<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<title>รายงานการวิจัย (Research Reports)</title>
<link href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4746" rel="alternate"/>
<subtitle/>
<id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4746</id>
<updated>2026-04-14T17:40:21Z</updated>
<dc:date>2026-04-14T17:40:21Z</dc:date>
<entry>
<title>ปัจจัยทีมีผลต่อความต้องการพัฒนาตนเองของบุคลากร คณะโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยบูรพา</title>
<link href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17736" rel="alternate"/>
<author>
<name>ตุลาพล นิติเดชา</name>
</author>
<id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17736</id>
<updated>2026-03-30T10:26:09Z</updated>
<published>2562-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">ปัจจัยทีมีผลต่อความต้องการพัฒนาตนเองของบุคลากร คณะโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยบูรพา
ตุลาพล นิติเดชา
การวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการพัฒนาตนเองของบุคลากร คณะโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยบูรพา ปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการพัฒนาตนเองของบุคลากร คณะโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยบูรพา ด้านเงินเดือนหรือค่าตอบแทน โดยรวม อยู่ในระดับปานกลาง โดยมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 3.23 ปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการพัฒนาตนเองของบุคลากร คณะโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยบูรพา ด้านความสำเร็จของงาน โดยรวม อยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.87 ปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการพัฒนาตนเองของบุคลากรคณะโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยบูรพา ด้านความั่นคงในการทำงาน โดยรวม อยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.69 ปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการพัฒนาตนเองของบุคลากรคณะโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยบูรพา ด้านความก้าวหน้าในตำแหน่งงาน โดยรวม อยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.59 ปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการพัฒนาตนเองของบุคลากร คณะโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยบูรพา ด้านสถานภาพทางสังคม โดยรวม อยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.02 การวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการพัฒนาตนเองของบุคลากร คณะโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยบูรพา ความต้องการพัฒนาตนเองของบุคลากร คณะโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยบูรพา ด้านการศึกษาต่อ โดยรวม อยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 3.62 ความต้องการพัฒนาตนเองของบุคลากร คณะโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยบูรพา ด้านการฝึกอบรม โดยรวม อยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 3.81 ความต้องการพัฒนาตนเองของบุคลากร คณะโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยบูรพา ด้านการวิจัย โดยรวม อยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 3.63 ความต้องการพัฒนาตนเองของบุคลากร คณะโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยบูรพา ด้านการศึกษาดูงาน โดยรวม อยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 3.71 ความต้องการพัฒนาตนเองของบุคลากร คณะโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยบูรพา ด้านการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยรวม อยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 3.9 การเปรียบเทียบความแตกต่างของปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการพัฒนาตนเอง ของบุคลากร คณะโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยบูรพา ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบความแตกต่างของปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการพัฒนา ตนเองของบุคลากร คณะโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยบูรพา จำแนกตามเพศ ในทุกด้าน และทุกข้อ พบว่า ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบความแตกต่างของปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการพัฒนา ตนเองของบุคลากร คณะโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยบูรพา จำแนกตามสายงาน ในทุกข้อของด้านเงินเดือนหรือค่าตอบแทน ด้านความสำเร็จของงาน ด้านความมั่นคงในการทำงาน ด้านความก้าวหน้าในตำแหน่งงาน พบว่า ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สำหรับ ด้านสถานภาพทางสังคมทุกข้อ พบว่า ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้นข้อ การทำงานได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมงาน มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบความแตกต่างของปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการพัฒนา ตนเองของบุคลากร คณะโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยบูรพา จำแนกตามประเภทการจ้าง ในทุกด้าน และทุกข้อ พบว่า ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบความแตกต่างของความต้องการพัฒนาตนเองของบุคลากร คณะโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยบูรพา จำแนกตามเพศ ในทุกด้าน และทุกข้อ พบว่า ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบความแตกต่างของความต้องการพัฒนาตนเองของบุคลากร คณะโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยบูรพา จำแนกตามสายงาน ด้านการฝึกอบรม และด้านการศึกษาดูงาน และในทุกข้อ พบว่า ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สำหรับ ด้านการศึกษาต่อ พบว่า รายข้อทุกข้อ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ด้านการเรียนรู้ด้วยตนเอง พบว่า รายข้อทุกข้อ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สำหรับด้านการวิจัย พบว่า รายข้อทุกข้อ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 มีเพียง 1 ข้อ คือ การได้รับงบประมาณสนับสนุนการวิจัยที่เหมาะสมและเพียงพอ ที่ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบความแตกต่างของความต้องการพัฒนาตนเองของบุคลากร คณะโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยบูรพา จำแนกตามประเภทการจ้าง ในทุกด้าน และทุกข้อ พบว่า ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
</summary>
<dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>โครงการศึกษาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการปฏิบัติงานด้านโลจิสติกส์</title>
<link href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17735" rel="alternate"/>
<author>
<name>นิภาพรรณ อนันต์พลศักดิ์</name>
</author>
<id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17735</id>
<updated>2026-03-30T06:56:20Z</updated>
<published>2562-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">โครงการศึกษาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการปฏิบัติงานด้านโลจิสติกส์
นิภาพรรณ อนันต์พลศักดิ์
านวิจัยนี้ทำการศึกษาและสำรวจเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการปฏิบัติงานด้านโลจิสติกส์ เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ และกระตุ้นการพัฒนาบุคลากรทางด้านโลจิสติกส์ให้มีการปรับตัวต่อเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ความได้เปรียบในการแข่งขันขึ้นอยู่กับความสามารถขององค์กรเพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง วรรณกรรมเชิงประจักษ์ที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่ระบุว่าการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืนบนพื้นฐานของการจัดการห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นบทบาทของเทคโนโลยีในการบรรลุความได้เปรียบในการแข่งขันภายในโลจิสติกส์และโซ่อุปทานต้องอาศัยการเชื่อมโยงระหว่าง “การปรับตัว (Adaption)” “การกำหนดแนวทาง (Alignment)” และ “ความคล่องตัว (Agility)” หรือ Triple A’s โดยองค์กรจะต้องมีการกำหนดแนวทางและกลยุทธ์ที่ชัดเจน เพื่อให้บุคลากรสามารถดำเนินงานได้ไปในทิศทางเดียวกัน และสร้างแรงจูงใจให้คู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานของห่วงโซ่อุปทาน พร้อมกับมีความพร้อมในการปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของตลาด และยังสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในระยะสั้นของอุปสงค์และอุปทานได้อย่างรวดเร็ว ความสัมพันธ์ที่มั่นคงระหว่างองค์กรส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการพัฒนาแบบมีนัยสำคัญจากการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาเป็นเครื่องมือในการรับ-ส่งข้อมูลระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ปรับปรุงการทำงานร่วมกัน เมื่อทั้งห่วงโซ่อุปทานเกิดการแบ่งปันข้อมูล จะส่งผลให้เกิดการสร้างสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ ลดต้นทุนโดยรวมและสามารถบริหารจัดการสินค้าคงคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบสารสนเทศแต่ละระบบมีความแตกต่าง ๆ และมีลักษณะเฉพาะในการใช้งาน แต่หากมีการออกแบบและพัฒนาสถาปัตยกรรมเพื่อกำหนดการไหลของสารสนเทศ ปรับปรุงรูปแบบการดำเนินงานของโซ่อุปทาน และการบูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริการจัดการโซ่อุปทานอย่างเหมาะสม จะทำให้กระบวนการทางธุรกิจระบบการวางแผนโซ่อุปทานมีประสิทธิภาพ ลดปริมาณการจัดเก็บสินค้าคงคลัง ลดขั้นตอนการดำเนินงาน ทั้งการจัดเก็บ ตรวจสอบ รวมถึงสร้างความพึงพอใจให้ผู้รับบริการอีกด้ว
โครงการวิจัยประเภทงบประมาณเงินรายได้ งานวิจัยพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีจากกองทุนเพื่อการวิจัย เงินอุดหนุนทุนการวิจัย คณะโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยบูรพา ประจำปี พ.ศ. 2562
</summary>
<dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>อดีต ปัจจุบัน และอนาคต การผลิตนายประจำเรือพาณิชย์ในมหาวิทยาลัยไทย</title>
<link href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17734" rel="alternate"/>
<author>
<name>สราวุธ ลักษณะโต</name>
</author>
<id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17734</id>
<updated>2026-03-30T02:50:52Z</updated>
<published>2563-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">อดีต ปัจจุบัน และอนาคต การผลิตนายประจำเรือพาณิชย์ในมหาวิทยาลัยไทย
สราวุธ ลักษณะโต
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์การดำเนินงานการผลิตนายประจำเรือพาณิชย์ในมหาวิทยาลัยไทยในอดีตจนถึงปัจจุบัน และนำเสนอภาพอนาคตเพื่อกำหนดแผนกลยุทธ์ในการดำเนินงานได้อย่างเหมาะสม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ การสืบค้นข้อมูลจากเอกสาร การประยุกต์ใช้อนาคตภาพด้วยเทคนิค EFR (Ethnographies Future Research) โดยการสัมภาษณ์ และการวัดดรรชนีความเชื่อมั่นในอาชีพด้วยเทคนิค NPS (Net Promotes Score) โดยแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยประกอบด้วย ผู้บริหาร อดีตผู้บริหาร อาจารย์ และนักเรียนเดินเรือพาณิชย์จากมหาวิทยาลัยในประเทศไทยจำนวน 2 แห่งที่มีหลักสูตรการผลิตนายประจำเรือพาณิชย์คือ มหาวิทยาลัยบูรพาและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผลการวิจัย พบว่า การดำเนินงานของทั้ง 2 มหาวิทยาลัยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ยังคงต้องเป็นไปตามข้อบังคับที่สำคัญที่ออกโดยหน่วยงานในระดับสากลและระดับชาติ ได้แก่ องค์กรทางทะเลระหว่างประเทศ กรมเจ้าท่า และมหาวิทยาลัย ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานในปัจจุบันที่สำคัญได้แก่ ต้นทุนในการดำเนินการที่สูง การกำหนดรูปแบบมาตรฐานขององค์กรที่แตกต่างกัน และคุณสมบัติของผู้สอนและผู้เรียน การกำหนดแผนยุทธศาสตร์ในอนาคตควรให้สอดคล้องยึดโยงกับอนาคตภาพที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด (Most-Probable Scenario) ได้แก่ การต้องปรับตัวในการดำเนินการให้สอดคล้องกับมาตรฐานและข้อกำหนดขององค์กรระดับชาติและระดับสากล ต้นทุนการดำเนินการในการผลิตนายประจำเรือจะเพิ่มสูงขึ้น และนายประจำเรือไทยต้องออกสู่ตลาดสากลในกองเรือพาณิชย์โลก การวัดดรรชนีความเชื่อมั่นในอาชีพโดยพิจารณาจากสาขาวิชา สถาบันการศึกษา และระดับชั้นปีพบว่าเป็นลบในทุกด้าน
</summary>
<dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อเกณฑ์การคัดเลือกผู้ผลิตชิ้นส่วนภายใต้การบริหารความเสี่ยงในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของบริษัทในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก</title>
<link href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17516" rel="alternate"/>
<author>
<name>จีราดา อนุชิตนานนท์</name>
</author>
<id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17516</id>
<updated>2025-10-31T08:42:13Z</updated>
<published>2566-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อเกณฑ์การคัดเลือกผู้ผลิตชิ้นส่วนภายใต้การบริหารความเสี่ยงในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของบริษัทในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
จีราดา อนุชิตนานนท์
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเกณฑ์การคัดเลือกผู้ผลิตชิ้นส่วนภายใต้การบริหารความเสี่ยง และวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการกำหนดเกณฑ์ดังกล่าวในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของบริษัทที่ตั้งอยู่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยเน้นการบูรณาการแนวคิดการบริหารความเสี่ยงเข้ากับกระบวนการจัดซื้อจัดหา ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงและประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทานในสภาวะแวดล้อมที่มีความไม่แน่นอนสูง การดำเนินการวิจัยประกอบด้วยการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณผ่านแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้มีประสบการณ์ในสายงานจัดซื้อจัดหา&#13;
ผลการวิจัยพบว่า องค์กรส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับเกณฑ์การคัดเลือก Supplier ในหลายด้าน โดยเฉพาะด้านคุณภาพ การส่งมอบตรงเวลา และการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ปัจจัยที่มีผลต่อการกำหนดเกณฑ์ดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ระยะเวลาดำเนินธุรกิจ จำนวนพนักงาน ระบบมาตรฐาน ISO การประเมินความเสี่ยง และประสบการณ์ต่อสถานการณ์ความไม่แน่นอน เช่น การขาดแคลนวัตถุดิบและภัยธรรมชาติ องค์กรที่มีการดำเนินงานมาอย่างยาวนานและมีขนาดใหญ่มีแนวโน้มกำหนดเกณฑ์การคัดเลือกที่ครอบคลุมมากขึ้น รวมถึงใช้แนวทางการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ เช่น การจัดทำแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan: BCP) การจัดทำแผนสำรองล่วงหน้า และการใช้การคาดการณ์ (Forecast) ในการจัดการความเสี่ยง&#13;
ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า การคัดเลือกผู้จัดซื้อจัดหาในยุคปัจจุบันไม่อาจพิจารณาเพียงปัจจัยด้านต้นทุนหรือคุณภาพเพียงอย่างเดียว หากต้องคำนึงถึงความสามารถของผู้จัดซื้อจัดหา ในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง และบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างยืดหยุ่นและยั่งยืน องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการกำหนดนโยบายจัดซื้อจัดหาเชิงกลยุทธ์ในภาคอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โครงการวิจัยประเภทงบประมาณเงินรายได้ งานวิจัยพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีจากกองทุนเพื่อการวิจัย เงินอุดหนุนทุนการวิจัย คณะโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยบูรพา ประจำปี พ.ศ. 2566
</summary>
<dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
</feed>
