<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<channel rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4729">
<title>The Institute of Marine Science</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4729</link>
<description>สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล</description>
<items>
<rdf:Seq>
<rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17693"/>
<rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17692"/>
<rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17457"/>
<rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17451"/>
</rdf:Seq>
</items>
<dc:date>2026-04-05T19:52:53Z</dc:date>
</channel>
<item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17693">
<title>ชีววิทยาบางประการและชนิดอาหารในการอนุบาลกุ้งพยาบาลลายทาง (Lysmata cf. vittata) เบื้องต้น</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17693</link>
<description>ชีววิทยาบางประการและชนิดอาหารในการอนุบาลกุ้งพยาบาลลายทาง (Lysmata cf. vittata) เบื้องต้น
ชนะ เทศคง; ธนกฤต คุ้มเศรณี; ฑิฆัมพร นามกร
การศึกษาชีววิทยาบางประการ ของกุ้งพยาบาลลายทาง (Lysmata vittata) พบว่า กุ้งพยาบาลลายทาง ใช้ระยะเวลาเฉลี่ยในการพัฒนารังไข่จนถึงไข่มาเกาะติดที่ขาว่ายน้ำ 10.28 +- 0.78 วัน, ใช้ระยะเวลาเฉลี่ยในการฟักออกจากไข่ 8.40 +- 1.07 วัน, และใช้ระยะเวลาในการพัฒนาการตั้งแต่ระยะ zoea จนถึงระยะลงเกาะใช้เวลา 28-45 วัน&#13;
การทดลองชนิดอาหารในการอนุบาล ลูกกุ้งพยาบาลลายทาง ในระยะ zoea1 ถึง ระยะ zoea3 ใช้การวางแผนการทดลองแบบ CRD (Completely Randomized Design) ประกอบด้วยวิธีการอนุบาลที่แตกต่างกัน 4 แบบ คือ 1) การให้สาหร่ายไอโซครัยซีส ในระยะ zoea1  และเมื่อลูกกุ้งเข้าระยะ zoea2 ให้โรติเฟอร์ร่วมกับสาหร่ายไอโซครัยซีส, 2) การให้สาหร่ายคีโตเซอรอส ในระยะ zoea1  และเมื่อลูกกุ้งเข้าระยะ zoea2 ให้โรเฟอร์ร่วมกับสาหร่ายคีโตเซอรอส, 3) การให้สาหร่ายเตตราเซลมิส ในระยะ zoea1  และเมื่อลูกกุ้งเข้าระยะ zoea2 ให้โรเฟอร์ร่วมกับสาหร่ายเตตราเซลมิส, 4) การให้โรติเฟอร์ เป็นอาหารของลูกกุ้ง ตลอดการทดลอง พบว่าลูกกุ้งมีอัตรารอดตาย  86.67?9.02 ab, 90.0?2.0 a, 74.67?8.08 b และ 57.33?6.11 c ตามลำดับ (P?0.05)&#13;
การทดลองชนิดอาหารในการอนุบาล ลูกกุ้งพยาบาลลายทาง ในระยะ zoea3 ถึง ระยะลงเกาะ ใช้การวางแผนการทดลองแบบ CRD ประกอบด้วยวิธีการอนุบาลที่แตกต่างกัน 3 แบบ คือ 1) ให้โรติเฟอร์เพียงอย่างเดียว, 2) ให้อาร์ทีเมียแรกฟักเพียงอย่างเดียว , 3) ให้โรติเฟอร์ร่วมกับอาร์ทีเมียแรกฟัก พบว่าลูกกุ้งมีอัตรารอดตาย 0.0?0.0 b, 36.0?6.0 a และ 34.0?6.0 a ตามลำดับ (P?0.05)&#13;
สรุปได้ว่า การใช้สาหร่ายคีโตเซอรอส อนุบาลในระยะ zoea1 และใช้สาหร่ายคีโตเซอรอส ร่วมกับโรติเฟอร์ ในการอนุบาลลลูกกุ้งระยะ zoea2 ถึง ระยะ zoea3  เป็นวิธีการที่ให้อัตราการรอดตายดีที่สุด, ส่วนการอนุบาลในลำดับต่อมา คือ ในระยะ zoea3 จนถึงระยะลงเกาะ นั้น พบว่าการใช้อาร์ทีเมียเพียงอย่างเดียว และการใช้โรติเฟอร์และอาร์ทีเมียแรกฟัก ให้ผลที่ใกล้เคียงกัน
โครงการวิจัยประเภทงบประมาณเงินรายได้ส่วนงาน (สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560
</description>
<dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17692">
<title>การประมงอวนจมปู บริเวณหาดวอนนภา อ.เมือง จ.ชลบุรี</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17692</link>
<description>การประมงอวนจมปู บริเวณหาดวอนนภา อ.เมือง จ.ชลบุรี
สุรพล ฉลาดคิด
การศึกษาการทำประมงอวนจมปู บริเวณหาดวอนนภา อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ด้วยวิธีสัมภาษณ์ชาวประมง และสุ่มตัวอย่างชั่งวัดสัตว์น้ำจากชาวประมง ระหว่างเดือนตุลาคม 2559 ถึงเดือนกันยายน 2560 ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์ลักษณะการทำการประมง องค์ประกอบและขนาดของชนิดสัตว์น้ำ และประเมินผลจับปูม้าด้วยอวนจมปู ผลการศึกษาพบว่าจากกลุ่มตัวอย่างชาวประมง 145 ราย เป็นเพศชาย มีอายุระหว่าง 28–56 ปี ส่วนใหญ่ใช้เครื่องมืออวนจมปูในการทำการประมงเพียงอย่างเดียว โดยใช้เรือเครื่องวางท้อง และเรือเครื่องหางยาว ลักษณะอวนจมปูเป็นอวนเอ็นขนาดช่องตา 7.5 เซนติเมตร มีความยาว 180 เมตร และความลึก 1.26 เมตร โดยชาวประมงใช้อวนที่ ความยาว 2,160- 7,200 เมตร ทำการประมงเฉลี่ย 21 วันต่อเดือน ผลจับของเครื่องมืออวนจมปูเฉลี่ย 0.10 กิโลกรัมต่ออวน 100 เมตร โดยมีผลจับสูงสุดในเดือนพฤศจิกายน 2559 มีค่าเฉลี่ย 0.15 กิโลกรัมต่ออวน 100 เมตร การทำประมงอวนจมปูพบสัตว์น้ำทั้งสิ้น 25 ชนิด โดยมีปูม้าเป็นองค์ประกอบหลักโดยมีจำนวนและน้ำหนักร้อยละ 71.13 และ 75.15 ตามลำดับ ขนาดปูม้าเพศผู้ที่จับได้มีความกว้างกระดองอยู่ระหว่าง 5.59–14.00 เซนติเมตร ปูม้าเพศเมียที่มีความกว้างของกระดอง 6.10 – 19.70 เซนติเมตร โดยปูม้าเพศผู้และเพศเมียมีความกว้างของกระดองเฉลี่ย 9.43 และ 9.73 เซนติเมตร และปูม้าเพศเมียซึ่งมีขนาดเริ่มแรกเจริญพันธุ์ที่ร้อยละ 50 (L50) มีความชุกชุมสูงในเดือนพฤศจิกายน 2559 เดือนมกราคม เดือนมีนาคม เดือนมิถุนายน และเดือนกันยายน 2560 โดยมีสัดส่วนเพศผู้ ต่อเพศเมีย เท่ากับ 1.00 : 0.94 ในปูม้าเพศเมียพบมีไข่นอกกระดองร้อยละ 26.47 ของปูม้าเพศเมียทั้งหมด และในการสำรวจเดือนสิงหาคม และเดือนกันยายน 2560 พบสัดส่วนปูม้าเพศเมียที่มีไข่นอกกระดองร้อยละ 41.30 และ 41.38 ผลการประเมินผลจับปูม้าด้วยเครื่องมืออวนจมปู มีผลจับเฉลี่ยต่อราย 1.30–5.75 กิโลกรัมต่อราย จำนวนวันทำการประมง 21 คืนต่อเดือน และชาวประมงที่ทำการประมงอวนจมปู จำนวน 175 ราย ดังนั้นมีผลจับทั้งปี 172.82 ตัน เฉลี่ยผลจับต่อเดือน 14.40 ตัน โดยมีผลจับอยู่ระหว่าง 3.77-21.13 ตัน
ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากงบประมาณเงินรายได้ส่วนงาน ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2559
</description>
<dc:date>2560-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17457">
<title>การแพร่กระจาย และความชุกชุมของแพลงก์ตอนพืชบริเวณชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ปี 2547</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17457</link>
<description>การแพร่กระจาย และความชุกชุมของแพลงก์ตอนพืชบริเวณชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ปี 2547
ธิดารัตน์ น้อยรักษา; อัจฉรี ฟูปิง; อภิรดี หันพงศ์กิตติกูล
แพลงก์ตอนพืชในบริเวณชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ได้ทำการศึกษาจำนวน 76 สถานี ระหว่างฟดูแล้ง (มีนาคม 2547) และฤดูฝน (สิงหาคม 2548) พบแพลง์ตอนพืช 98 สกุล ประกอบด้วย แพลงก์ตอนพืชสีเขียวแกมน้ำเงิน 7 สกุล แพลงก์ตอนพืชสีเขียว 9 สกุล ไดอะตอม 65 สกุล แพลงก์ตอนพืชสีน้ำตาลทอง 1 สกุล ซิลิโคแฟลกเจลเลต 1 สกุล และไดโนแฟลกเจลเลต 15 สกุล สุกลที่แพร่กระจายสูง ได้แก่ Bacteriastrum spp. Chaetoceros spp. Coscinodiscus spp. Cylindrotheca sp. Navicula spp. Pleurosigma spp. และ Thalassiosira spp. ตามลำดับ Skeletonema sp. มีปริมาณเซลล์สุงสุดทั้งสองฤดูกาล ดัชนีความหลากหลายของชนิดพันธุ์ของฤดูแล้ง และฤดูฝนมีค่าอยู่ระหว่าง 0.09-2.49 และ 0.27-2.54 ตามลำดับ คุณภาพน้ำที่มีอิทธิพลต่อโครงสร้างสังคมแพลงก์ตอนพืชมากที่สุดคือ ความเค็ม รองลงมา คือ ปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้ำ ความโปร่งแสงและความเป็นกรด-ด่าง ตามลำดับ
ภายใต้แผนงานวิจัยเรื่อง การศึกษาสภาวะแวดล้อมทางทะเลบริเวณชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ปี 2547
</description>
<dc:date>2548-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17451">
<title>การสำรวจเลคตินในฟองน้ำทะเลและการยับยั้งแบคทีเรีย</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17451</link>
<description>การสำรวจเลคตินในฟองน้ำทะเลและการยับยั้งแบคทีเรีย
จันทร์จรัส วัฒนะโชติ; ชุติวรรณ เดชสกุลวัฒนา; นารีรัตน์ ฤทธิรุตม์; สุริยัน ธัญกิจจานุกิจ
จากการสำรวจหาเลคตินในสิ่งสกัดโปรตีนจากฟองน้ำ จำนวน 48 ชนิด พบว่าสิ่งสกัดสามารถทำให้เม็ดเลือดแดงคนและสัตว์เกาะกลุ่มได้จำนวน 33 ชนิด จากตัวอย่าง 33 ชนิด ได้เลือกสิ่งสกัดจากฟองน้ำที่ให้ค่าการเกาะกลุ่มของเม็ดเลือดแดงคนในสภาพปกติและสภาพที่ปรับปรุงด้วยเอนไซม์ทริปซินหรือปาเบ่นแล้วเกาะกลุ่มระหว่าง 8-16,384 ไตเตอร์ ไม่ทำให้เม็ดเลือดแดงแตก และโปรตีนเสียสภาพการทำงานเมื่อได้รับความร้อน พบว่าฟองน้ำที่ให้ค่าการเกาะกลุ่มของเม็ดเลือดแดงในระดับสูงและมีปริมาณของฟองน้ำจากธรรมชาติมากเพียงพอสำหรับการใช้สกัดโปรตีนเพื่อแยกแลคตินให้บริสุทธิ์และศึกษาการยับยั้งจุลชีพต่อไป ได้ 4 ชนิด ได้แก่ Spheciospongia congenera (LANT 05). Haliclona (Reniera)sp.(LKRK 05), Callyspongia (Euplacella) joubini (LSAB 02), Hyrtios erecta (LNOL 07) และ Chondrilla australiensis (SICA 04)&#13;
จากการศึกษาคุณสมบัติบางประการของเลคตินจากฟองน้ำ LANT 05, LNOL 07, LSAB 02, และ SICA 04 พบมีความจำเพาะกับไกลโคโปรตีนมิวซินชนิด porcine stomach mucin และ bovine submaxiilary musin และเฟตูอิน มากกว่าน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวหรือโมเลกุลคู่ เลคตินจากฟองน้ำ LNOL 07 ต้องการแมกเนเซียมไอออนเพื่อช่วยในการทำให้เม็ดเลือดแดงเกาะกลุ่มได้ดีขึ้น ส่วน LSAB 02 และ SICA 04 ไม่ต้องการโลหะไออนเพื่อช่วยทำให้เม็ดเลือดแดงเกาะกลุ่ม นอกจากนี้เลคตินจากฟองน้ำ LNOL 07 และ SICA 04 สามารถทำงานได้ดีที่อุณหภูมิ 25-50 องศาเซลเซียส LSAB 02 สามารถทำงานได้ดีที่อุณหภูมิ 25-35 องศาเซลเซียส&#13;
การตรวจหาเลคตินจากน้ำเลี้ยงเชื้อแบคทีเรียที่แยกได้จากฟองน้ำ LKRK 05, LANT 05, LNOL 07 และ LSAB 02 นำน้ำเลี้ยงทดสอบการเกะกลุ่มของเม็ดเลือกแดงคนในสภาพปกติ พบว่า แบคทีเรียที่อยู่ร่วมกับฟองน้ำทุกชนิดดังกล่าวไม่สามารถทำให้เม็ดเลือดแดงคนเกาะกลุ่มได้ การทดสอบการมีฤทธิ์ต้านจุลชีพที่ทำให้เกิดโรคในสัตว์น้ำกลุ่มวิบริโอ ได้แก่ Vibrio alginolyticus, V. cholerae, V. fluvialis. V. harveyi, V. mimicus, V. parahaemolyticus พบว่าสิ่งสกัดจากฟองน้ำที่สามารถยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียกลุ่มวิบริโอได้ดี 3 อันดับแรก ได้แก่ LANT 05, LKRK 05 และ LSAB02 การทดสอบการมีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคในคน ได้แก่ Staphylococus aureus Micrococcus luteus และ Pseudomonas aeruginosa พบว่าฟองน้ำ Spheciospongia congenera, Haliclona (Reniera)sp., และ Callyspongia (Euplacella joubini สามารถยับยั้งเชื้อ Staphylococus aureus ได้ดีที่สุดร้อยละ 35-83
</description>
<dc:date>2548-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</rdf:RDF>
