<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<title>รายงานการวิจัย (Research Reports)</title>
<link href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4730" rel="alternate"/>
<subtitle/>
<id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4730</id>
<updated>2026-05-28T01:43:30Z</updated>
<dc:date>2026-05-28T01:43:30Z</dc:date>
<entry>
<title>การวัดและการระบุลักษณะแหล่งกำเนิดของสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่ายในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดของประเทศไทย โดยการใช้เทคนิคการวิเคราะห์หลายตัวแปร</title>
<link href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17784" rel="alternate"/>
<author>
<name>จตุภัทร เมฆพายัพ</name>
</author>
<author>
<name>กิดาการ สายธนู</name>
</author>
<id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17784</id>
<updated>2026-05-28T00:49:10Z</updated>
<published>2560-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">การวัดและการระบุลักษณะแหล่งกำเนิดของสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่ายในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดของประเทศไทย โดยการใช้เทคนิคการวิเคราะห์หลายตัวแปร
จตุภัทร เมฆพายัพ; กิดาการ สายธนู
ปริมาณความเข้มข้นเฉลี่ยรายปีของสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) จะถูกวัดจากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 ถึงปี พ.ศ. 2558 โดยมีการประยุกต์เทคนิคการวิเคราะห์หลายตัวแปรเพื่อระบุปริมาณลักษณะแหล่งกำเนิดหรือสาเหตุของการเกิด VOCs พร้อมกันกับตรวจสอบการจัดกลุ่มสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศเพื่อกำหนดรูปแบบทางกายภาพของสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศโดยพิจารณาจากการปลดปล่อย VOCs ส่วนประกอบหลักของการวิเคราะห์ปัจจัยแสดงให้เห็นว่ามีแหล่งกำเนิดหรือสาเหตุสำคัญของการเกิด VOCs ที่มีผลต่อคุณภาพอากาศในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด 3 แหล่ง คือ กิจกรรมในครัวเรือน ได้แก่ เต-ตระคลอโรเอทธิลีนและคลอโรฟอร์ม การปล่อยของเสียจากยานพาหนะ ได้แก่ เบนซีน และกระบวนการทางอุตสาหกรรม ได้แก่ ไวนิลคลอไรด์ 1,3-บิวทาไดอีน ไดคลอโรมีเทน และไตรคลอโรเอทธิลีน นอกจากนี้การวิเคราะห์แบ่งกลุ่มยังแสดงให้เห็นอีกว่ามีการแบ่งกลุ่มสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มที่มีปริมาณความเข้มข้นเฉลี่ยของ VOCs ในบรรยากาศโดยรวมค่อนข้างต่ามีจำนวน 5 สถานี ได้แก่ สถานีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลมาบตาพุด (S1) สถานีวัดมาบชลูด (S2) สถานีโรงเรียนวัดหนองแฟบ (S3) สถานีเมืองใหม่มาบตาพุด (S4) และสถานีศูนย์บริการสาธารณสุขบ้านตากวน (S6) กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่มีปริมาณความเข้มข้นเฉลี่ยของ VOCs ในบรรยากาศโดยรวมปานกลางคือ สถานีหมู่บ้านนพเกตุ (S7) และกลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มที่มีปริมาณความเข้มข้นเฉลี่ยของ VOCs ในบรรยากาศโดยรวมค่อนข้างสูง คือ สถานีชุมชนบ้านพลง (S5)
</summary>
<dc:date>2560-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>ปัจจัยทางนิเวศวิทยาที่มีผลต่อการเจริญเติบโต ของกุ้งกุลาดำ, Penaeus monodon fabricius (ปัจจัยทางกายภาพ)</title>
<link href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17767" rel="alternate"/>
<author>
<name>วิภูษิต มัณฑะจิตร</name>
</author>
<author>
<name>วรวิทย์ ชีวาพร</name>
</author>
<author>
<name>สมถวิล จริตควร</name>
</author>
<id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17767</id>
<updated>2026-05-13T11:10:57Z</updated>
<published>2534-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">ปัจจัยทางนิเวศวิทยาที่มีผลต่อการเจริญเติบโต ของกุ้งกุลาดำ, Penaeus monodon fabricius (ปัจจัยทางกายภาพ)
วิภูษิต มัณฑะจิตร; วรวิทย์ ชีวาพร; สมถวิล จริตควร
ได้ทำการศึกษาคุณสมบัติของน้ำ และผลการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ จากบ่อดินขนาด 3.8 ไร่ ระยะเวลาระหว่างวันที่ 4 มกราคม 2534 ถึง 12 พฤษภาคม 2534 ปรากฎว่า ความเค็มมีค่าระหว่าง 29.75+-0.43 ถึง 39.01+-1.00 ส่วนในพัน, อุณหภูมิ 26.25+- 0.25 ถึง 32.00+-0.00 ซ, ความเป็นกรด-ด่าง 7.10+-0.00 ถึง 8.58+-0.21,ปริมาณออกซิเจนที่ละลายอยู่ในน้ำ 2.94+-0.43 ถึง 6.35+-0.18 มก./มล. , ความโปร่งใสของน้ำ 25+-0 ถึง 80+-7 เซนติเมตร , ปริมาณไนเตรท 1.88+-0.41 ถึง 14.78+-0.75 ppm., ไนไตรท์ 0.36+-0.02 ถึง 0.75+-0.05 ppb., แอมโมเนียน 0.23+-0.40 ถึง 0.45+-0.00 ppb. และฟอสเฟต 0.18+-0.00 ถึง 0.89+-0.04 ppb. การเลี้ยงกุ้ง ปล่อยหนาแน่น 50 ตัว/ตารางเมตร เมื่อสิ้นสุดการเลี้ยงกุ้งได้กุ้งขนาด 25 กรัม ปริมาณ 1, 368 กิโลกรัม/ไร่ กุ้งมีอัตราการรอดตาย 62.4% และมีอัตราการแลกเนื้อ 1.474 ผลการเลี้ยงอยู่ในระดับที่ดี การวิเคราะห์ผลทางสถิติ ชี้ให้เห็นว่า คุณสมบัติของน้ำหลายประการมีความสัมพันธ์ ทั้งในทิศทางเดียวกัน และตรงข้ามกัน กับอัตราการเจริญเติบโตของกุ้งกุลาดำ ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการเลี้ยงควรจะให้ความสนใจเรื่องอัตราการปล่อยกุ้งเป็นสำคัญ
</summary>
<dc:date>2534-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>การเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางชีวเคมีของน้ำเชื้อปลากะพงขาวที่เก็บแช่เย็นและเก็บแช่แข็ง</title>
<link href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17757" rel="alternate"/>
<author>
<name>กล่าวขวัญ ศรีสุข</name>
</author>
<author>
<name>เอกรัฐ ศรีสุข</name>
</author>
<author>
<name>วีรพงษ์ วุฒิพันธ์ุชัย</name>
</author>
<id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17757</id>
<updated>2026-05-07T02:13:41Z</updated>
<published>2552-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">การเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางชีวเคมีของน้ำเชื้อปลากะพงขาวที่เก็บแช่เย็นและเก็บแช่แข็ง
กล่าวขวัญ ศรีสุข; เอกรัฐ ศรีสุข; วีรพงษ์ วุฒิพันธ์ุชัย
ปลากะพงขาว (Lates calcarifer) เป็นปลาที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศไทย การแช่แข็งเป็นเทคนิคที่มีประโยชน์ต่อการเพาะเลี้ยงปลากะพงขาว การแช่แข็งทำให้เกิดความเสียหายต่อเซลล์สเปิร์ม เป็นผลให้การเคลื่อนที่ และการปฏิสนธิของสเปิร์มลดลง รวมทั้งเกิดความเสียหายกับเยื่อเซลล์ ความเสียหายต่อเยื่อเซลล์นี้อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของกรดไขมัน สเปิร์มที่ถูกแช่แข็งจะมีความไวต่อ reactive species (RS) และการเกิดลิพิดเปอร์อออกซิเดชันที่เยื่อเซลล์ ซึ่งจะทำให้หน้าที่ของสเปิร์มเสียไปในที่สุด ระบบเอนไซม์ต้านออกซิเดชันในน้ำหล่อเลี้ยงสเปิร์ม และสเปิร์ม ได้แก่ เอนไซม์ superoxide dismutase (SOD) catalase (CAT), และ glutathione peroxidase (GPx) ซึ่งทำให้เกิดการต้านการเกิดลิพิดเปอร์ออกซิเดชัน และช่วยรักษาการมีชีวิตรอดและการเคลื่อนที่ของสเปิร์ม หลังจากน้ำเชื้อปลากะพงขาวถูกเก็บแช่แข็ง เป็นเวลา 24 ชั่วโมง พบว่ามีการเคลื่อนที่ลดลง ทำการศึกษาเปรียบเทียบองค์ประกอบของกรดไขมันจากสเปิร์มของน้ำเชื้อสด และน้ำเชื้อที่ผ่านการแช่แข็ง โดยการแยกชนิดของลิพิดในลิพิดรวมด้วยเทคนิค 1silica gel column chromatography และวิเคราะห์องค์ประกอบของกรดไขมันในส่วนฟอสโฟลิพิดโดยเทคนิค Gas Chromatography พบว่ากรดไขมันอิ่มตัวหลักในสเปิร์มปลากะพง คือ palmitic acid (C16:0) ส่วนกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่พบมากคือ docosahexaenoic acid (DHA: C22:6m3) องค์ประกอบและปริมาณของกรดไขมันจากสเปิร์มของน้ำเชื้อสด และน้ำเชื้อที่ผ่านการแช่แข็งมี palmitic acid เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) แต่มี tricosanoic acid (C23:0), DHA (C22:6n3), docosapentacnoic acid (DHA; C22:5n6) และ elaidic acid (C18:1n9t) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P&lt;0.05) ส่งผลให้อัตราส่วนของกรดไขมันไม่อิ่มตัวต่อกรดไขมันอิ่มตัวหลังการแช่แข็งมีค่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้กิจกรรมของเอนไซม์ SOD ในสเปิร์มของน้ำเชื้อที่ผ่านการแช่แข็งมีค่าสูงขึ้นกว่าสเปร์มของน้ำเชื้อสดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่กิจกรรมของเอนไซม์ CAT และ GPx ของสเปิร์มจากน้ำเชื้อสด และน้ำเชื้อที่ผ่านการแช่แข็งไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าการเพิ่มขึ้นของเอนไซม์ต้านออกซิเดชัน SOD อาจเกิดขึ้นเพื่อป้องกันความเสียหายจากการแช่เย็น
</summary>
<dc:date>2552-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>การเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นของแร่ธาตุบางชนิดในพลาสมาของกุ้งขาววัยรุ่น (Litopenaeus vannamei) ในสภาวะช็อก</title>
<link href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17755" rel="alternate"/>
<author>
<name>บุญรัตน์ ประทุมชาติ</name>
</author>
<id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17755</id>
<updated>2026-05-06T04:32:15Z</updated>
<published>2561-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">การเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นของแร่ธาตุบางชนิดในพลาสมาของกุ้งขาววัยรุ่น (Litopenaeus vannamei) ในสภาวะช็อก
บุญรัตน์ ประทุมชาติ
การวิจัยการเปลี่ยนแปลงทางสรีระเคมีในเลือดของกุ้งขาววัยรุ่น (Litopenaeus vannamei) ใน สภาวะช็อก ใช้กุ้งขาวจากบ่อเลี้ยงความยาวเฉลี่ย 11.3 + 1.2 เซนติเมตร น้ำหนักเฉลี่ย 10.8 + 1.5 กรัมเลี้ยงในน้้าความเค็ม 25 ppt ท้าการวางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (Completely Randomized Design :CRD) แบ่งออกเป็น 2 ชุดการทดลอง กุ้งที่ปกติและกุ้งสภาพช็อค (อาการตัวเกร็งงอ ล้าตัวมีสีขุ่นขาวบางส่วน) ท้าการทดลอง 5 ซ้ำ ศ้ำละ 30 ตัว แล้วจึงทำการสุ่มเก็บตัวอย่างเลือดกุ้งระยะลอกคราบ D0 เพื่อตรวจสอบความเข้มข้นโซเดียม โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม แมงกานีส ทองแดง คลอรีน ซัลเฟอร์ฟอสฟอรัส โปรตีน และออกซีฮีโมไซยานิน จากการทดลองพบว่าความเข้มข้นโซเดียม แคลเซียม แมงกานีส ทองแดง คลอรีน ซัลเฟอร์ ฟอสฟอรัส และโปรตีนในพลาสมาของกุ้งขาวสภาพก่อนช็อคและที่อยู่ในสภาพช็อคมีค่าไม่แตกต่างกัน (p&gt;0.05) ความเข้มข้นของแมกนีเซียม และออกซีฮีโมไซยานินมีค่าลดลง (p&lt;0.05) ขณะที่ความเข้มข้นโพแทสเซียมสูงขึ้น (p&lt;0.05) ในพลาสมาของกุ้งขาวสภาพช็อค
</summary>
<dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
</feed>
