<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<channel rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4702">
<title>รายงานการวิจัย (Research Reports)</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4702</link>
<description/>
<items>
<rdf:Seq>
<rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17777"/>
<rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17732"/>
<rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17728"/>
<rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17727"/>
</rdf:Seq>
</items>
<dc:date>2026-05-26T05:16:56Z</dc:date>
</channel>
<item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17777">
<title>การศึกษาต้นทุนทางวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยบูรพา เพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17777</link>
<description>การศึกษาต้นทุนทางวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยบูรพา เพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว
ณัฏฐนันธ์ เอื้อศิลป์
การวิจัยเรื่อง การศึกษาต้นทุนทางวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยบูรพาเพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวมีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบรูปแบบกิจกรรมการเพิ่มมูลค่าทุนทางวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยบูรพา ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยปฏิบัติการแสดงโดยศึกษาข้อมูลจากเอกสารวิชาการ การทำแบบสอบถามแล้วนำข้อมูลต่าง ๆ มาทำการวิเคราะห์ ผู้วิจัยได้ศึกษาทุนวัฒนธรรมที่สามารถนำมาเป็นแรงบันดาลใจและเนื้อหาในการสร้างต้นแบบนำร่องแหล่งท่องเที่ยวโดยใช้การคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงเพื่อสร้างต้นแบบนำร่องแหล่งท่องเที่ยวมหาวิทยาลัยบูรพา ผลการวิจัยพบว่ารูปแบบกิจกรรมการเพิ่มมูลค่าทุนทางวัฒนธรรมคือการสร้างนิทรรศการ “วิพิธบูรพา” โดยศึกษาสภาพพื้นที่ เนื้อหา การจัดแสดงหรือวัตถุทางศิลปะภายในส่วนจัดแสดงนิทรรศการ ศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาที่เลือกนำมาสร้างสรรค์ จุดสัมผัสและผัสสะที่ใช้ในการสื่อสาร แล้วนำข้อมูลที่ได้มาสรุปแนวทางการสร้างสรรค์นิทรรศการรูปแบบสื่อเสียงและภาพ จึงได้กำหนดแนวคิดในการสร้างสรรค์ผลงาน คือ เวลา ความงาม "TIMELESS HARMONIES" ผู้วิจัยกำหนดสีชาด เป็นโทนสีสำหรับการสร้างสรรค์และกำหนดสีน้ำตาลของดินเป็นโทนสีสำหรับการสร้างสรรค์สื่อและนิทรรศการ โดยมีตัวละครเจ้าแม่โคกพนมดีเป็นคาแรคเตอร์เพื่อใช้ในการประชาสัมพันธ์ ผู้วิจัยใช้ทฤษฎีการรับรู้ พื้นฐานการออกแบบและการกำกับการแสดงนำมาออกแบบประสบการณ์การชมนิทรรศการโดยเริ่มจากการร่างต้นแบบแนวคิดและการออกแบบพื้นที่นิทรรศการโดยใช้ภาพถ่ายพื้นที่แสดงแล้วนำไปวางในโปรแกรมพาวเวอร์พอย์นำมาตัดแต่งภาพจัดวางสิ่งเร้าตามจินตนาการภายใต้โจทย์ในการออกแบบ แล้วนำไปให้นักออกแบบสื่อ เสียงและแสงทำการออกแบบและติดตั้งนิทรรศการโดยแบ่งออกเป็น สัญลักษณ์ โปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ วีดีโอสั้นสำหรับใช้ภายในนิทรรศการ วีดีโอสั้นสำหรับประชาสัมพันธ์ สติกเกอร์ติดบนพื้น งานออกแบบสติกเกอร์กรอบรูปภาพสำหรับเป็นของที่ระลึก และงานออกแบบซุ้มประตูด้านหน้าอาคาร ซึ่งเปิดการแสดงระหว่างวันที่ 23-25 ธันวาคม พ.ศ. 2567 วันละ 2 รอบ (10.00-12.00 และ 14.00-16.00) เข้าชมฟรี ทั้งนี้ผู้วิจัยได้กำหนดจัดงานชมพิพิธภัณฑ์ตะวันบ่ายบูรพาโดยเรียนเชิญรองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ผู้บริหารมหาวิทยาลัยและผู้มีเกียรติร่วมเข้าชมนิทรรศการและการแสดงพิเศษจากศิลปินรับเชิญในวันพุธที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2567 เวลา 14.00 น. เพื่อนำร่องพัฒนาให้พื้นที่จัดแสดงนิทรรศการประวัติศาสตร์และโบราณคดีภาคตะวันออกภายในหอศิลปะและวัฒนธรรมภาคตะวันออกกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่
</description>
<dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17732">
<title>การสร้างสรรค์การแสดงในฐานะวัฒนธรรมสร้างสรรค์เพื่อชุมชน: กรณีศึกษาการสร้างสรรค์หนังใหญ่ร่วมสมัย เรื่อง พระอภัยมณี ตอนสุดสาครจับม้านิลมังกร</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17732</link>
<description>การสร้างสรรค์การแสดงในฐานะวัฒนธรรมสร้างสรรค์เพื่อชุมชน: กรณีศึกษาการสร้างสรรค์หนังใหญ่ร่วมสมัย เรื่อง พระอภัยมณี ตอนสุดสาครจับม้านิลมังกร
นพพล จำเริญทอง
งานวิจัยเรื่อง การสร้างการแสดงในฐานะวัฒนธรรมสร้างสรรค์เพื่อชุมชน: กรณีศึกษาการสร้างสรรค์หนังใหญ่ร่วมสมัยเรื่องพระอภัยมณี ตอนสุดสาครจับม้านิลมังกรมีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อสร้างสรรค์การแสดงหนังใหญ่ร่วมสมัยร่วมกับคณะหนังใหญ่วัดบ้านดอน จังหวัดระยอง การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยปฏิบัติการแสดงโดยการศึกษาอัตลักษณ์การเชิดหนังใหญ่ของคณะหนังใหญ่วัดบ้านดอน  การสัมภาษณ์ครูอำไพ  บุญรอดเป็นผู้ตรวจสอบข้อมูลด้านการแสดง กระบวนการสร้างสรรค์แบ่งออกเป็น ๓ ขั้นตอนได้แก่ ๑) การสร้างบท บทที่ใช้ในการแสดงมาจากการดัดแปลงนิทานคำกลอนเรื่อง พระอภัยมณีโดยเลือกตอน สุดสาครจับม้านิลมังกร ๒) การทดลองออกแบบการเต้นและการเชิดหนังโดยมีการสร้างหนังใหญ่จำนวน ๓ ตัว ได้แก่หนังสุดสาคร หนังม้านิลมังกร และหนังสุดสาครจับม้านิลมังกรโดยกำหนดแนวคิดการออกแบบท่าเต้นและการเชิดรูปแบบการเต้นคู่ (Pas de deux) เพื่อใช้แสดงศักยภาพของนักเชิดหนังใหญ่ ๓) การนำผลการทดลองจากการวิจัยไปฝึกปฏิบัติการแสดงร่วมกับคณะหนังใหญ่วัดบ้านดอนโดยมีอาจารย์อำไพ บุญรอด หัวหน้าคณะหนังใหญ่วัดบ้านดอน พร้อมด้วยนายมานะ  ล่วงพ้นและนายอครพล เชิงกรายผู้ควบคุมการฝึกซ้อมและกำกับการแสดงหนังใหญ่ร่วมสมัยเรื่อง พระอภัยมณี ตอนสุดสาครจับม้านิลมังกร ผลงานสร้างสรรค์จากการปฏิบัติการวิจัยด้านการแสดงครั้งนี้ได้จัดแสดงเป็นครั้งแรกให้ผู้ชมจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการสุวรรณภูมิจำนวน ๑๔๐ คนที่เข้าชมพิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดบ้านดอนเมื่อวันที่ ๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๗    นอกจากนั้นคณะหนังใหญ่วัดบ้านดอนได้นำผลงานสร้างสรรค์จากการวิจัยครั้งนี้ไปร่วมการแสดงทางวัฒนธรรมของจังหวัดระยองและมีกำหนดเปิดการแสดงในเทศกาลหนังใหญ่ไฟกะลาซึ่งเป็นเทศกาลแสดงหนังใหญ่ประจำปีของคณะหนังใหญ่วัดบ้านดอน การวิจัยครั้งนี้ทำให้เห็นว่าการทำงานสร้างสรรค์ด้านการแสดงจากองค์ความรู้เดิมของเจ้าของวัฒนธรรมในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในนิเวศวัฒนธรรมได้มีส่วนร่วมในการตรวจสอบและการประเมินตามกระบวนการวิจัยทำให้ผลงานสร้างสรรค์เกิดประโยชน์  สามารถสร้างคุณค่าให้กับชุมชนตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยครั้งนี้
</description>
<dc:date>2565-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17728">
<title>การสร้างสรรค์นาฏศิลป์แบบข้ามวัฒนธรรม ชุด ลาแพร มิดิ เดิง โฟน</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17728</link>
<description>การสร้างสรรค์นาฏศิลป์แบบข้ามวัฒนธรรม ชุด ลาแพร มิดิ เดิง โฟน
ภัชภรชา แก้วพลอย
การแสดงชุด ลา แพร มิดิ เดิง โฟน หรือ อัชชบุรุษยามมัธยันห์ เป็นงานวิจัยสร้างสรรค์ โดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างสรรค์การแสดงนาฏศิลป์แบบข้ามวัฒนธรรม 2)เพื่อหาแนวคิดในการสร้างสรรค์การแสดงนาฏศิลป์แบบข้ามวัฒนธรรม โดยมีรูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ โดยการศึกษาค้นคว้า เก็บรวมรวมข้อมูลด้านเอกสาร ตำรา สื่อสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย เพื่อนำมาวิเคราะห์ผล อันได้แก่ แนวคิดศิลปะสมัยใหม่ แนวคิดด้านวัฒนธรรม เทคนิคการเคลื่อนไหวนาฏศิลป์ ตลอดจนองค์ความรู้อื่นๆ แบบสหวิชา เช่น ภาษาศาสตร์ มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ เป็นต้น เพื่อนำมาเป็นกรอบแนวคิดในการสร้างสรรค์ผลงานนาฏศิลป์แบบข้ามวัฒนธรรม และนำเสนอผลงานวิจัยสู่สาธารณชน ผลวิจัยพบว่า การสร้างสรรค์นาฏศิลป์แบบข้ามวัฒนธรรมนั้น ประกอบไปด้วยแนวคิด 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 การสร้างสรรค์นาฏศิลป์แบบข้ามวัฒนธรรม ได้แก่ 1)การกำหนดโครงเรื่องและเหตุการณ์ 2)การสื่อสารข้ามวัฒนธรรมผ่านบทกวีไทย 3)การใช้สัญญะหรือภาพแทนความ 4) องค์ประกอบการแสดงแบบข้ามวัฒนธรรม และส่วนที่ 2 แนวคิดในการออกแบบและกำกับลีลา ได้แก่ 1) เทคนิคการเคลื่อนไหวนาฏศิลป์ 2)แนวคิดในการสื่อสารข้ามวัฒนธรรมผ่านการแสดงอิริยาบถ 3)ความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีกับท่วงท่าลีลา 4) การจัดแสดงเป็นภาพ งานวิจัยในครั้งนี้นั้นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แนวคิดการสร้างสรรค์นาฏศิลป์แบบข้ามวัฒนธรรม นั้นสามารถทำได้โดยการใช้วัฒนธรรมหนึ่งเพื่อสื่อสารถึงวัฒนธรรมหนึ่ง การผสมผสานระหว่างวัฒนธรรม ตลอดจนการสร้างวัฒนธรรมขึ้นมาใหม่เพื่อสื่อสารกับผู้ชมต่างกลุ่มวัฒนธรรมได้อย่างลงตัว ถึงแม้ว่ากรอบแนวคิดจะเกิดเพียงรากวัฒนธรรมใดอย่างหนึ่งก็ตาม แต่ศิลปะการแสดงนั้นไม่อาจอยู่กับที่ได้ ศิลปินจำเป็นต้องพัฒนางาน สร้างสรรค์ให้ทันยุคทันสมัยที่สุด เพื่อให้ศิลปะการแสดงเป็นสื่อกลางหนึ่งในการสื่อสารสังคมเพื่อรักษามรดกทางวัฒนธรรม เพื่อการสร้างสรรค์และเพื่อรับใช้สังคมในยุคร่วมสมัยต่อไป
งานวิจัยนี้ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากกองทุนวิจัย ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมวัฒนธรรมศิลปะ คณะดนตรีและการแสดง มหาวิทยาลัยบูรพา ปีงบประมาณ 2563
</description>
<dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17727">
<title>การสร้างสรรค์นาฏศิลป์จากข้อมูลประวัติศาสตร์ เมืองศรีพโล</title>
<link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17727</link>
<description>การสร้างสรรค์นาฏศิลป์จากข้อมูลประวัติศาสตร์ เมืองศรีพโล
นพพล จำเริญทอง
งานวิจัยเรื่อง การสร้างสรรค์นาฏศิลป์จากข้อมูลประวัติศาสตร์ เมืองศรีพโล การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสรรค์การแสดงนาฏศิลป์ไทยรูปแบบระบำจากแหล่งประวัติศาสตร์ภาคตะวันออก เมืองศรีพโลโดยการใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพและการสร้างสรรค์ทางนาฏศิลป์ ผู้วิจัยศึกษาข้อมูลและเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารและผลงานทางวิชาการ การสัมภาษณ์และการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการวิจัยภาคสนามแหล่งโบราณคดี โบราณวัตถุ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติปราจีนบุรีและพิพิธภัณฑ์ชุมชนวัดศรีพโลทัย จังหวัดชลบุรีแล้วนำผลการศึกษาประวัติศาสตร์โบราณคดีเมืองศรีพโลเป็นข้อมูลในการสร้างสรรค์ระบำ ผลการวิจัยพบว่าเมืองศรีพโลในอดีตเป็นเมืองท่าเล็ก ๆ ติดชายฝั่งทะเล มีประวัติทางโบราณคดีที่ได้รับอิทธิพลตั้งแต่ตั้งสมัยทวารวดี  ขอม สุโขทัยจนกระทั่งสมัยอยุธยาตอนปลาย ผู้วิจัยกำหนดจินตภาพของการแสดงให้ตัวละครหรือผู้แสดงนั้นเป็นผู้หญิงซึ่งเป็นสัญลักษณ์จากตุ๊กตาเสียกบาล โดยกำหนดโครงสร้างของระบำไว้ 4 ช่วงได้แก่ ช่วงก่อร่างสร้างเมือง  ช่วงการเผยแพร่พุทธศาสนา  ช่วงความเชื่อในเทพเจ้า  และช่วงรุ่งเรืองการค้าขาย โดยใช้ลักษณะทางภูมิศาสตร์  โบราณสถาน  โบราณวัตถุ พระพุทธรูป เทวรูปและท่ารำจากระบำชาติพันธุ์ตามขนบ ผู้วิจัยค้นพบท่ารำใหม่จำนวน 3 ท่าคือ จีบละโว้  จีบอู่ทอง และท่ารำพระคเณศชูงวง เครื่องแต่งกายได้แรงบันดาลใจตามศิลปะแบบสุโขทัยโดยเลือกใช้ทรงผมแบบมวยสูง ผ้ารัดอก ผ้านุ่งชั้นในยาวกรอมเท้าสีเขียวไข่กาตามสีเครื่องเคลือบดินเผา เครื่องประดับได้รับแรงบันดาลใจจากสำริดที่ขุดพบสมัยอยุธยา ดนตรีประกอบการแสดงเป็นทำนองเพลงที่ประพันธ์ใหม่โดยอ้างอิงแนวคิดการประพันธ์เพลงจากเพลงชุดระบำโบราณคดีของกรมศิลปากรบรรเลงด้วยวงปี่พาทย์ไม้นวมตามข้อมูลทางประวัติศาสตร์และวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
งานวิจัยประเภทงบประมาณเงินรายได้มหาวิทยาลัย เงินรายได้ส่วนงานเงินกองทุนวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยบูรพา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562
</description>
<dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</rdf:RDF>
