<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<title>บทความวิชาการ (Journal Articles)</title>
<link href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4787" rel="alternate"/>
<subtitle/>
<id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4787</id>
<updated>2026-04-06T02:02:14Z</updated>
<dc:date>2026-04-06T02:02:14Z</dc:date>
<entry>
<title>ความสัมพันธ์ของอุณหภูมิพื้นผิวกับการกระจายของเชื้อแบคทีเรีย Burkholderia pseudomallei ในดินนาข้าว ด้วยภาพถ่ายดาวเทียม Landsat 8</title>
<link href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4106" rel="alternate"/>
<author>
<name>วัชรพงษ์ แสงนิล</name>
</author>
<author>
<name>กฤษนัยน์ เจริญจิตร</name>
</author>
<author>
<name>จุฑารัตน์ จิตติมณี</name>
</author>
<author>
<name>กาญจนา หริ่มเพ็ง</name>
</author>
<id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4106</id>
<updated>2023-01-14T12:41:30Z</updated>
<published>2563-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">ความสัมพันธ์ของอุณหภูมิพื้นผิวกับการกระจายของเชื้อแบคทีเรีย Burkholderia pseudomallei ในดินนาข้าว ด้วยภาพถ่ายดาวเทียม Landsat 8
วัชรพงษ์ แสงนิล; กฤษนัยน์ เจริญจิตร; จุฑารัตน์ จิตติมณี; กาญจนา หริ่มเพ็ง
แบคทีเรีย Burkholderia pseudomallei พบได้ในดิน และเป็นเชื้อก่อโรคเมลิออยด์ที่เป็นปัญหาของสาธารณสุข การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างแผนที่กระจายของเชื้อ B. pseudomallei และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการพบและไม่พบเชื้อ B. pseudomallei กับอุณหภูมิพื้นผิว (Land Surface Temperature) วิธีดำเนินการวิจัย ทำการแปลภาพถ่ายดาวเทียม Landsat 8 เพื่อจำแนกพื้นที่นาข้าว จากนั้นเก็บตัวอย่างดินนาข้าว จำนวน 78 ตัวอย่าง ในขณะที่วัดอุณหภูมิดินด้วยเครื่องตรวจวัดภาคสนาม และเก็บตำแหน่งพิกัดด้วยระบบกำหนดตำแหน่งบนพื้นผิวโลก จากนั้นวิเคราะห์อุณหภูมิพื้นผิวจากภาพถ่ายดาวเทียม Landsat 8 และทำการประมาณค่าอุณหภูมิพื้นผิวร่วมกับอุณหภูมิดินจากการสำรวจภาคสนามด้วยวิธี Ordinary Co-Kriging วิเคราะห์ความสัมพันธ์ทางสถิติของตำแหน่งที่พบและไม่พบเชื้อกับอุณภูมิพื้นผิว ด้วยสถิติ Mann-Whitney U Test ผลการศึกษาพบเชื้อ B. pseudomallei จำนวน 32 ตำแหน่ง และค่าอุณหภูมิพื้นผิวมีค่าอุณหภูมิสูงสุดเท่ากับ 36.73 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิต่ำสุดเท่ากับ 29.67 องศาเซลเซียส ผลการทดสอบความสัมพันธ์ของการพบและไม่พบเชื้อ B. pseudomallei กับอุณหภูมิพื้นผิว พบว่า ไม่มีความสัมพันธ์กับอุณหภูมิพื้นผิว (p-value 0.699)
</summary>
<dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>โครงการการประเมินกลยุทธ์ i-Hotel และเขตศักยภาพทำเลที่เหมาะสมของธุรกิจ โรงแรมบริเวณชายฝั่งภาคตะวันออก ภายใต้แนวคิดประเทศไทย 4.0</title>
<link href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/3697" rel="alternate"/>
<author>
<name>รุ่งอาทิตย์ บูชาอินทร์</name>
</author>
<author>
<name>กฤษนัยน์ เจริญจิตร</name>
</author>
<id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/3697</id>
<updated>2022-10-24T12:56:31Z</updated>
<published>2562-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">โครงการการประเมินกลยุทธ์ i-Hotel และเขตศักยภาพทำเลที่เหมาะสมของธุรกิจ โรงแรมบริเวณชายฝั่งภาคตะวันออก ภายใต้แนวคิดประเทศไทย 4.0
รุ่งอาทิตย์ บูชาอินทร์; กฤษนัยน์ เจริญจิตร
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินศักยภาพทำเลที่เหมาะสมของตำแหน่งโรงแรม บริเวณชายฝั่งตะวันออก โดยประยุกต์แบบจำลองคณิตศาสตร์และข้อมูลภูมิสารสนเทศ และ 2) ประเมิน และจัดทำข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนากลยุทธ์ในการส่งเสริมธุรกิจของกลุ่มโรงแรมในพื้นที่ศึกษา ภายใต้&#13;
การประยุกต์ภูมิสารสนเทศและเทคโนโลยี i-Hotel โดยใช้วิธีการวิจัยแบบผสานวิธี ระหว่างการ วิจัยโดยใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ และการวิเคราะห์ค่าถ่วงน้ำหนักปัจจัยแบบลำดับขั้น (AHP) เพื่อวิเคราะห์ศักยภาพทำเลที่เหมาะสมของตำแหน่งโรงแรม บริเวณชายฝั่งตะวันออก การวิจัยเชิงปริมาณได้ ทำการเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างจากโรงแรมที่อยู่ในพื้นที่เหมาะสมระดับมาก ปานกลาง และน้อย จ านวน 156 โรงแรม เพื่อเก็บข้อมูลด้านลักษณะทั่วไปของโรงแรม ด้านปัจจัยที่มีผลต่อทำเลที่ตั้งธุรกิจโรงแรม และด้านการประยุกต์เทคโนโลยี i-Hotel ในการบริหารจัดการโรงแรม และการวิจัยเชิงคุณภาพได้ทำการ สัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้บริหารโรงแรม จำนวน 18 คน เพื่อหาแนวทางกลยุทธ์ในการพัฒนาธุรกิจโรงแรม ภายใต้การประยุกต์ภูมิสารสนเทศและเทคโนโลยี i-Hotel  ผลการศึกษาพบว่า พื้นที่ที่มีศักยภาพทำเลเหมาะสมสูง มีพื้นที่คิดเป็นร้อยละ 7.53 ของพื้นที่ทั้งหมด โดยโรงแรมที่ถูกประเมินอยู่ในเขตศักยภาพทำเลที่เหมาะสมระดับสูงมีทั้งหมด 99 โรงแรม อยู่ในเขตชายฝั่งจังหวัดชลบุรี จำนวน 58 โรงแรม จังหวัดระยอง จำนวน 41 โรงแรม พื้นที่ที่มีศักยภาพทำเล เหมาะสมปานกลาง มีพื้นที่คิดเป็นร้อยละ 58.12 ของพื้นที่ทั้งหมด โดยโรงแรมที่ถูกประเมินอยู่ในเขต ศักยภาพทำเลที่เหมาะสมระดับปานกลางมีทั้งหมด 154 โรงแรม อยู่ในเขตชายฝั่งจังหวัดชลบุรี จำนวน 32 โรงแรม จังหวัดระยอง จำนวน 47 โรงแรม จังหวัดจันทบุรี จำนวน 57 โรงแรม และจังหวัดตราด จำนวน 18 โรงแรม และพื้นที่ที่มีศักยภาพทำเลเหมาะสมต่ำ มีพื้นที่คิดเป็นร้อยละ 34.35 ของพื้นที่ ทั้งหมด โดยโรงแรมที่ถูกประเมินอยู่ในเขตพื้นที่ศักยภาพทำเลที่เหมาะสมระดับต่ำมีทั้งหมด 4 โรงแรม ซึ่งอยู่ในเขตชายฝั่งจังหวัดตราดทั้งหมด ด้านการประยุกต์เทคโนโลยี i-Hotel ในการบริหารจัดการโรงแรมแถบชายฝั่งตะวันออก พบว่า โรงแรมกลุ่มตัวอย่างมีการประยุกต์เทคโนโลยี i-Hotel ในด้านการตลาด (4P) มากที่สุด  (× ̅ = 3.24) ซึ่งมีความสำคัญระดับปานกลาง รองลงมาเป็นด้านการจัดการองค์กร (× ̅ = 3.18) ซึ่งมี ความสำคัญระดับปานกลาง อันดับ 3 เป็นด้านการพัฒนาเทคโนโลยี i-Hotel ในการขับเคลื่อนประเทศ ไทย 4.0 (× ̅ = 3.12) ซึ่งมีความสำคัญระดับปานกลาง อันดับ 4 เป็นด้านการจัดการทรัพยากร  (× ̅ = 3.07) ซึ่งมีความสำคัญระดับปานกลาง และอันดับสุดท้ายเป็นด้านการประสานงานกับหน่วยงาน ภายนอก (× ̅ = 2.95) ซึ่งมีความสำคัญระดับปานกลาง โดยจากผลการวิจัยพบว่าจากการนำกลยุทธ์ i-Hotel ไปใช้ในธุรกิจโรงแรมของผู้ประกอบการ สามารถทำให้ผลประกอบการของโรงแรมดีขึ้น มีผู้ใช้บริการมากขึ้น และสร้างความความประทับใจให้ ผู้ใช้บริการบอกต่อ หรือกลับมาพักซ้ำ
</summary>
<dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>การประยุกต์เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศเพื่อจำแนกพื้นที่ยืนต้นยางพาราด้วยข้อมูลจากดาวเทียม กรณีศึกษา จังหวัดบลิคำไช สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชานลาว</title>
<link href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/3443" rel="alternate"/>
<author>
<name>จินดา มูนละมณี</name>
</author>
<author>
<name>สุพรรณ กาญจนสุธรรม</name>
</author>
<author>
<name>แก้ว นวลฉวี</name>
</author>
<author>
<name>นฤมล อินทรวิเชียร</name>
</author>
<id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/3443</id>
<updated>2023-03-20T01:04:17Z</updated>
<published>2560-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">การประยุกต์เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศเพื่อจำแนกพื้นที่ยืนต้นยางพาราด้วยข้อมูลจากดาวเทียม กรณีศึกษา จังหวัดบลิคำไช สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชานลาว
จินดา มูนละมณี; สุพรรณ กาญจนสุธรรม; แก้ว นวลฉวี; นฤมล อินทรวิเชียร
การวิจัยครั้งนี้เป็นการประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อจำแนกพื้นที่ยืนต้นยางพาราจากข้อมูลจากดาวเทียม LANDSAT-8 ระบบ OLI ในปี พ.ศ. 2558 กรณีศึกษาจังหวัดบลิคำไช สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ด้วยวิธีการจำแนกการวิเคราะห์การใช้ประโยชน์ที่ดินพื้นที่ยางพารา โดยมีขั้นตอนการศึกษา คือ 1. การแบ่งส่วนภาพถ่ายจากดาวเทียม 2. การกำหนดคุณลักษณะของแต่ละส่วนภาพด้วยค่าดัชนีพืชพรรณ NDVI ของการใช้ที่ดินแต่ละประเภท 3. การเลือกพื้นที่ตัวอย่างสำหรับจำแนกการใช้ประโยชน์ที่ดิน 4. การจำแนกประเภทข้อมูลแบบ Nearest Neighbor และ 5. การประเมินความถูกต้องของการจำแนกพื้นที่ปลูกยางพารา ผลการศึกษาพบว่า  จังหวัดบลิคำไชมีพื้นที่ทั้งหมด 9,669,325 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 6.53 ของประเทศ การใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นพื้นที่ป่าไม้มีพื้นที่มากที่สุด คิดเป็น 8,431,785.18 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 6.53 ของประเทศ การใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นพื้นที่ป่าไม้มีพื้นที่มากที่สุดคิดเป็น 8,431,785,18 ไร่ หรือร้อยละ 87.20 รองลงมาคือ พื้นที่เกษตรกรรม คิดเป็น 850,876, .46 ไร่ หรือ 8.80 ส่วนพื้นที่เมืองและสิ่งปลูกสร้าง คิดเป็น 112,276.40 ไร่ หรือร้อยละ 1.16 ของพื้นที่ทั้งหมด พื้นที่แหล่งน้ำคิดเป็น 194,179.72 ไร่หรือร้อยละ 2.01 และมีพื้นที่ยืนต้นยางพารา รวมทั้งสิ้น 80,207.25 ไร่ รวมทั้งสิ้น 80,207.25 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 0.83 ของพื้นที่การใช้ประโยชนที่ดินทั้งจังหวัด โดยอำเภอที่มีพื้นที่ยืนต้นยางพารามากที่สุด คือ อำเภอปากกะดิง มีพื้นที่เท่ากับ 39,500.31 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 49.25 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 49.25 และอำเภอไชจำพอน มีพื้นที่ยืนต้นยางพาราน้อยที่สุดเท่ากับ 221.31 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 0.28 ผลจากการประเมินความถูกต้องสำหรับการจำแนก พบว่า ค่าความถูกต้องโดยรวมของการจำแนกการใช้ประโยชน์ที่ดิน เท่ากับ 85.00 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งค่าความถูกต้องของพื้นที่ยืนต้นยางพารา ทั้งค่าความถูกต้องของการจำแนกข้อมูล (Producer Accuracy: PA) และค่าความถูกต้องสำหรับผู้ใช้งาน (User Accuracy: CA) นั้นอยู่ในระดับดี มีค่าเท่ากับ 96.15 และ 83.33 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ
</summary>
<dc:date>2560-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิพื้นผิวดินกับพื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้าง กรณีศึกษา อำเภอเมือง จังหวัดระยอง</title>
<link href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/3444" rel="alternate"/>
<author>
<name>นราธิป เพ่งพิศ</name>
</author>
<author>
<name>สุพรรณ กาญจนสุธรรม</name>
</author>
<author>
<name>แก้ว นวลฉวี</name>
</author>
<author>
<name>ภัทราพร สร้อยทอง</name>
</author>
<id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/3444</id>
<updated>2023-02-23T11:08:45Z</updated>
<published>2560-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิพื้นผิวดินกับพื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้าง กรณีศึกษา อำเภอเมือง จังหวัดระยอง
นราธิป เพ่งพิศ; สุพรรณ กาญจนสุธรรม; แก้ว นวลฉวี; ภัทราพร สร้อยทอง
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิพื้นผิวดินกับพื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้างโดยใช้ข้อมูลจากดาวเทียม LANDSAT-8 และเลือกวิธีการประมาณค่าอุณหภูมิพื้นผิวดินแบบ Split-Window ที่ประกอบด้วย 3 พารามิเตอร์ที่สำคัญ ได้แก่ 1) อุณหภูมิความสว่าง 2) สภาพเปล่งรังสีของพื้นผิวโลก และ 3) ไอน้ำในชั้นบรรยากาศในการประมาณค่าร่วมกับการศึกษาการใช้ประโยชน์ที่ดินด้วยวิธีการจำแนกแบบกำกับดูแล ผลจากการศึกษาการใช้ประโยชน์ที่ดินพบว่า พื้นที่เกษตรกรรมมีพื้นที่เท่ากับ 290.86 ตารางกิโลเมตร หรือร้อยละ 56.46 พื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้างมีพื้นที่เท่ากับ 89.77 ตารางกิโลเมตร หรือร้อยละ 17.42 พื้นที่อื่น ๆ มีพื้นที่เท่ากับ 70.54 ตารางกิโลเมตร หรือร้อยละ  13.69 พื้นที่ป่าไม้มีพื้นที่เท่ากับ 60.15 ตารางกิโลเมตร หรือร้อยละ 11.67 และพื้นที่แหล่งน้ำมีพื้นที่เท่ากับ 3.87 ตารางกิโลเมตร หรือร้อยละ 0.75 ผลจากการประเมินความถูกต้องของการจำแนกพบว่า มีค่าความถูกต้องโดยรวม เท่ากับ 78.80 เปอร์เซ็นต์ เมื่อทำการศึกษาอุณหภูมิเฉลี่ยของแต่ละตำบล พบว่า ตำบลท่าประดู่ มีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงที่สุดเม่ากับ 33.21 องศาเซียลเซียส รองลงมา คือ ตำบลเชิงเนิน มีอุณหภูมิเฉลี่ยเท่ากับ 31.71 และตำบลมาบตาพุด มีอุณหภูมิเฉลี่ยเท่ากับ 31.11 องศาเซลเซียส เนื่องมาจากตำบลดังกล่าวปกคลุมด้วยพื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้างเป็นส่วนใหญ่ ความสัมพันธ์ระหว่างอุณหูมิพื้นผิวดินเฉลี่ยกับพื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้างนั้นมีความสัมพันธ์กันและมีค่าสหสัมพันธ์เท่ากับ 0.9604 นอกเหนือจากนี้จากการทำนายอุณหภูมิจากสมการถดถอยเชิงเส้น พบว่า ถ้าในอนาคตร้อยละ ของพื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสรา้งเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 100 อำเภอเมืองระยองจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มขึ้น ประมาณ 5.69 องศาเซียลเซียส
</summary>
<dc:date>2560-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
</feed>
