<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<channel rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4717">
<title>Faculty of Science</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4717</link>
<description>คณะวิทยาศาสตร์</description>
<items>
<rdf:Seq>
<rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17804"/>
<rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17803"/>
<rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17802"/>
<rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17801"/>
</rdf:Seq>
</items>
<dc:date>2026-06-04T23:48:16Z</dc:date>
</channel>
<item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17804">
<title>พืชอาหารชันโรง และผึ้งในสวนไม้ผล จังหวัดปราจีนบุรี</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17804</link>
<description>พืชอาหารชันโรง และผึ้งในสวนไม้ผล จังหวัดปราจีนบุรี
เบญจวรรณ ชิวปรีชา; พิทักษ์ สูตรอนันต์
ชันโรงและผึ้งเป็นสังคมแมลงที่มีประโยชน์ในแง่เป็นพาหะถ่ายเรณูเพื่อการผสมข้ามพันธุ์ ทำให้พืชสวนติดผล และเพิ่มผลผลิต วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้คือการหาพืชอาหารที่เหมาะสมในสวนผลไม้ที่เป็นแหล่งน้ำต้อยและ/ หรือเรณูสำหรับแมลงพาหะถ่ายเรณู การศึกษาสังคมพืชทำในสวนผลไม้ 6 แห่ง ของจังหวัดปราจีนบุรีและนครนายก ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2565 ถึงเดือนธันวาคม 2566 พบพืชที่ชันโรงและผึ้งใช้เป็นแหล่งอาหาร 68 ชนิด 63 สกุล (genus) 37 วงศ์ (family) พืชอาหารส่วนใหญ่ที่พบมีลักษณะเป็นดอกช่อ พบดอกไม้สีขาวมากที่สุด จำนวน 35 ชนิด (52%) สีเหลือง 9 ชนิด สีม่วง 9 ชนิด และดอกสีขาวที่มีกลิ่นหอมพบ 16 ชนิด รูปทรงดอกที่พบมากที่สุดคือรูปกงล้อ (rotate) ร้อยละ 22.05 ช่วงที่ดอกไม้ประจำฤดูกาลออกดอกน้อยที่สุดคือช่วงฤดูฝน แต่อย่างไรก็ตามผึ้งและชันโรงสามารถหาอาหารได้จากพืชที่ให้ดอก&#13;
ตลอดทั้งปีซึ่งพบในงานวิจัยนี้ จำนวน 41 ชนิด ในส่วนลักษณะเรณูพืชที่เป็นอาหารของชันโรงและผึ้ง มีความแตกต่างกันในลักษณะของรูปร่าง ช่องเปิด และลวดลายบนผนังเรณู การรักษาความหลากหลายของพืชช่วยปกป้องรังและแหล่งอาหารของชันโรงและผึ้ง เพื่อการใช้ประโยชน์ด้านนิเวศบริการ รวมถึงการเลี้ยงผึ้งในพื้นที่เกษตรกรรมอย่างยั่งยืน
</description>
<dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17803">
<title>การใช้ประโยชน์หลักสูตรออนไลน์ด้านการทำสวนทุเรียนอินทรีย์แบบมีส่วนร่วมในพื้นที่ภาคตะวันออกของไทย</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17803</link>
<description>การใช้ประโยชน์หลักสูตรออนไลน์ด้านการทำสวนทุเรียนอินทรีย์แบบมีส่วนร่วมในพื้นที่ภาคตะวันออกของไทย
พัชรวดี พูลสำราญ; ไพทูล แก้วหอม; ชนากานต์ ลักษณะ; อรสุรางค์ โสภิพันธ์; จารุณี ติสวัสดิ์
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการใช้งานระบบคอร์สเรียนออนไลน์ หลักสูตรการทำสวนทุเรียนอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม และศึกษาประสิทธิภาพและความพึงพอใจของผู้ใช้งาน ที่มีต่อระบบบริหารหลักสูตรออนไลน์สวนทุเรียนอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม ขอบเขตการวิจัย มีรายละเอียด ดังนี้ งานวิจัยนี้มีกิจกรรมหลัก 2 ส่วนคือ ส่วนที่หนึ่งเป็นการอบรมให้ความรู้การใช้งานระบบบริหาร หลักสูตรออนไลน์สวนทุเรียนอินทรีย์แบบมีส่วนร่วมและอบรมเชิงปฏิบัติการให้แก่เกษตรกรและเยาวชน โดยวิทยากรผู้ให้ความรู้ในคอร์สเรียนออนไลน์หลักสูตรการทำสวนทุเรียนอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม และส่วน ที่สองเป็นการประเมินประสิทธิภาพในการใช้งานระบบบริหารหลักสูตรออนไลน์สวนทุเรียนอินทรีย์แบบมี ส่วนร่วม ในพื้นที่จังหวัดระยอง ปราจีนบุรี และสระแก้ว ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ ส่วนที่หนึ่ง มีผู้เข้าร่วม โครงการเพื่อพัฒนาทักษะ จำนวน 102 คน เป็นเพศชาย 36 คน (35.29%) เพศหญิง 58 คน (56.80%) ไม่ประสงค์ให้ข้อมูล 8 คน (7.84%) จำแนกเป็นเยาวชน จำนวน 88 คน (90.72%) เกษตรกรผู้ทำสวน ทุเรียน จำนวน 2 คน (2.06%) และบุคคลทั่วไปที่สนใจ จำนวน 6 คน (7.22%) โดยผู้เข้าร่วมโครงการทุก คนมีช่วงอายุต่ำกว่า 31 ปี พบว่า ผลคะแนนแบบทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) ในภาพรวม ผู้เข้าร่วม โครงการที่มีระดับความรู้ก่อนเรียนอยู่ในช่วงน้อยกว่าร้อยละ 50.00 มีความถี่สูงที่สุด จำนวน 76 คน (74.51%) ระดับความรู้หลังเรียนอยู่ในช่วงร้อยละ 70.01-80.00 มีความถี่สูงที่สุด จำนวน 29 คน (28.43%) และสำหรับการวัดผลระดับการประเมินสมรรถนะการเรียนรู้ในภาพรวม ระดับสมรรถนะการ เรียนรู้อยู่ในช่วงร้อยละ 40.01-50.00 มีความถี่สูงที่สุด จำนวน 25 คน (24.51%) ของผู้ทดสอบทั้งหมด ส่วนที่ 2 มีผู้เข้าร่วมการประเมินประสิทธิภาพระบบบริหารหลักสูตรการทำทุเรียนอินทรีย์แบบมี ส่วนร่วม จำนวน 97 คน เป็นเพศชาย 37 คน (38.14%) เพศหญิง 59 คน (60.82%) ไม่ประสงค์ให้ข้อมูล 1 คน (1.03%) จำแนกเป็นเยาวชน จำนวน 88 คน (90.72%) เกษตรกรผู้ทำสวนทุเรียน จำนวน 2 คน (2.06%) และบุคคลทั่วไปที่สนใจ จำนวน 6 คน (7.22%) โดยผู้เข้าร่วมโครงการทุกคนมีช่วงอายุต่ำกว่า 31 ปี พบว่า การประเมินประสิทธิภาพของระบบบริหารจัดการหลักสูตรการทำสวนทุเรียนอินทรีย์แบบมี ส่วนร่วมโดยภาพรวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก ( X =4.46, S.D.=0.69) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า (1) ด้านความต้องการในการใช้ระบบ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( X =4.52, S.D.=0.64) และมี จำนวน 4 ด้าน อยู่ในระดับมาก คือ (2) ด้านความถูกต้องของระบบ ( X =4.18, S.D.=0.77) (3) ด้าน คุณภาพและกระบวนการของระบบ ( X =4.18, S.D.=0.81) (4) ด้านคุณภาพของเนื้อหาของระบบ ( X =4.22, S.D.=0.74) และ (5) ด้านการออกแบบและการจัดรูปแบบของระบบ ( X =4.29, S.D.=0.78) ผลการวิจัยในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า หลักสูตรออนไลน์ด้านการทำสวนทุเรียนอินทรีย์แบบมีส่วน ร่วมในพื้นที่ภาคตะวันออกของไทย เป็นช่องทางหนึ่งช่วยให้สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ทางการเกษตรสวน ทุเรียนได้สะดวก เรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา และเปิดโอกาสให้เกษตรกร เยาวชน และผู้ที่สนใจสามารถเรียนรู้ ได้ตลอดชีวิต ซึ่งประโยชน์ดังกล่าวสอดคล้องกับ SDG 4 Quality education ที่เป็นเป้าหมายที่ 4 เพื่อฉ สร้างหลักประกันว่า ทุกคนมีการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุมและเท่าเทียม และสนับสนุนโอกาสใน การเรียนรู้ตลอดชีวิต อีกทางหนึ่งด้วย
</description>
<dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17802">
<title>การตรวจสอบลักษณะทางพันธุกรรมของการก่อโรคและการวิเคราะห์วงศ์วานวิวัฒนาการของ Vibrio parahaemolyticus สายพันธุ์ที่แยกจากหอยนางรมสด</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17802</link>
<description>การตรวจสอบลักษณะทางพันธุกรรมของการก่อโรคและการวิเคราะห์วงศ์วานวิวัฒนาการของ Vibrio parahaemolyticus สายพันธุ์ที่แยกจากหอยนางรมสด
สุดารัตน์ สวนจิตร; ณัฏฐวี ชั่งชัย; เบญจมาศ โปปัญจมะกุล
การศึกษานี้ได้วิเคราะห์คุณลักษณะของแบคทีเรียที่แยกได้จากหอยนางรมสด จากร้านค้าปลีกบริเวณชายฝั่งทะเลอ่างศิลา ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2552 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 จํานวน 1,785 ไอโซเลท เพื่อบ่งชี้ Vibrio parahaemolyticus โดยเฉพาะสายพันธุ์ก่อโรคและสายพันธุ์ระบาดทั่ว เมื่อทดสอบคุณสมบัติทางชีวเคมีและยืนยันเชื้อด้วยการใชเทคนิคพีซีอาร์เพิ่มปริมาณยีน ซึ่งจําเพาะต่อแบคทีเรียชนิดนี้ สามารถระบุเชื้อที่นํามาศึกษาว่าเป็น V. parahaemolyticus จํานวน 1,293 ไอโซเลท เมื่อนํา V. parahaemolyticus ดังกล่าวมาตรวจสอบการมีอยู่ของยีนก่อโรค คือ tdh และ trh พบว่ามี 17 ไอโซเลท (1.31 เปอร์เซ็นต์) แสดงผลบวกกับยีน tdh และมี 2 ไอโซเลท (0.15 เปอร์เซนต์) แสดงผลบวกกับยีน trh โดยไม่พบสายพันธุ์ที่มียีนทั้งสองยีนดังกล่าว เมื่อศึกษาลักษณะทางพันธุกรรมที่มีความสัมพันธ์กับสายพันธุ์ที่พบระบาดทั่ว โดยการทํา GS-PCR เพื่อตรวจสอบการมีอยู่ของ toxRS/new sequence รวมทั้งตรวจสอบการมีอยู่ของ ORF8 ของฟาจ f237 พบว่ามี 9 ไอโซเลท (0.31 เปอร์เซนต์) ที่มีจีโนไทป์เป็น tdh+ GS-PCR+ ORF8+ ซึ่งเป็นจีโนไทป์ของสายพันธุ์ระบาดทั่ว O3:K6 และซีโรไทป์อื่น ๆ ที่แปรผันมาจาก O3:K6 เมื่อวิเคราะห์ซีโรไทป์ของ V. parahaemolyticus ที่มีจีโนไทป์ของสายพันธุ์ระบาดทั่ว ร่วมกับสายพันธุ์อื่น พบว่า เชื้อเหล่านี้มีซีโรไทป์หลากหลาย โดยระบุได้เป็น 7 ซีโรไทป์ ได้แก่ O1:KUT, O4:KUT, O11:K36, O4:K4, O8:K41, O1:K68 และ O4:K42 โดยที่ O4:KUT เป็นซีโรไทป์ที่พบมากที่สุด (33.3 เปอร์เซนต์) โดยในการศึกษานี้ไม)พบซีโรไทป์ O3:K6 ซึ่งเป็นซีโรไทป์หลักของสายพันธุ์ระบาดทั่วอย่างไรก็ตามพบ V. parahaemolyticus 1 ไอโซเลท (tdh+ GS-PCR+, ORF8+) มีซีโรไทป์ O1:KUT ซึ่งเป็นซีโรไทป์หนึ่งที่พบได้ในสายพันธุ์ระบาดทั่ว ส่วนอีก 6 ซีโรไทป์ที่ตรวจนั้น ถือเป็นการรายงานครั้งแรกของอุบัติการณ์ในพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศไทยที่ตรวจพบซีโรไทป์เหล่านี้ใน V. parahaemolyticus ซึ่งมีจีโนไทป์สัมพันธ์กับสายพันธุืระบาดทั่ว ในอีกทางหนึ่ง เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลลําดับนิวคลีโอไทด์ของยีน 16S rRNA และ at pA ของ V. parahaemolyticus เหล่านี้ พบว่ามีความคล้ายคลึงกันมาก ซึ่งไม่สามารถนํามาใช้ในการบ่งชี้ความแตกต่างในระดับสายพันธุ์ได้ ผลที่ได้จากการศึกษานี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพื้นที่ชายฝั่งทะเลแถบตะวันออกของประเทศไทยมีอุบัติการณ์ของ V. parahaemolyticus สายพันธุ์ก่อโรคทั่วไปและสายพันธุ์ก่อโรคที่มีความสัมพันธ์กับสายพันธุ์ระบาดทั่ว โดยที่หอยนางรมเป็นแหล่งสะสมเชื้อ V. parahaemolyticus ที่สําคัญ ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้ถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นทั้งกับผูบริโภคและสิ่งแวดล้อม ดังนั้นจึงควรมีมาตรการการจัดการที่ดี รวมทั้งการพัฒนาโมเลกุลเครื่องหมายเพื่อใช้ในการตรวจสอบเชิงระบาดวิทยาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อประโยชน์ในการป้องกันและลดความเสี่ยงหรืออันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการแพร)ระบาดของแบคทีเรียชนิดนี้ในอนาคต
</description>
<dc:date>2556-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17801">
<title>ฐานข้อมูลแมงมุมอันดับฐาน Mygalomorphae ในเขตภาคตะวันออกของประเทศไทย</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17801</link>
<description>ฐานข้อมูลแมงมุมอันดับฐาน Mygalomorphae ในเขตภาคตะวันออกของประเทศไทย
สาลินี ขจรพิสิฐศักดิ์; พิทักษ์ สูตรอนันต์
ฐานข้อมูลแมงมุมอันดับฐาน Mygalomorphae ในเขตภาคตะวันออกของประเทศไทย ดำเนินการศึกษาระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2564 ถึง เดือนมีนาคม พ.ศ. 2566 จากตัวอย่างที่มาจากการส ารวจภาคสนาม พบแมงมุมอันดับฐาน Mygalomorphae ทั้งสิ้น 13 สปีชีส์ จาก 11 สกุล และ 6 วงศ์ ข้อมูลทางลักษณะสัณฐานวิทยา การกระจาย และบัญชีรายชื่อแมงมุมอันดับฐาน Mygalomorphae ในเขตภาคตะวันออกของประเทศไทยถูกรายงานไว้ในการศึกษาครั้งนี
</description>
<dc:date>2565-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</rdf:RDF>
