<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<channel rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4741">
<title>รายงานการวิจัย (Research Reports)</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4741</link>
<description/>
<items>
<rdf:Seq>
<rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17706"/>
<rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17705"/>
<rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17704"/>
<rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17703"/>
</rdf:Seq>
</items>
<dc:date>2026-04-06T03:23:47Z</dc:date>
</channel>
<item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17706">
<title>การวิเคราะห์วิทยานิพนธ์ หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิตและดุษฎีนิพนธ์ หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การออกกำลังกายและการกีฬา คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยบูรพา</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17706</link>
<description>การวิเคราะห์วิทยานิพนธ์ หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิตและดุษฎีนิพนธ์ หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การออกกำลังกายและการกีฬา คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยบูรพา
วนิษา ศรีรอบรู้
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยคือ (1) เพื่อรวบรวมวิทยานิพนธ์และดุษฎีนิพนธ์ของคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา (2) เพื่อวิเคราะห์วิทยานิพนธ์และดุษฎีนิพนธ์ของคณะวิทยาศาสตร์การกีฬาในด้านทิศทางการวิจัย และกระบวนการวิจัยและสถิติ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นวิทยานิพนธ์และดุษฎีนิพนธ์ของคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยบูรพา ตั้งแต่ปีการศึกษา 2540 – 2563 จำนวน 231 เรื่อง โดยใช้ใช้แบบสำรวจเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล วิธีการทางสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ ค่าร้อยละ (Percentage), ค่าเฉลี่ย (Means), ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ผลการวิจัยพบว่า วิทยานิพนธ์และดุษฎีนิพนธ์ที่ผลิตออกมาโดยนักศึกษาในระดับมหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิต กลุ่มวิชาที่มีจำนวนมากที่สุดคือ กลุ่มวิชาการบริหารและการจัดการออกกำลังกายและการกีฬา ปีการศึกที่พิมพ์เผยแพร่ผลงานออกมามากที่สุด คือ ปีการศึกษา 2561 งานวิจัยส่วนใหญ่เป็นงานวิจัยเชิงสำรวจทั่วไป สมมติฐานการวิจัยส่วนใหญ่มีและทดสอบโดยวิธีการทางสถิติโดยการมีการระบุตัวแปรต้นและตัวแปรตาม 1 ตัวแปร ประชาการที่ใช้ในการวิจัยส่วนใหญ่เป็นนักเรียนรองลงมาเป็นนักกีฬากลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัยส่วนใหญ่มีการใช้กลุ่มทดลอง 1 กลุ่ม เป็นการสุ่มตัวอย่าง วิธีการที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนใหญ่ได้มาโดยการใช้แบบสอบถามเป็นการสร้างเครื่องมือที่ผู้วิจัยสร้างขั้นใหม่ และการวิเคราะห์ข้อมูลจากวิทยานิพนธ์และดุษฎีนิพนธ์มีการใช้สถิติส่วนใหญ่เป็นแบบอื่นๆ และเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติพื้นฐาน นิยมใช้วัดค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติอ้างอิง ใช้การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวน
โครงการวิจัยประเภทงบประมาณเงินรายได้จากกองทุนวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยบูรพา ประจำปี พ.ศ. 2563.
</description>
<dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17705">
<title>การพัฒนาแบบสอบถามพลังใจในการเล่นกีฬาฉบับภาษาไทย</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17705</link>
<description>การพัฒนาแบบสอบถามพลังใจในการเล่นกีฬาฉบับภาษาไทย
ฉัตรกมล สิงห์น้อย
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแปลและหาความเที่ยงตรงของแบบวัดพลังงานของจิตใจในการเล่นกีฬาเป็นฉบับภาษาไทย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาซึ่งเป็นนักกีฬาระดับมหาวิทยาลัยในประเทศไทย (นักกีฬาเพศชาย จำนวน 62.8% และนักกีฬาเพศหญิง จำนวน 37.2%) นักกีฬาเหล่านี้เล่นกีฬาหลายชนิดทั้งประเภททีมและประเภทบุคคล และมีอายุเฉลี่ย 19.7 ปี ซึ่งมีประสบการณ์การเข้าร่วมการแข่งขัน 6 ปี การฝึกซ้อม 4.8 วันต่อสัปดาห์ และฝึกซ้อม 3.2 ชั่วโมงต่อวัน การสุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย นอกจากนั้นการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ โดยแบ่งการศึกษาออกเป็นขั้นตอนที่ 1 การแปลแบบวัดเป็นภาษาไทย ขั้นตอนที่ 2 เป็นการตรวจสอบความตรงเชิงโครงสร้าง และขั้นตอนที่ 3 เพื่อหาความสัมพันธ์กับตัวแปรที่เกี่ยวข้อง (การหมดไฟ ความเครียดในชีวิตประจำวันของนักกีฬา มุมมองทางบวกของนักกีฬา และการมีสติในการเล่นกีฬา) เป็นการศึกษาสถิติที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงโครงสร้าง เพื่อแบบวัดพลังงานของจิตใจในการเล่นกีฬาฉบับภาษาไทยในขั้นตอนที่ 2 และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ใช้ในการศึกษาที่ 3 ผลการศึกษาพบว่าขั้นตอนที่ 1 แบบวัดพลังงานของจิตใจในการเล่นกีฬาฉบับภาษาไทยมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.93 ขั้นตอนที่ 2 ปัจจัยมีค่าประมาณพารามิเตอร์เท่ากับ was ????2 (57) = 107.42, p&lt; 0.05, NFI = 0.99, ECVI = 0.42, SRMR = 0.059, RMSEA = 0.039 มีค่าความสอดคล้องของข้อมูลประจักษ์อยู่ในระดับเหมาะสมเพียงพอ นอกจากนั้นตัวชี้วัดอื่น ๆ มีความคล้ายคลึงกันกับการศึกษาต้นฉบับ และขั้นตอนที่ 3 การวัดความเที่ยงตรงตามสภาพพบว่าแบบวัดพลังงานของจิตใจในการเล่นกีฬาฉบับภาษาไทยมีค่าความสัมพันธ์ทางบวกกับตัวแปรมุมมองทางบวกของนักกีฬา และการมีสติในการเล่นกีฬา ในขณะเดียวกันมีความสัมพันธ์ทางลบกับตัวแปรการรับรู้ความเครียดในชีวิตประจำวัน และการหมดไฟในนักกีฬา ดังนั้นแบบวัดพลังงานของจิตใจในการเล่นกีฬาฉบับภาษาไทยที่พัฒนาขึ้นนี้มีความเที่ยงตรงอันที่สามารถนาไปใช้ในการศึกษาพลังงานของจิตใจในการเล่นกีฬานักกีฬาไทยได้ต่อไป
โครงการวิจัยประเภทงบประมาณเงินรายได้จากเงินอุดหนุนรายได้คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา&#13;
ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562
</description>
<dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17704">
<title>ผลของการฝึกแบบอินเทอร์วาลแรงกระแทกต่ำที่มีต่อสัดส่วนของร่างกาย, ไขมันในเลือด และความสามารถเชิงแอโรบิกในวัยรุ่นที่มีน้ำหนักตัวเกิน</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17704</link>
<description>ผลของการฝึกแบบอินเทอร์วาลแรงกระแทกต่ำที่มีต่อสัดส่วนของร่างกาย, ไขมันในเลือด และความสามารถเชิงแอโรบิกในวัยรุ่นที่มีน้ำหนักตัวเกิน
วิรัตน์ สนธิ์จันทร์; สราลี สนธิ์จันทร์; สมพร ส่งตระกูล
วัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อศึกษาผลของการฝึกแบบอินเทอร์วาลแรงกระแทกต่ำที่ระดับความหนักร้อยละ 80 – 85 ของอัตราการเต้นของหัวใจสำรอง ที่มีต่อสัดส่วนของร่างกาย, ไขมันในเลือด และ ความสามารถเชิงแอโรบิกในวัยรุ่นที่มีน้ำหนักตัวเกิน&#13;
วิธีการศึกษา วิจัยเชิงทดลอง กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้เป็นวัยรุ่นที่มีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ (ค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 23 กิโลกรัมต่อตารางเมตรในเพศหญิง และ มากกว่า 25 กิโลกรัมต่อตารางเมตรในเพศชาย จำนวน 32 คน ได้มาด้วยวิธีผสมผสาน (แบบเจาะจงและแบบสมัครใจ) โดยแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ฝึกแบบอินเทอร์วาลด้วยเชือกออกกำลังกาย (n=17) กลุ่มที่ 2 ฝึกแบบอินเทอร์วาลด้วยจักรยาน (n=15) ระดับความหนักร้อยละ 80-85 ของอัตราการเต้นของหัวใจสำรอง  ทำการฝึกสัปดาห์ละ 3 วัน เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ตัวแปรที่ศึกษาคือ องค์ประกอบของร่างกาย (ทดสอบด้วยวิธี Bioelectrical Impedance Analysis), ไขมันในเลือด และความสามารถสูงสุดในการนำออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย (ทดสอบด้วยวิธีการวิเคราะห์ลมหายใจ) ข้อมูลที่ได้ก่อนและหลังการฝึกถูกนำมาวิเคราะห์หาค่าความแตกต่างที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน (Dependent t-test) และวิเคราะห์หาค่าความแตกต่างที่เป็นอิสระต่อกัน (Independent t-test) ของตัวแปรที่ศึกษาของกลุ่มทดลองทั้ง 2 กลุ่ม ระดับนัยสำคัญกำหนดที่ 0.05 &#13;
ผลการศึกษา ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการฝึกแบบอินเทอร์วาลด้วยเชือกออกกำลังกายเป็นเวลา 8 สัปดาห์ ค่าคอเลสเตอรอลความหนาแน่นต่ำ, ค่าคอเลสเตอรอลรวม และค่าความสามารถสูงสุดในการนำออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายแตกต่างจากก่อนการฝึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยค่าคอเลสเตอรอลความหนาแน่นต่ำ ลดลงจาก 113.00+30.44 เป็น 104.24+31.54 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ค่าคอเลสเตอรอลรวม ลดลงจาก 193.47+39.14 เป็น 182.18+37.55 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ขณะที่ ค่าความสามารถสูงสุดในการนำออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายเพิ่มขึ้นจาก 29.39+6.67 เป็น 33.07+6.80 มิลลิลิตร/น้ำหนักตัว/นาที ในขณะที่กลุ่มที่ฝึกแบบอินเทอร์วาลด้วยจักรยาน พบว่าภายหลังการฝึกค่าความสามารถสูงสุดในการนำออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 30.46+6.84 เป็น 35.24+9.48 มิลลิลิตร/น้ำหนักตัว/นาที &#13;
สรุป จากข้อมูลที่ปรากฏทำให้สรุปได้ว่า ภายหลังการฝึกแบบอินเทอร์วาลด้วยเชือกออกกำลังกายและจักรยานที่ระดับความหนักร้อยละ 80-85 ของอัตราการเต้นของหัวใจสำรองเป็นเวลา 8 สัปดาห์ สามารถพัฒนาค่าความสามารถสูงสุดในการนำออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายได้ ในขณะที่การฝึกด้วยเชือกออกกำลังกายนั้นสามารถพัฒนาค่าไขมันในเลือดได้
</description>
<dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17703">
<title>การติดตามความสามารถ ระบบพลังงาน และชีวกลศาสตร์ของนักกีฬาว่ายน้ำเยาวชนในช่วงฤดูการแข่งขัน</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17703</link>
<description>การติดตามความสามารถ ระบบพลังงาน และชีวกลศาสตร์ของนักกีฬาว่ายน้ำเยาวชนในช่วงฤดูการแข่งขัน
พรพจน์ ไชยนอก
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาและเปรียบเทียบองค์ประกอบและความสามารถทางกาย ความสามารถในการใช้แรง ระบบชีวพลังงาน และชีวกลศาสตร์ของนักกีฬาว่ายน้ำเยาวชนในก่อนและหลังการฝึกและ (2) ศึกษาอิทธิพลขององค์ประกอบที่ส่งผลต่อความสามารถในการว่ายน้ำที่ระยะทาง 50 เมตรหลังวงรอบการฝึกซ้อมทั้งสิ้น 12 สัปดาห์กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักกีฬาว่ายน้ำระยะสั้นถึงระยะกลาง (50-100 เมตร) เยาวชนทีมชาติไทยจำนวน 16 คน (ชาย 8, หญิง 8) อายุเฉลี่ย 16.06 +0.98 ปี องค์ประกอบและความสามารถทางกาย ความสามารถในการใช้แรง ระบบชีวพลังงาน และชีวกลศาสตร์ของนักกีฬาว่ายน้ำทดสอบและเปรียบเทียบก่อนและหลังการฝึกใน 1 วงรอบ 12 สัปดาห์ เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยและร้อยละการเปลี่ยนแปลงของตัวแปร ระหว่างก่อนและหลังการฝึกโดยใช้สถิติค่าทีแบบเป็นอิสระ วิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นแบบพหุคูณเพื่อพยากรณ์ตัวแปรที่ส่งผลต่อความสามารถในการว่ายน้ำระยะทาง 50 เมตร ทดสอบความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยพบว่าองค์ประกอบของความสามารถในการใช้แรง ได้แก่ ดัชนีชี้วัดความเมื่อยล้า (ร้อยละ 32.50) และแรงเฉลี่ยต่อน้ำหนักตัว (ร้อยละ 12.60) มีค่าเปลี่ยนแปลงมากที่สุดส่วน องค์ประกอบทางด้านชีวกลศาสตร์และสมรรถนะในการว่ายน้ำและความอ่อนตัวมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างน้อย เมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ องค์ประกอบทางด้านชีวกลศาสตร์และสมรรถนะในการว่ายน้ำมีอิทธิพลมากที่ต่อ ความเร็วเฉลี่ยในการว่ายน้ำระยะทาง 50 เมตรทั้งก่อน (ร้อยละ 86.3) และหลังการฝึก (ร้อยละ 82.5) และดัชนีชีวัดความสามารถของการว่ายน้ำ (Stroke index) มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มมากขึ้น (ร้อยละ 63.7) ภายหลังการฝึก ดังนั้นการพัฒนาความสามารถโดยการเพิ่มความเร็วในโปรแกรมการฝึกซ้อมระยะยาว (Marcocyle) ควรให้ความสำคัญกับรูปแบบการฝึกที่เฉพาะเจาะจงเพื่อพัฒนาความแข็งของร่างกาย ความสามารถของระบบพลังงานทั้งแบบแอโรบิคและแอนแอโรบิค และความสามารถในการใช้แรง
รายงานการวิจัยนี้ได้รับงบประมาณจากเงินรายได้จาก คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยบูรพา ประจำปีงบประมาณ 2561
</description>
<dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</rdf:RDF>
