<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<channel rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4711">
<title>Faculty of Pharmaceutical Sciences</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4711</link>
<description>คณะเภสัชศาสตร์</description>
<items>
<rdf:Seq>
<rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17724"/>
<rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17243"/>
<rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/10267"/>
<rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/5071"/>
</rdf:Seq>
</items>
<dc:date>2026-04-03T21:37:41Z</dc:date>
</channel>
<item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17724">
<title>การเปรียบเทียบคุณสมบัติทางจิตวิทยาของแบบสอบถามวัดคุณภาพชีวิตอีคิวไฟว์ดีไฟว์แอล (EQ-5D-5L) และอีคิวไฟว์ดีทรีแอล (EQ-5D-3L) ในประเทศไทย</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17724</link>
<description>การเปรียบเทียบคุณสมบัติทางจิตวิทยาของแบบสอบถามวัดคุณภาพชีวิตอีคิวไฟว์ดีไฟว์แอล (EQ-5D-5L) และอีคิวไฟว์ดีทรีแอล (EQ-5D-3L) ในประเทศไทย
กฤตภาส กังวานรัตนกุล; พรทิพย์ พามนตรี
แบบสอบถาม EQ-5D เป็นแบบสอบถามวัดระดับคุณภาพชีวิตที่นิยมใช้เนื่องจากสามารถใช้วัดระดับคุณภาพชีวิตได้ทั้งประชากรทั่วไปและกลุ่มผู้ป่วย อีกทั้งยังใช้ในการประเมินผลลัพธ์ในเชิงความเป็นมนุษย์ที่ใช้สำหรับการประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ได้ ซึ่งแบบสอบถาม EQ-5D มีทั้งหมด 2 เวอร์ชั่นคือ EQ-5D-3L (3L) และ EQ-5D-5L (5L) โดยงานวิจัยก่อนหน้าในประเทศไทยพบว่า EQ-5D-5L มีอิทธิพลเชิงเพดานและมีอำนาจการจำแนกที่ดีกว่าแบบสอบถาม EQ-5D-3L แต่ยังไม่มีการทดสอบในกลุ่มประชากรทั่วไป ดังนั้นการศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการเปรียบเทียบคุณสมบัติทางจิตวิทยาของแบบสอบถามทั้งสองเวอร์ชั่นได้แก่ค่าอิทธิพลเพดานและอิทธิพลพื้น, ความตรงทางโครงสร้าง, ความเที่ยง, ความไวในการตอบสนองและความสามารถในการให้ข้อมูล ในกลุ่มประชากรไทยทั่วไป การศึกษานี้เป็นการศึกษาภาคตัดขวางที่ดำเนินการทำการศึกษาในกลุ่มประชากรไทยทั่วไปจำนวนทั้งหมด 1,200 คน ซึ่งใช้การสัมภาษณ์ต่อหน้าโดยพนักงานสัมภาษณ์ กลุ่มตัวอย่างแต่ละคนจะต้องมีการตอบแบบสอบถามซึ่งประกอบไปด้วยทั้งหมด 6 ส่วนคือ 1) คุณสมบัติพื้นฐานของกลุ่มตัวอย่าง, 2) แบบสอบถาม EQ-5D-3L, 3) แบบสอบถาม SF-12v2, 4) แบบสอบถาม WHOQoL-BREF, 5) แบบสอบถาม EQ-5D-5L และ 6) ความเป็นไปได้ของแบบสอบถาม นอกจากนี้จะมีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างออกมา 400 คนจากการสัมภาษณ์ครั้งแรกเพื่อทำการตอบแบบสอบถามอีก 2 สัปดาห์ถัดมาสำหรับในการทดสอบความเที่ยงและความไวในการตอบสนองของแบบสอบถามทั้งสองเวอร์ชั่น ผลการศึกษาคุณสมบัติทางจิตวิทยาพบว่าแบบสอบถาม 5L มีอิทธิพลเชิงเพดานที่น้อยกว่าแบบสอบถาม 3L (57.17% และ 49.08%, p &lt; 0.001) นอกจากนี้ยังพบว่าค่าดัชนีอำนาจการจำแนกของ 5L จะดีกว่า 3L แต่อย่างไรก็ตามค่าดัชนีความสัมพันธ์ระหว่างมิติสุขภาพของแบบสอบถาม EQ-5D ทั้งสองเวอร์ชั่นและมิติสุขภาพที่คล้ายคลึงกันในแบบสอบถาม SF-12v2 และ WHOQoL-BREF อยู่ในระดับปานกลาง ส่วนความตรงจากสิ่งที่รู้พบว่าทั้งสองเวอร์ชั่นพบว่าเพศหญิง, ผู้สูงอายุ, ผู้ที่มีการศึกษาน้อยและผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือปัญหาสุขภาพจำนวนมากจะมีระดับคุณภาพชีวิตที่ลดลงซึ่งตรงกับที่ตั้งสมมุติฐานไว้ ความเชื่อมั่นในการทดสอบซ้ำของแบบสอบถามทั้งในระดับมิติสุขภาพและค่าอรรถประโยชน์อยู่ในระดับดีทั้งสองเวอร์ชั่น แต่อย่างไรก็ตามแบบสอบถาม 5L จะมีค่าระดับความเชื่อมั่นที่ต่ำกว่า 3L เล็กน้อย ซึ่งสอดคล้องกับความไวในการตอบสนองของแบบสอบถามที่ 5L จะมีความไวในการตอบสนองน้อยกว่า 3L เล็กน้อย โดยสรุปคือจากหลักฐานทางวิชาการสนับสนุนการใช้ EQ-5D ในการวิจัยหรือการปฏิบัติทางคลินิคในกลุ่มประชากรทั่วไปเนื่องมาจากว่ามีระดับของคุณสมบัติทางจิตวิทยาอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ แต่อย่างไรก็ตามควรมีการทำการศึกษาในกลุ่มประชากรไทยทั่วไปที่มีขนาดใหญ่ขึ้นรวมทั้งมีสถานะทางสุขภาพที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อใช้ในการทดสอบค่าความเชื่อมั่นและความไวต่อการตอบสนองของทั้งสองเวอร์ชั่นอีกครั้งหนึ่ง
โครงการวิจัยประเภททุนอุดหนุนการวิจัย งบประมาณเงินรายได้ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562.
</description>
<dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17243">
<title>โครงการฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพและฤทธิ์ทางชีวภาพของพืชวงศ์รูเบียซีอีในพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศไทย</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17243</link>
<description>โครงการฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพและฤทธิ์ทางชีวภาพของพืชวงศ์รูเบียซีอีในพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศไทย
เนตรชนก เจียงสืบชาติวีระ; สมาวดี เปลี่ยนวงษ์; มารุต ตั้งวัฒนาชุลีพร; เหมรัศมิ์ วชิรหัตถพงศ์
ต้นเข็มแดง (Ixora coccinea L.) เป็นไม้ประดับยอดนิยมในประเทศไทย ด้วยความหนาแน่นของกิ่งก้าน ลํา&#13;
ต้นที่แข็งแรง และมีดอกสีแดงที่สวยงามจึงนํามาสร้างเป็นรั้วต้นไม้ การวิจัยนําสารสกัด 95% เอทานอลของ &#13;
ดอกเข็มแดงจากพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศไทยมาหาองค์ประกอบทางเคมีที่สําคัญโดยใช้ TLC และ HPLC  โดยครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการค้นพบ kaempferitrin ในดอกเข็มแดง ซึ่งสาร kaempferitrin นี้มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่ IC₅₀ เท่ากับ 0.54 ± 0.02 mg/mL ด้วยวิธี DPPH นอกจากนี้การศึกษาในหลอดทดลองของสารที่ความเข้มข้น 63 µg/mL พบฤทธิ์ต้านเซลล์มะเรง็ ตับ (HepG2) โดยมีค่าเปอร์เซ็นต์ยับยั้งการเจริญเติบโต เท่ากับ 16.29 ± 6.69% &#13;
อย่างไรก็ตามสารนี้ไม่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ S. aureus, P. aeruginosa และ C. albicans ที่ความเข้มข้น 100, 50 และ 25 µg/แผ่น การศึกษาในครั้งนี้ได้แสดงให้เห็น ว่าฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งตับของ kaempferitrin จะมีศักยภาพในการนําไป วิจัย และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และยารักษาโรคมะเร็งต่อไปในอนาคต
</description>
<dc:date>2565-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/10267">
<title>ฤทธิ์กระตุ้นการหายของบาดแผลในเซลล์เพาะเลี้ยงและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของสารสกัดแกแล</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/10267</link>
<description>ฤทธิ์กระตุ้นการหายของบาดแผลในเซลล์เพาะเลี้ยงและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของสารสกัดแกแล
บุญดิศย์ วงศ์ศักดิ์; อาภา เพชรสัมฤทธิ์
ประเทศไทยถือเป็นประเทศหนึ่งที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง พืชสมุนไพรที่มีการนำมาใช้ประโยชน์จึงมีหลากหลายชนิด แกแล หรือ Maclura cochinchinensis (Lour.) Corner วงศ์ Moraceae พบตามป่าโปร่งทางภาคกลาง ภาคตะวันออกและภาคใต้ของไทย เป็นสมุนไพรที่มีใช้อย่างแพร่หลายในภูมิปัญญาพื้นบ้าน เช่น ใช้แก่น แก้ไข้รากสาด ท้องร่วง บารุงเลือด รักษาบาดแผลและเป็นยาขับปัสสาวะ สารสำคัญที่พบในแก่นแกแล ได้แก่ สารกลุ่ม flavonoids, steroid และ triterpene ฤทธิ์ทางชีวภาพของแกแลที่มีการรายงาน ได้แก่ รักษาแผลในกระเพาะอาหาร ฤทธิ์ลดไข้ และฤทธิ์ต้านการอักเสบ ในการทดลองครั้งนี้จึงทดสอบฤทธิ์กระตุ้นการหายของบาดแผลในเซลล์เพาะเลี้ยง พร้อมทั้งพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ ผลการทดลองพบว่าสารสกัดแกแลความเข้มข้น 0.1 mg/ml เซลล์ไม่สามารถเคลื่อนที่ติดกันได้ จึงแสดงว่าสารสกัดแกไม่มีฤทธิ์สมานแผล แต่พบว่าสารสกัดแกแลสามารถกระตุ้นการเจริญของเซลล์ได้สูงสุดที่ความเข้มข้น 0.1 mg/ml โดยมีเปอร์เซ็นต์การเจริญของเซลล์เท่ากับ 49.02±5.51% ในขณะที่วิตามินซีความเข้มข้น 0.1 mg/ml มีเปอร์เซ็นต์การเจริญของเซลล์สูงสุดเท่ากับ 13.00±3.60% และเมื่อศึกษาสารสำคัญในสกัดด้วยวิธีรงคเลขผิวบางพบสารหลักอยู่สองชนิดคือ oxyresveratrol และ morin หลังจากนั้นนำสารสกัดไปพัฒนาเป็นตำรับเจลพบว่า เจลผสมสารสกัดจากแกแลมีลักษณะเป็นเจลใสสีเหลืองไม่ขุ่น แต่หลังการทดสอบความคงตัวสีจางลงเล็กน้อย และสารสกัดแกแลยังละลายน้ำได้ไม่ดีนัก ดังนั้นควรต้องเพิ่มการละลายของสารสกัดก่อนแล้วจึงพัฒนาสูตรตำรับเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อไปได้กว้างมากขึ้น รวมทั้งจะช่วยให้ใส่ในตำรับได้ปริมาณมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ตารับมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่น่าสนใจต่อไป
โครงการวิจัยประเภททุนอุดหนุนงานวิจัย งบประมาณเงินรายได้ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓
</description>
<dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/5071">
<title>กระบวนการ การจัดเตรียมเอกสารสําหรับการเบิกเงินทุนอุดหนุนการวิจัยงบประมาณเงินรายได้ ของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/5071</link>
<description>กระบวนการ การจัดเตรียมเอกสารสําหรับการเบิกเงินทุนอุดหนุนการวิจัยงบประมาณเงินรายได้ ของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
ปริยาภา เกตุกูล
คู่มือฉบับนี้จัดทําขึ้นเพื่อรวบรวมวิธีการปฏิบัติงาน การจัดเตรียมเอกสารสําหรับการเบิกเงินทุนอุดหนุนการวิจัย งบประมาณเงินรายได้ ของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานและผู้เกี่ยวข้องได้ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน รวมถึงผู้ที่สนใจจะศึกษาเกี่ยวกับประกาศมหาวิทยาลัยบูรพา เรื่อง หลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติ และแนวทางการบริหารการวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. ๒๕๖๑ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ผู้จัดทําได้ใช้ประสบการณ์การทํางานที่ผ่านมาและศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมจัดทําคู่มือฉบับนี้ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าใจแนวทางเกี่ยวกับการจัดเตรียมเอกสารสําหรับการเบิกเงินทุนอุดหนุนการวิจัย และเพื่อต้องการให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
</description>
<dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</rdf:RDF>
