14T17:41:14Z</dc:date>
</channel>
<item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17730">
<title>การพัฒนาแอปพลิเคชันรายงานเหตุการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17730</link>
<description>การพัฒนาแอปพลิเคชันรายงานเหตุการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
อมรรัตน์ มากบดี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาแอปพลิเคชันรายงานเหตุการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (2) ประเมินประสิทธิภาพของแอปพลิเคชันโดยผู้เชี่ยวชาญ และ (3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้งานต่อแอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้น โดยการพัฒนาแอปพลิเคชันใช้แพลตฟอร์มแบบ Low-code คือ AppSheet ร่วมกับ Google Sheet เป็นฐานข้อมูลบนระบบคลาวด์ ซึ่งสามารถใช้งานแอปพลิเคชันได้บนอุปกรณ์หลากหลาย เช่น โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต และใช้งานผ่านเว็บเบราว์เซอร์ (Web browser)&#13;
แอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้นรองรับผู้ใช้งาน 4 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ดูแลระบบ เจ้าหน้าที่ ผู้ใช้งานทั่วไป และผู้บริหาร มีฟังก์ชันหลักประกอบด้วย การยืนยันตัวตนผ่าน Google Authentication การบันทึกและจัดการเหตุการณ์ การสืบค้นและออกรายงานข้อมูล การแจ้งเตือนอัตโนมัติผ่าน LINE API และการแสดงผลข้อมูลในรูปแบบแดชบอร์ด เพื่อสนับสนุนกระบวนการรับมือและติดตามเหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์อย่างเป็นระบบ&#13;
ผลการประเมินประสิทธิภาพของแอปพลิเคชันโดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน พบว่าแอปพลิเคชันมีประสิทธิภาพโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x ?=4.56) และมีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานอยู่ในระดับต่ำ แสดงให้เห็นว่าผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะด้านสมรรถนะและประสิทธิภาพของระบบ ด้านความมั่นคงปลอดภัย และด้านความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของระบบ นอกจากนี้ ผลการศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้งานจำนวน 10 คน พบว่ามีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x ?= 4.69) โดยผู้ใช้งานมีความเชื่อมั่นในความถูกต้องของข้อมูล ความสะดวกและง่ายต่อการใช้งาน และมีความเต็มใจที่จะแนะนำแอปพลิเคชันให้ผู้อื่นใช้งาน
โครงการวิจัย ประเภทงบประมาณเงินรายได้ เพื่อส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567
</description>
<dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4444">
<title>การประยุกต์ใช้ Azure Devops เพื่อปรับปรุงกระบวนการพัฒนาระบบสารสนเทศของสำนักคอมพิวเตอร์</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4444</link>
<description>การประยุกต์ใช้ Azure Devops เพื่อปรับปรุงกระบวนการพัฒนาระบบสารสนเทศของสำนักคอมพิวเตอร์
คณิต ธุระ
ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจอย่างมาก ทำให้กระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์และกระบวนการส่งมอบซอฟต์แวร์ที่สนับสนุนธุรกิจนั้นจำเป็นต้องรวดเร็วและเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมากขึ้นเพื่อตอบสนองได้ทันต่อความต้องการ แม้ว่าธุรกิจจะมีการใช้กระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ในรูปแบบแอจไจล์มาทำงานมากขึ้น แต่กระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบแอจไจล์มุ่งเน้นเพียงกระบวนงานเพื่อตอบสนองความต้องการฝั่งธุรกิจ ซึ่งไม่ได้ครอบคลุมไปถึงความต่อเนื่องของกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ส่งมอบไปยังผู้ใช้งาน โดยปัจจุบันมีแนวคิดการพัฒนาซอฟต์แวร์รูปแบบ DevOps เข้ามาใช้งานร่วมกับกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ด้วยการใช้เครื่องมือมาความสร้างความต่อเนื่องในการพัฒนาซอฟต์แวร์ให้เป็นอัตโนมัติมากขึ้น เพื่อเข้ามาช่วยการทำงานระหว่างทีมพัฒนาซอฟต์แวร์กับทีมปฏิบัติการ ในการปรับปรุงกระบวนงานให้ราบรื่นมากขึ้น โดยผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้&#13;
(1) จำนวนขั้นตอนการพัฒนาระบบนั้นยังคงเท่ากันแต่กิจกรรมต่าง ๆ จะปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการของ devops&#13;
(2) ส่งมอบงานได้อย่างอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สามารถตรวจสอบคุณภาพและส่ง ซอร์สโค้ดไปยังเครื่องทดสอบและเครื่องส่งมอบโดยอัตโนมัติ&#13;
(3) มีความน่าเชื่อถือของซอฟต์แวร์ โดยใช้เครื่องช่วยค้นหาช่องโหว่ต่าง ๆ เพื่อลดช่องโหว่ต่าง ๆ ก่อนส่งมอบให้งานให้กับลูกค้า&#13;
(4) ลดขั้นตอนการดำเนินงานและจัดการโครงสร้างพื้นฐานอัตโนมัติทั้งหมด เพื่อลดข้อผิดพลาดในการทำงานจากคน
งานวิจัยนี้ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากงบประมาณเงินรายได้ เพื่อส่งเสริมการวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 สำนักคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เลขที่สัญญา 001/2563
</description>
<dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4399">
<title>โครงการวิจัยเรื่องระบบตรวจสอบสถานะอุณหภูมิและความชื้นห้องเซิร์ฟเวอร์ด้วย IoT</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4399</link>
<description>โครงการวิจัยเรื่องระบบตรวจสอบสถานะอุณหภูมิและความชื้นห้องเซิร์ฟเวอร์ด้วย IoT
เจตนันต์ เจือจันทร์
การวิจัยเรื่องนี้นำเสนอการพัฒนาระบบ IoT ที่สามารถจัดเก็บข้อมูลอุณหภูมิและความชื้นของห้องเซิร์ฟเวอร์ผ่านระบบเครือข่าย สามารถเฝ้าติดตาม และจัดการการแจ้งเตือน ผ่าน Dashboard Monitoring Systems ระบบ IoT ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย IoT Device จำนวน 10 ชุด โดย IoT Device แต่ละตัวประกอบด้วย Microcontroller (MCU) แบบ ESP8266 จอแสดงผลขนาดเล็กแบบ OLED เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิและความชื้นแบบ DHT (DHT22 จำนวน 8 ชุด และ DHT11 จำนวน 2 ชุด) ติดตั้งในห้องเซิร์ฟเวอร์ 3 ห้อง การส่งข้อมูลในระบบ IoT ที่สร้างขึ้นใช้ โพรโทคอล MQTT ผ่านเครือข่ายไร้สาย Wi-Fi ส่งข้อมูลไปที่ MQTT broker ใน IoT Server จากนั้นทำการแปลงข้อมูลไปเก็บไว้ที่ Time Series Database ของ IoT Server แล้วแสดงผลที่ Dashboard Monitoring Systems&#13;
ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าระบบสามารถเก็บข้อมูลอุณหภูมิและความชื้นจากอุปกรณ์ IoT Device ในห้องเซิร์ฟเวอร์ของสำนักคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยบูรพา แล้วแสดงผลแบบ Data Visualization ผ่านเว็บบราวเซอร์ (http://dcr-sensor.buu.ac.th) เพื่อตรวจสอบและวิเคราะห์อุณหภูมิและความชื้น หากค่าอุณหภูมิและความชื้นของห้องเซิร์ฟเวอร์ มีค่าเกินจุดวิกฤตที่ได้กำหนดไว้ ระบบ IoT ที่พัฒนาสามารถทำการแจ้งเตือนผ่าน Email, Line และ Microsoft Teams ของผู้ดูแลระบบได้ ช่วยลดภาระหน้าที่ และความผิดพลาดของข้อมูลจากการจัดเก็บข้อมูลด้วยการจดบันทึกลงเอกสารกระดาษได้ สามารถลดงบประมาณในการจัดซื้อระบบตรวจสอบอุณหภูมิและความชื้นห้องเซิร์ฟเวอร์ได้&#13;
ข้อเสนอแนะจากการศึกษาวิจัยพบว่า เนื่องจากห้องเซิร์ฟเวอร์ของสำนักคอมพิวเตอร์ไม่ได้ใช้ระบบปรับอากาศแบบควบคุมความชื้น (Precision Air Condition System) โดยเฉพาะตามแบบ Data Center มาตรฐานทั่วไป ดังนั้นควรใช้จำนวน IoT Device ที่มีจำนวนมากกว่านี้ เพื่อนำข้อมูลอุณหภูมิและความชื้นที่ได้มาตรวจสอบ วิเคราะห์ประสิทธิภาพของสภาพแวดล้อมห้องเซิร์ฟเวอร์ได้อย่างละเอียดมากขึ้น
งานวิจัยนี้ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากงบประมาณเงินรายได้ เพื่อส่งเสริมการวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 สำนักคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เลขที่สัญญา 002/2562
</description>
<dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4387">
<title>ปัจจัยและพฤติกรรมที่มีผลต่อการเลือกใช้บริการประเภทการฝึกอบรมสัมมนาของสำนักคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยบูรพา</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4387</link>
<description>ปัจจัยและพฤติกรรมที่มีผลต่อการเลือกใช้บริการประเภทการฝึกอบรมสัมมนาของสำนักคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
ฐิติรัชต์ สุดพุ่ม
การศึกษาปัจจัยและพฤติกรรมที่มีผลต่อการเลือกใช้บริการวิชาการประเภทการฝึกอบรมสัมมนาของสำนักคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยบูรพา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเลือกใช้บริการวิชาการประเภทการฝึกอบรมสัมมนาของสำนักคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เพื่อศึกษาพฤติกรรม&#13;
ของพนักงานที่มีผลต่อการเลือกใช้บริการวิชาการประเภทการฝึกอบรมสัมมนาของสำนักคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยบูรพา และวิเคราะห์ความแตกต่างของปัจจัยต่าง ๆ ในการเลือกใช้บริการวิชาการฝึกอบรมสัมมนาของสำนักคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยบูรพา โดยกลุ่มตัวอย่างคือ พนักงานบริษัทเอกชนและพนักงานราชการในเขตจังหวัดชลบุรี เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม โดยจัดส่งไปยังกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 คน ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรม SPSS สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาคำตอบ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยทดสอบสมมติฐานด้วย t - test และการวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA)&#13;
ผลการวิจัยพบว่า&#13;
ปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 30 - 39 ปี ศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี ส่วนใหญ่ทำงานในหน่วยงานเอกชน มีระดับรายได้ 30,001 – 40,000 บาท โดยระยะเวลาในการทำงาน 5 – 10 ปี ซึ่งเมื่อสนใจที่จะเข้าร่วมอบรมหน่วยงานที่ตนเองสังกัดเป็นผู้รับผิดชอบชำระค่าลงทะเบียน โดยจะมีงบประมาณในการอบรม 1,500 – 2,000 บาท&#13;
ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา สถานที่ทำงาน รายได้ ระยะเวลาในการทำงาน และงบประมาณในการอบรม แตกต่างกันมีผลต่อการเลือกใช้บริการวิชาการต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้น ผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย พฤติกรรมของพนักงาน ได้แก่ ช่องทางการรับสมัคร ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการอบรม เหตุผลในการเข้าร่วมอบรม และแหล่งในการหาข้อมูลอบรมต่างกันมีผลต่อการเลือกใช้บริการวิชาการแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้นจำนวนวันที่เหมาะสมในการอบรม และความถี่ในการเข้าร่วมอบรม ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดได้แก่ ด้านผลิตภัณฑ์ (Product) ด้านค่าใช้จ่ายในการอบรม ด้านสถานที่ ด้านการส่งเสริมการตลาด ด้านพนักงาน/ วิทยากร ด้านขั้นตอน/ ระยะเวลาในการให้บริการ และด้านลักษณะของสถาบันที่มีผลกับเหตุผลการเลือกใช้บริการวิชาการแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
งานวิจัยฉบับนี้ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากงบประมาณเงินรายได้ เพื่อส่งเสริมการวิจัยและการพัฒนานวัตกรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 สำนักคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เลขที่สัญญา 001/2562
</description>
<dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</rdf:RDF>
