<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<channel rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4713">
<title>Faculty of Humanities and Social Science</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4713</link>
<description>คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</description>
<items>
<rdf:Seq>
<rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17770"/>
<rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17761"/>
<rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17760"/>
<rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17747"/>
</rdf:Seq>
</items>
<dc:date>2026-05-14T11:11:18Z</dc:date>
</channel>
<item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17770">
<title>แบบแผนการเกษียณและอุปทานแรงงานผู้สูงอายุช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทย</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17770</link>
<description>แบบแผนการเกษียณและอุปทานแรงงานผู้สูงอายุช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทย
ศศิวุฑฒิ์ วงษ์มณฑา
การศึกษานี้ทำการตรวจสอบปัจจัยที่มีอิทธิพลต่ออุปทานแรงงานและการเกษียณของผู้สูงอายุในประเทศไทย โดยใช้ข้อมูล 3 แหล่ง ประกอบด้วย (1) การสำรวจภาวะทำงานของประชากร พ.ศ. 2563-2565 (2) การสำรวจประชากรสูงอายุ พ.ศ. 2564 และ (3) แบบสอบถามของโครงการวิจัยที่เป็นการวัดเชิงอัตวิสัยเกี่ยวกับการทำงานและการเกษียณของผู้สูงอายุ ข้อมูลสองชุดแรกเก็บรวบรวมโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ข้อมูลการสำรวจประชากรสูงอายุนำมาใช้ในการประมาณค่าแบบจำลองอุปทานแรงงานเชิงประจักษ์ โดยวิเคราะห์จากสองผลลัพธ์ในตลาดแรงงาน ประกอบด้วย การมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานและชั่วโมงการทำงาน ผลการศึกษา พบว่า ปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมและประเภทเงินบำนาญเป็นตัวกำหนดที่มีนัยสำคัญต่ออุปทานแรงงานผู้สูงอายุ เมื่อควบคุมตัวแปรเชิงประชากรและประเภทเงินบำนาญ การมีสุขภาพแข็งแรงทำให้อุปทานแรงงานผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ภายใต้บริบทที่มากกว่าร้อยละ 40 ของผู้สูงอายุยังคงอยู่ในกำลังแรงงาน ผลการประมาณค่า พบว่า การได้รับเงินจากบุตรที่เป็นผู้ใหญ่และเงินบำนาญภาครัฐทำให้การมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานและเวลาทำงานของผู้สูงอายุลดลง ยกเว้นเฉพาะผู้ที่ได้รับเงินจากประกันสังคม นอกจากนั้น ผู้สูงอายุที่มีการศึกษาน้อย อาศัยในเขตชนบท และมีเงินออมน้อยหรือยังมีภาระหนี้สิน เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มทำงานต่อหลังจากเข้าสู่วัยเกษียณ ผู้สูงอายุในครัวเรือนข้ามรุ่น (อยู่กับหลาน โดยที่พ่อแม่เด็กไม่ได้อาศัยอยู่ด้วย) รวมถึงกลุ่มที่ยังมีบุตรในวัยศึกษาเล่าเรียน มีแนวโน้มที่จะคงอยู่ในตลาดแรงงาน การวิเคราะห์กลุ่มตัวอย่างย่อยแสดงถึงความแตกต่างของอุปทานแรงงานระหว่างผู้ที่อาศัยในเขตเมืองและชนบท และระหว่างชั้นรายได้ครัวเรือน ผลการศึกษาเพิ่มเติมทั้งจากข้อมูลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรและข้อมูลแบบสอบถามสนับสนุนผลการศึกษาหลักที่ได้จากแบบจำลองทางเศรษฐมิติ ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เมื่อปี พ.ศ. 2563 การมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานและชั่วโมงการทำงานของผู้สูงอายุลดลงเฉลี่ย 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เมื่อเปรียบเทียบกับ พ.ศ. 2564 และ 2565
</description>
<dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17761">
<title>การพัฒนาหลักสูตรออนไลน์ระบบเปิดสำหรับมวลชน (MOOC) เพื่อเสริมสร้างความรู้ภาษาจีนในบริบทการทำงานของนักศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษา และคนทำงานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17761</link>
<description>การพัฒนาหลักสูตรออนไลน์ระบบเปิดสำหรับมวลชน (MOOC) เพื่อเสริมสร้างความรู้ภาษาจีนในบริบทการทำงานของนักศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษา และคนทำงานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
ภูมรินทร์ ภิรมย์เลิศอมร; กนกพร ศรีญาณลักษณ์
การพัฒนาหลักสูตรออนไลน์ระบบเปิดสำหรับมวลชน (MOOC) เพื่อเสริมสร้างความรู้ภาษาจีนในบริบทการทำงานของนักศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาและคนทำงานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาหลักสูตรภาษาจีนและระบบบการจัดการหลักสูตรออนไลน์ระบบเปิดสำหรับมวลชน (MOOC) ในบริบทการทำงานของนักศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาและคนทำงานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และเพื่อพัฒนาบุคลากรที่มีความสามารถทางด้านภาษาจีนสำหรับการทำงานสู่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) การพัฒนาหลักสูตรภาษาจีนออนไลน์ระบบเปิดสำหรับมวลชน (MOOC) ในบริบทการทำงานของนักศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษา และคนทำงานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ครั้งนี้มีการดำเนินการวิจัยเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาบริบทที่เกี่ยวกับสถานภาพ ความต้องการ ปัญหาความรู้ภาษาจีน และแนวทางการพัฒนาความรู้ภาษาจีนในบริบทการทำงานของนักศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาและคนทำงานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ระยะที่ 2 ทำการพัฒนาหลักสูตรฯ ระยะที่ 3 การทดลองใช้หลักสูตรออนไลน์ระบบเปิด (MOOC) โดยกลุ่มตัวอย่างจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาและสถานประกอบการ จำนวน 60 คน ระยะยะที่ 4 การประเป็นประสิทธิภาพของหลักสูตรฯ โดยทำการศึกษาความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างผู้ทดลองบทเรียนมีต่อหลักสูตร และศึกษาควานคิดเห็นของผู้บริหารหรือตัวแทนหน่วยงานเกี่ยวกับหลักสูตรจากการศึกษาพบว่า ผู้ทดลองบทเรียนมีความพึงพอใจต่อหลักสูตรโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x = 4.37) ส่วนการศึกษาความคิดเห็นของผู้บริหารหรือตัวแทนหน่วยงานนั้น ส่วนใหญ่มีคิดเห็นว่าหลักสูตรฯ มีความสอดคล้องกับความต้องการของหน่วยงาน สื่อวิดีทัศน์มีความเหมาะสม การเข้าเรียนในระบบ BUU MOOC มีความสะดวก การเรีอนรู้ในหลักสูตรฯ สามารถพัฒนาทักษะทางด้านภาษาจีนให้กันได้ในด้านการพัฒนาบุคลากรที่มีความสามารถทางด้านภาษาจีนสำหรับการทำงานสู่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จากการศึกษาจากผลการประเมินผลสัมฤทธิ์ในการเรียนของกลุ่มตัวอย่างพบว่า หลักสูตรสามารถช่วยพัฒนาความรู้และทักษะภาษาจีนได้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์งานวิจัย
</description>
<dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17760">
<title>การสร้างคำสำคัญสำหรับภาพที่สร้างด้วยปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์โดยวิธีการสกัดคุณลักษณะของภาพ</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17760</link>
<description>การสร้างคำสำคัญสำหรับภาพที่สร้างด้วยปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์โดยวิธีการสกัดคุณลักษณะของภาพ
อัครา ธรรมมาสถิตย์กุล
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะของคำสำคัญจากภาพที่สร้างด้วยปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ พัฒนาวิธีการสกัดคุณลักษณะของภาพเพื่อสร้างคำสำคัญใหม่ และเปรียบเทียบประสิทธิภาพ ความถูกต้อง ความสอดคล้องกับลักษณะภาพ และความแม่นยำในการกำหนดคำสำคัญจากภาพที่สร้างด้วยปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ โดยใช้กลุ่มตัวอย่างภาพจำนวน 1,000 ภาพที่สร้างด้วยเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ โคไพลอท ดีไซน์เนอร์ งานวิจัยศึกษาคำสำคัญต้นฉบับ และสกัดคุณลักษณะเพื่อสร้างคำสำคัญใหม่ด้วยเทคนิคการประมวลผลภาพและปัญญาประดิษฐเชิงสร้างสรรค์ จำนวน 13 คุณลักษณะ ประกอบด้วย สี (ชื่อสี ลักษณะสี โครงสร้างสี ผลกระทบของสี จิตวิทยาสี และ อุณหภูมิสี) ความสมดุล พื้นผิว ความคมชัด ความสว่าง แสง และรูปแบบศิลปะ จากนั้นทำการการสร้างภาพกลับจากคำสำคัญต้นฉบับและคำสำคัญร่วมที่ได้จากการรวมคำสำคัญต้นฉบับ และคำสำคัญร่วมที่สกัดได้ การวัดประสิทธิภาพของคำสำคัญด้วยการเปรียบเทียบความคล้ายคลึงของภาพที่สร้าง ด้วยวิธีการหาระยะห่างยูคลิเดียน ความคล้ายคลึงแบบโคไซน์ และการวัดความคล้ายคลึงระหว่างฮิสโตแกรม และทำการวัดประสิทธิภาพในการค้นหาและจัดหมวดหมู่ภาพ โดยการหาค่าความไว ค่าความแม่นยำ และ ค่าความถูกต้องเอฟวัน ผลการวิจัยพบว่าภาพที่สร้างกลับจากคำสำคัญร่วมมีความคล้ายคลึงกับภาพต้นฉบับมากกว่าภาพที่สร้างกลับจากคำสำคัญต้นฉบับ คำสำคัญร่วมมีประสิทธิภาพสูงในการจับภาพลักษณะและรายละเอียดที่สำคัญของภาพ ซึ่งทำให้สามารถสร้างภาพใหม่ที่สอดคล้องกับภาพต้นฉบับได้มากขึ้น นอกจากนี้คำสำคัญร่วมยังมีความสามารถในการดึงคำสำคัญที่ถูกต้องออกมาได้มากกว่าและมีความแม่นยำสูงกว่า ส่งผลให้การจัดการและการค้นหาข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า
</description>
<dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17747">
<title>การวิเคราะห์พื้นที่ที่มีศักยภาพต่อการพัฒนาเป็นพื้นที่สีเขียว กรณีศึกษาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17747</link>
<description>การวิเคราะห์พื้นที่ที่มีศักยภาพต่อการพัฒนาเป็นพื้นที่สีเขียว กรณีศึกษาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
บุญเชิด หนูอิ่ม
การศึกษาเรื่องการวิเคราะห์พื้นที่ที่มีศักยภาพต่อการพัฒนาเป็นพื้นที่สีเขียว กรณีศึกษาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาจำแนกการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินในช่วงปี พ.ศ.2556 พ.ศ 2559 พ.ศ.2561 และพ.ศ.2564 ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และศึกษาวิเคราะห์พื้นที่ที่มีศักยภาพต่อการพัฒนาเป็นพื้นที่สีเขียว วิธีการศึกษาการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินจากข้อมูลกรมพัฒนาที่ดินในแต่ละช่วงเวลา การวิเคราะห์พื้นที่ที่มีศักยภาพด้วยการกำหนดเกณฑ์และกระบวนการวิเคราะห์เชิงลำดับชั้น พบว่าการใช้ที่ดินระหว่างปีพ.ศ. 2556 ถึง พ.ศ. 2564 มีการใช้ประโยชน์ที่ดินในด้านเกษตรกรรมมากที่สุด ในช่วง 8 ปี ที่ผ่านมามีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง มีผลจากการขยายตัวของเศรษฐกิจ การขยายตัวเมือง และนโยบายส่งเสริมพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก รองลงมาคือ ด้านพื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้าง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับการวิเคราะห์พื้นที่ที่มีศักยภาพต่อการพัฒนาเป็นพื้นที่สีเขียว ปัจจัยหลักด้านการใช้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มีค่าเฉลี่ยน้ำหนักความสำคัญมากที่สุด ประกอบด้วยปัจจัยรองที่มีความสำคัญ 3 ลำดับแรก คือ HUM1-ข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ทิ้งร้างไม่ระบุการใช้ประโยชน์ (2563/64) (ร้อยละ 33.3) รองลงมาเป็นปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมประกอบด้วยปัจจัยรองที่มีความสำคัญลำดับแรก คือ ENV1-ด้านแหล่งน้ำ (ร้อยละ 32.5) และปัจจัยด้านสังคมและชุมชน คือ SOC1-สถานที่สำคัญ (ร้อยละ 5.7) ตามลำดับ ระดับศักยภาพประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินเหมาะสมต่อการพัฒนาเพื่อรองรับเป็นพื้นที่สีเขียวในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งสามารถแบ่งลักษณะพื้นที่สีเขียวที่มีศักยภาพต่อการรองรับการพัฒนาเป็นพื้นที่สีเขียวได้ 5 ประเภท ได้แก่ พื้นที่สีเขียวเพื่อนันทนาการและความงามทางภูมิทัศน์ พื้นที่สีเขียวอรรถประโยชน์ พื้นที่สีเขียวเพื่อการอนุรักษ์ พื้นที่สีเขียวอื่น ๆ และพื้นที่สีเขียวพิเศษ มีพื้นที่รวม 379,430 ไร่
</description>
<dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</rdf:RDF>
