<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<title>รายงานการวิจัย (Research Reports)</title>
<link href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4743" rel="alternate"/>
<subtitle/>
<id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4743</id>
<updated>2026-04-07T13:44:17Z</updated>
<dc:date>2026-04-07T13:44:17Z</dc:date>
<entry>
<title>สิ่งปนเปื้อนทางเคมีและจุลินทรีย์ในผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปที่จำหน่ายรอบโรงเรียน จังหวัดชลบุรี</title>
<link href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17729" rel="alternate"/>
<author>
<name>ภารดี อาษา</name>
</author>
<author>
<name>รจฤดี โชติกาวินทร์</name>
</author>
<id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17729</id>
<updated>2026-03-27T02:15:49Z</updated>
<published>2568-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">สิ่งปนเปื้อนทางเคมีและจุลินทรีย์ในผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปที่จำหน่ายรอบโรงเรียน จังหวัดชลบุรี
ภารดี อาษา; รจฤดี โชติกาวินทร์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) สภาพการจำหน่ายของผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปบริเวณรอบโรงเรียนในจังหวัดชลบุรี (2) ตรวจหาสารปนเปื้อนทางเคมี ได้แก่ ไนไทรต์ ไนเทรต สีสังเคราะห์ และบอแรกซ์ และ (3) ตรวจสอบการปนเปื้อนทางจุลินทรีย์ ได้แก่ โคลิฟอร์มแบคทีเรียและอีโคไล รวมถึงเปรียบเทียบผลการตรวจด้วยชุดทดสอบภาคสนามกับผลวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการ มีกลุ่มตัวอย่างเป็นผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปที่จำหน่ายรอบโรงเรียนระดับประถมศึกษา ในเขตอำเภอเมือง อำเภอเกาะจันทร์ และอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี จำนวน 13 โรงเรียนรวมจำนวน 147 ตัวอย่าง ผลการวิจัยพบว่า ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่เป็นไส้กรอกไก่หรือไก่ผสมหมู จำหน่ายในรูปแบบแผงลอย รถพ่วงข้าง ร้อยละ 61.3, 32.3 ตามลำดับ ร้านจำหน่ายควรปรับปรุงในเรื่องการแต่งกายของผู้สัมผัสอาหารที่ไม่มีผ้ากันเปื้อนหรือไม่สวมหมวกหรือเน็ทคลุมผมร้อยละ 71.0 ผลิตภัณฑ์ไส้กรอกที่ปรุงสุกแล้ววางจำหน่ายโดยไม่มีการปกปิดร้อยละ 29.0 ผลการตรวจสารปนเปื้อนทางเคมีในผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปพบไนไทรต์และไนเทรตร้อยละ 91.8 และ 15.0 ของตัวอย่างทั้งหมด โดยปริมาณไนไทรต์ที่ตรวจพบไม่เกินค่ามาตรฐานทุกตัวอย่าง และไม่พบบอแรกซ์ทุกตัวอย่าง ด้านจุลินทรีย์พบเชื้อโคลิฟอร์มร้อยละ 8.8 และอีโคไลร่วมในบางตัวอย่าง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ไส้กรอกที่ปรุงด้วยวิธี “ต้มแล้วนำมายำ” หรือ “ปิ้งวางไว้รอขาย” ซึ่งมีอัตราการปนเปื้อนสูงสุดคิดเป็นร้อยละ 71.4 และ 29.4 ตามลำดับ สำหรับการเปรียบเทียบผลการตรวจไนไทรต์ ไนเทรตระหว่างชุดทดสอบควอนโทฟิกซ์ กับ วิธีมาตรฐานทางห้องปฏิบัติการ (In-house method: BS EN 12014-4:2005) พบว่าชุดทดสอบให้ค่าต่ำกว่าผลจากห้องปฏิบัติการ โดยเฉพาะเมื่อปริมาณไนไทรต์ต่ำกว่า 20 มก./กก. แต่มีแนวโน้มให้ผลในทิศทางเดียวกัน โดยมีค่าสหสัมพันธ์เพียร์สัน r = 0.49 (p = 0.1035) แสดงถึงความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับปานกลาง การใช้ชุดทดสอบจึงสามารถเป็นเครื่องมือคัดกรองเบื้องต้นในภาคสนามได้ คำสำคัญ: ไนไทรต์, ไนเทรต, จุลินทรีย์, ไส้กรอก, ความปลอดภัยอาหาร, จังหวัดชลบุรี
โครงการวิจัยประเภทงบประมาณเงินรายได้ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา&#13;
ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567
</summary>
<dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>ประสิทธิผลของโปรแกรมการให้ความรู้ของการประเมินความเสี่ยงการรั่วไหลของแอมโมเนีย ต่อการรับรู้ความเสี่ยงและพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของพนักงานโรงงานผลิตน้ำแข็ง จังหวัดชลบุรี</title>
<link href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17715" rel="alternate"/>
<author>
<name>นันทพร ภัทรพุทธ</name>
</author>
<author>
<name>ธีรานันท์ นาคใหญ่</name>
</author>
<id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17715</id>
<updated>2026-03-16T08:12:43Z</updated>
<published>2566-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">ประสิทธิผลของโปรแกรมการให้ความรู้ของการประเมินความเสี่ยงการรั่วไหลของแอมโมเนีย ต่อการรับรู้ความเสี่ยงและพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของพนักงานโรงงานผลิตน้ำแข็ง จังหวัดชลบุรี
นันทพร ภัทรพุทธ; ธีรานันท์ นาคใหญ่
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาเปรียบเทียบระดับการรับรู้ความเสี่ยงและพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ก่อนและหลังการให้โปรแกรมการให้ความรู้ด้านการประเมินความเสี่ยงการรั่วไหลของแอมโมเนีย ของพนักงานโรงงานผลิตน้ำแข็ง จังหวัดชลบุรี เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) สองกลุ่มวัดผลก่อน-หลัง (Two group pretest-posttest design) การเข้าร่วมโปรแกรมการให้ความรู้ด้านการประเมินความเสี่ยงการรั่วไหลของแอมโมเนีย โดยกลุ่มประชากรศึกษา คือ พนักงานฝ่ายผลิต โรงงานผลิตน้ำแข็ง จ. ชลบุรี จำนวน 6 โรง แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทดลอง 3 โรง จำนวน 152 คน และกลุ่มควบคุม 3 โรง จำนวน 60 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ผลการวิจัย พบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนการรับรู้ความเสี่ยงโดยรวมก่อนการใช้โปรแกรมการให้ความรู้ฯ ของกลุ่มควบคุมมีระดับสูงกว่ากลุ่มทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Mean diff. = -0.881, 95% CI = -4.84-2.38, P-value &lt; 0.001) และพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานกับสารเคมีของกลุ่มควบคุมสูงกว่ากลุ่มทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) คะแนนหลังการใช้โปรแกรมการให้ความรู้ฯ พบว่า ค่าเฉลี่ยการรับรู้ความเสี่ยงโดยรวมของกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองไม่แตกต่างกัน (Mean diff. = -3.608, 95% CI = -1.78-0.02, P-value = 0.055) ส่วนค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานกับสารเคมีของกลุ่มควบคุมสูงกว่ากลุ่มทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) ระดับการรับรู้ความเสี่ยงทั้งในภาพรวมและรายด้านทั้ง 4 ด้านทั้งของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมภายหลังการใช้โปรแกรมการให้ความรู้ฯ อยู่ในระดับที่สูงกว่าก่อนการใช้โปรแกรมการให้ความรู้ฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p &lt; 0.001 ส่วนระดับพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานกับสารเคมีของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ก่อนและหลังการใช้โปรแกรมให้ความรู้ฯ ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้น สถานประกอบกิจการควรจัดให้มีการฝึกอบรมทบทวนความรู้ด้านความปลอดภัย จัดให้มีการฝึกซ้อมการตอบโต้เหตุฉุกเฉินกรณีแอมโมเนียรั่วไหล พร้อมทั้งอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลที่จำเป็น (ได้แก่ หน้ากากป้องกันสารเคมี แว่นตาป้องกันสารเคมี ชุดป้องกันสารเคมี) รวมถึง ภาครัฐควรมีมาตรการตรวจกำกับด้านความปลอดภัยสำหรับท่อและถังที่จัดเก็บแอมโมเนีย และการตรวจสอบการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับบริหารและหัวหน้างาน และคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานแรงงานและลดความเสี่ยงต่อการรั่วไหลของสารเคมี
</summary>
<dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>การศึกษาเพื่อประเมินความเหมาะสมและดำเนินการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อการออกแบบและการใช้งานอุโมงค์ข้ามทางแยกบริเวณถนนลงหาดบางแสนและถนนข้าวหลาม เทศบาลเมืองแสนสุข จ.ชลบุรี</title>
<link href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17714" rel="alternate"/>
<author>
<name>ดนัย บวรเกียรติกุล</name>
</author>
<author>
<name>พูลพงศ์ สุขสว่าง</name>
</author>
<author>
<name>รจฤดี โชติกาวินทร์</name>
</author>
<id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17714</id>
<updated>2026-03-16T07:58:31Z</updated>
<published>2568-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">การศึกษาเพื่อประเมินความเหมาะสมและดำเนินการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อการออกแบบและการใช้งานอุโมงค์ข้ามทางแยกบริเวณถนนลงหาดบางแสนและถนนข้าวหลาม เทศบาลเมืองแสนสุข จ.ชลบุรี
ดนัย บวรเกียรติกุล; พูลพงศ์ สุขสว่าง; รจฤดี โชติกาวินทร์
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความเหมาะสมและดำเนินการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการออกแบบและใช้งานอุโมงค์ข้ามถนนในเขตเทศบาลเมืองแสนสุข จังหวัดชลบุรี โดยใช้แนวคิดระดับความพร้อมของสังคม (Societal Readiness Level: SRL) ระดับ 4 การดำเนินการวิจัย ประกอบด้วย 3 ระยะ คือ (1) การคัดเลือกตำแหน่งและการออกแบบแนวคิดอุโมงค์ข้ามถนน (Concept Design) (2) การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์ตามลำดับชั้น (Analytic Hierarchy Process: AHP) และ (3) การประเมินความเหมาะสมของอุโมงค์ข้ามถนนต่อระดับความพร้อมทางสังคมโดยใช้รูปแบบสมการโครงสร้าง (Structural Equation Model: SEM) ผลการวิจัย พบว่า พื้นที่ที่เหมาะสมต่อการก่อสร้างอุโมงค์ข้ามถนนที่สุด คือ บริเวณแยกวงเวียนบางแสนโดยมีค่าน้ำหนักความสำคัญสูงสุดจากวิธีการ AHP เท่ากับ 0.288 การออกแบบอุโมงค์ข้ามถนนยึดหลักการออกแบบอย่างเท่าเทียม Universal Design โดยมีองค์ประกอบสำคัญ คือ รูปแบบทางกายภาพ การอำนวยความสะดวกในการใช้งานอุโมงค์ข้ามถนน การรักษาความปลอดภัยในการใช้งาน มาตรการในการใช้งาน ผลการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง (SEM) ของความสัมพันธ์ขององค์ประกอบของอุโมงค์ข้ามถนนทุกตัวต่อระดับความพร้อมทางด้านสังคมในการใช้งานอุโมงค์ข้ามถนน พบว่า ค่าความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Fit Indices) ซึ่งประกอบด้วย ?2 2 - test /df, P Value, CFI, TLI, RNI, SRMR และ RMSEA อยู่ในเกณฑ์สำหรับความสอดคล้องทุกตัว และพบว่า องค์ประกอบทุกด้านของอุโมงค์มีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อระดับความพร้อมทางสังคม (Societal Readiness) ในการใช้งานอุโมงค์ข้ามถนนในระดับสูง โดยมาตรการในการใช้งานอุโมงค์ข้ามถนนมีค่าสูงสุด เท่ากับ 0.891 การอำนวยความสะดวกในอุโมงค์ข้ามถนน เท่ากับ 0.888 การรักษาความปลอดภัยในอุโมงค์ข้ามถนน 0.887 และสุดท้าย คือ รูปแบบทางกายภาพของอุโมงค์ข้ามถนน เท่ากับ 0.841 ข้อเสนอแนะจากการวิจัย คือ การพัฒนาอุโมงค์ข้ามถนนในเขตเทศบาลเมืองแสนสุขควรเน้นการออกแบบที่ตอบสนองต่อความปลอดภัย ความสะดวก และการมีส่วนร่วมของชุมชน พร้อมประยุกต์แนวคิดการออกแบบเพื่อทุกคนและเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนของเมืองและคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว
</summary>
<dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้สุขภาพเพื่อป้องกันภาวะซึมเศร้าของแรงงานในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก</title>
<link href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17545" rel="alternate"/>
<author>
<name>เสาวนีย์ ทองนพคุณ</name>
</author>
<id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17545</id>
<updated>2025-12-24T03:44:23Z</updated>
<published>2562-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้สุขภาพเพื่อป้องกันภาวะซึมเศร้าของแรงงานในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก
เสาวนีย์ ทองนพคุณ
วัตถุประสงค์: การศึกษาวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าของแรงงานในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกเพื่อพัฒนาและเผยแพร่รูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้สุขภาพเพื่อป้องกันภาวะซึมเศร้าของแรงงานในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก&#13;
วัสดุและวิธีการ: การศึกษาวิจัยครั้งนี้ เป็นการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เริ่มเก็บข้อมูลตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ ถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ การสุ่มตัวอย่างแบบ ๒ ขั้นตอน ได้จำนวนกลุ่มตัวอย่างจำนวน ๔๑๖ คน และการสนทนากลุ่มจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับแรงงานจำนวน ๒๐ คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามออนไลน์ ได้แก่ ข้อมูลด้านประชากรของแรงงาน ความรอบรู้สุขภาพเพื่อป้องกันภาวะซึมเศร้า และแบบวัดภาวะซึมเศร้า และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา โดยนำเสนอในรูปของวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนา การทดสอบไคสแคว์ การวิเคราะห์แบบ Multivariable logistic regression และการการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ซึ่งผลจากการศึกษาในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพได้นำไปพัฒนารูปแบบและคู่มือ “รอบรู้ สู้ ซึม (เศร้า)” และนำกลับไปให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียประเมิน&#13;
ผลการศึกษา: แรงงานมีภาวะซึมเศร้าร้อยละ ๑๗.๑ ความสัมพันธ์ของปัจจัยกับภาวะซึมเศร้า พบว่า ตำแหน่งงานในปัจจุบัน (Adjusted odds ratio [ORadj] = ๗.๑๔) ระยะเวลาการใช้สื่อสังคมออนไลน์ต่อวัน (ORadj = ๑.๘๗), ปัญหาหงุดหงิดว้าวุ่นใจหรือกระวนกระวาย (ORadj = ๕.๓๕) ไม่อยากพบปะผู้คน (ORadj = ๙.๑๒) และความรอบรู้ด้านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (ORadj = ๒.๔๑) มีความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้า อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;๐.๐๕) จากการสนทนากลุ่มพบว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียยังคงสับสนระหว่างความเครียดกับภาวะซึมเศร้า สื่อสังคมออนไลน์ถูกนำมาใช้เพื่อการทำงานเท่านั้น คู่มือ รอบรู้ สู้ “ซึม (เศร้า)” และรูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้สุขภาพเพื่อป้องกันภาวะซึมเศร้าของแรงงานถูกพัฒนาขึ้นจากการสนทนากลุ่ม ซึ่งผลการประเมินโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียพบว่ามีความน่าสนใจและนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง&#13;
ข้อเสนอแนะ: สื่อสังคมออนไลน์และความรอบรู้สุขภาพเป็นปัจจัยที่สำคัญในป้องกันภาวะซึมเศร้าในแรงงาน อย่างไรก็ตามจึงมีความตำเป็นที่จะพัฒนารูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้สุขภาพเพื่อป้องกันภาวะซึมเศร้าของแรงงานในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกจาก ๒ ปัจจัยดังกล่าวข้างต้น
โครงการวิจัยประเภทงบประมาณจากกองทุนวิจัยและพัฒนา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 มหาวิทยาลัยบูรพา
</summary>
<dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
</feed>
