<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<title>Faculty of Allied Health Science</title>
<link href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4723" rel="alternate"/>
<subtitle>คณะสหเวชศาสตร์</subtitle>
<id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4723</id>
<updated>2026-04-13T22:34:37Z</updated>
<dc:date>2026-04-13T22:34:37Z</dc:date>
<entry>
<title>ผลการรักษาด้วยคลื่นกระแทกต่อการเปลี่ยนแปลงของกล้ามเนื้อในกลุ่มผู้ที่มีกล้ามเนื้ออักเสบ</title>
<link href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17624" rel="alternate"/>
<author>
<name>พิจักขณา วาศวิท</name>
</author>
<author>
<name>นงนุช ล่วงพ้น</name>
</author>
<author>
<name>พรพิมล เหมือนใจ</name>
</author>
<author>
<name>กุลธิดา กล้ารอด</name>
</author>
<author>
<name>อรณัฐ สุขโข</name>
</author>
<author>
<name>ศิริรัตน์ เกียรติกูลานุสรณ์</name>
</author>
<author>
<name>ภูริชญา วีระศิริรัตน์</name>
</author>
<author>
<name>ณัฐศุภา สิงหสุต</name>
</author>
<author>
<name>พรลักษณ์ แพเพชร์ เสือโต</name>
</author>
<author>
<name>จันทร์ทิพย์ นามสว่าง</name>
</author>
<author>
<name>อรชร บุญลา</name>
</author>
<id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17624</id>
<updated>2026-02-05T13:14:41Z</updated>
<published>2568-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">ผลการรักษาด้วยคลื่นกระแทกต่อการเปลี่ยนแปลงของกล้ามเนื้อในกลุ่มผู้ที่มีกล้ามเนื้ออักเสบ
พิจักขณา วาศวิท; นงนุช ล่วงพ้น; พรพิมล เหมือนใจ; กุลธิดา กล้ารอด; อรณัฐ สุขโข; ศิริรัตน์ เกียรติกูลานุสรณ์; ภูริชญา วีระศิริรัตน์; ณัฐศุภา สิงหสุต; พรลักษณ์ แพเพชร์ เสือโต; จันทร์ทิพย์ นามสว่าง; อรชร บุญลา
การบำบัดด้วยคลื่นกระแทกจากภายนอกชนิดโฟกัส (focused-extracorporeal shockwave therapy: fESWT) ได้รับการนำมาใช้ในการจัดการอาการปวดเรื้อรังเมื่อไม่นานมานี้ อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพในการลดความแข็งของกล้ามเนื้อและอาการปวดในกลุ่มพนักงานออฟฟิศยังไม่ได้รับการศึกษามากนัก งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของ fESWT และกลุ่มควบคุม (sham-fESWT) ในการบรรเทาความแข็งของกล้ามเนื้อ อาการปวด และความบกพร่องด้านการทำหน้าที่ วิธีการ: พนักงานออฟฟิศ 64 คน (อายุเฉลี่ย 31.4±9.5 ปี) ที่มีภาวะ&#13;
myofascial pain syndrome (MPS) บริเวณกล้ามเนื้อ trapezius ส่วนบน ถูกสุ่มเข้ากลุ่ม fESWT หรือ shamfESWT อย่างละเท่า ๆ กัน โดยได้รับการบำบัดสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ที่ความถี่ 4 Hz และพลังงานรวม 0.1–0.232 mJ/mm² มีการวัดผลก่อนการรักษา ทันทีหลังการรักษา สัปดาห์ที่ 2 และสัปดาห์ที่ 4 โดยใช้shear modulus (ความแข็งของเนื้อเยื่อ), Visual Analog Scale (VAS) และ Neck Disability Index (NDI) ผลการศึกษา: พบว่า shear modulus ที่จุด trigger point ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทันทีหลังการรักษา (‒6.1 kPa, p=0.009) และที่ aponeurosis ส่วนล่างลดลงหลัง 4 สัปดาห์ (‒5.3 kPa, p=0.004) นอกจากนี้ คะแนน VAS ลดลงในทุกช่วงเวลาหลัง fESWT (p&lt;0.05) ขณะที่กลุ่ม sham-fESWT ก็มีคะแนนลดลงในช่วงสองสัปดาห์สุดท้ายคะแนน NDI ลดลงในทั้งสองกลุ่มหลังการรักษา 4 ครั้ง (p&lt;0.05) โดยไม่พบความแตกต่างระหว่างกลุ่ม สรุป:การบำบัดด้วย fESWT มีประสิทธิภาพในการลดอาการปวดกล้ามเนื้อ ความแข็ง และความบกพร่องในการทำหน้าที่อย่างไรก็ตาม ควรพิจารณาผลทางจิตวิทยาที่อาจเกิดจากการบำบัดแบบหลอก (sham-fESWT) ที่ส่งผลต่อการรับรู้ความเจ็บปวดและการทำหน้าที่ การศึกษาต่อไปควรมุ่งเน้นเพื่อหาจำนวนครั้งและความเข้มของการรักษาที่เหมาะสมที่สุด
ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัย ประเภทเงินรายได้ ประจำปีงบประมาณ 2567 คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
</summary>
<dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>ผลของสาหร่ายหนาม Acanthophora spicifera และสาหร่ายผักกาดทะเล Ulva rigida ต่อการพัฒนาระบบสืบพันธุ์ในพ่อแม่พันธุ์กุ้งขาว</title>
<link href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17612" rel="alternate"/>
<author>
<name>ธนพรรณ เสียงแจ่ม</name>
</author>
<id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17612</id>
<updated>2026-02-02T02:09:35Z</updated>
<published>2562-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">ผลของสาหร่ายหนาม Acanthophora spicifera และสาหร่ายผักกาดทะเล Ulva rigida ต่อการพัฒนาระบบสืบพันธุ์ในพ่อแม่พันธุ์กุ้งขาว
ธนพรรณ เสียงแจ่ม
</summary>
<dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>ผลของการจำกัดการไหลเวียนโลหิตร่วมกับการออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวต่อความหนาตัว การทำงานของกล้ามเนื้อหลังและการทรงตัวในผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างเรื้อรังแบบไม่จำเพาะเจาะจง</title>
<link href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17510" rel="alternate"/>
<author>
<name>ภูริชญา วีระศิริรัตน์</name>
</author>
<author>
<name>พรพิมล เหมือนใจ</name>
</author>
<author>
<name>จันทร์ทิพย์ นามสว่าง</name>
</author>
<author>
<name>ณัฐศุภา สิงหสุต</name>
</author>
<author>
<name>ศิริรัตน์ เกียรติกูลานุสรณ์</name>
</author>
<author>
<name>อรชร บุญลา</name>
</author>
<author>
<name>นงนุช ล่วงพ้น</name>
</author>
<author>
<name>กุลธิดา กล้ารอด</name>
</author>
<author>
<name>คุณาวุฒิ วรรณจักร</name>
</author>
<author>
<name>พิมลพรรณ ทวีการ</name>
</author>
<id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17510</id>
<updated>2025-10-26T11:39:48Z</updated>
<published>2567-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">ผลของการจำกัดการไหลเวียนโลหิตร่วมกับการออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวต่อความหนาตัว การทำงานของกล้ามเนื้อหลังและการทรงตัวในผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างเรื้อรังแบบไม่จำเพาะเจาะจง
ภูริชญา วีระศิริรัตน์; พรพิมล เหมือนใจ; จันทร์ทิพย์ นามสว่าง; ณัฐศุภา สิงหสุต; ศิริรัตน์ เกียรติกูลานุสรณ์; อรชร บุญลา; นงนุช ล่วงพ้น; กุลธิดา กล้ารอด; คุณาวุฒิ วรรณจักร; พิมลพรรณ ทวีการ
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของการฝึกการจำกัดการไหลเวียนโลหิตร่วมกับการออกกำลังกายแกนกลางลำตัวกับการออกกำลังกายแกนกลางลำตัวปกติต่อความหนาตัวของกล้ามเนื้อ การทำงานของกล้ามเนื้อและการทรงตัวในผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างเรื้อรังแบบไม่จำเพาะเจาะจง โดยอาสาสมัครที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง เรื้อรังแบบไม่จำเพาะเจาะจง จำนวน 38 คน ถูกลุ่มแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 19 คน ได้แก่ กลุ่มที่ฝึกด้วยการจำกัดการไหลเวียนโลหิตร่วมกับการการออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว และกลุ่มที่ฝึกการออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว ทำการฝึก 3 ครั้ง/สัปดาห์ เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ ประเมินผลด้วยการวัดการทำงานของกล้ามเนื้อ ความหนาตัวของ กล้ามเนื้อ การทรงตัว และภาวะทุพพลภาพ ก่อนการรักษาและหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และ 6 ผลการศึกษาพบว่า เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างภายในกลุ่ม กลุ่มที่ได้รับการจำกัดการไหลเวียนโลหิตร่วมกับการออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวหลังการติดตามผลที่ 4 สัปดาห์ และ 6 สัปดาห์ มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของการทำงานกล้ามเนื้อ และ ความหนาตัวของกล้ามเนื้อขณะพัก และหดตัวของกล้ามเนื้อ Transversus abdominis, Multifidus และ Gluteus maximus การทรงตัวขณะยืนแบบ weight bearing และภาวะทุพพลภาพที่ลดลง (P-0.05) อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มที่ได้รับการออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวพบวความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของการทำงานกล้ามเนื้อ multifidus ที่การติดตามผลที่ 4 และ 6 สัปดาห์ และพบความหนาตัวของกล้ามเนื้อขณะพักของ Transversus abdominis, Multifidus และ Gluteus maximus และพบขณะหดตัวของกล้ามเนื้อ Transversus abdominis ที่การติดตามผล 4 สัปดาห์ นอกจากนี้เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่ม พบว่ากลุ่มที่ฝึกด้วยการจำกัดการไหลเวียนโลหิตร่วมกับการออกกำลังกาย กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวมีค่าตัวแปรทุกตัวดีขึ้นแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติมากกว่ากลุ่มที่ได้รับการออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวเพียงอย่างเดียว การศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการฝึกด้วยการจำกัดการไหลเวียนโลหิตร่วมกับการออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวมีประสิทธิภาพในการเพิ่มการทำงานของกล้ามเนื้อ ความหนาตัวของกล้ามเนื้อ การ ทรงตัว และภาวะทุพพลภาพ หลังการออกกำลังกายเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ ดังนั้นการจำกัดการไหลเวียนโลหิตร่วมกับการออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยนักกายภาพบำบัดในการออกแบบโปรแกรมการออกกำลังกายในผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างเรื้อรังแบบไม่จำเพาะเจาะจงในอนาคตต่อไปได้
ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัย ประเภทเงินรายได้ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
</summary>
<dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>ความสัมพันธ์ระหว่างซิงเกิลนิวคลีโอไทด์โพลีมอร์ฟิซึม rs1333049,rs10757278 กับปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ และหลอดเลือด และสมรรถภาพทางกายในผู้สูงอายุ</title>
<link href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17507" rel="alternate"/>
<author>
<name>อรชร บุญลา</name>
</author>
<author>
<name>ปิยะพงษ์ ประเสริฐศรี</name>
</author>
<author>
<name>สุรชาติ พุทธิษา</name>
</author>
<author>
<name>นัฐพล ประกอบแก้ว</name>
</author>
<author>
<name>สุรีรัตน์ ปัดไธสง</name>
</author>
<author>
<name>สุรดา เศรษฐการ</name>
</author>
<author>
<name>พรพิมล เหมือนใจ</name>
</author>
<author>
<name>จันทร์ทิพย์ นามสว่าง</name>
</author>
<author>
<name>ณัฐศุภา สิงหสุต</name>
</author>
<author>
<name>พิมลพรรณ ทวีการ วรรณจักร</name>
</author>
<author>
<name>คุณาวุฒิ วรรณจักร</name>
</author>
<id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17507</id>
<updated>2025-10-26T04:15:26Z</updated>
<published>2567-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">ความสัมพันธ์ระหว่างซิงเกิลนิวคลีโอไทด์โพลีมอร์ฟิซึม rs1333049,rs10757278 กับปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ และหลอดเลือด และสมรรถภาพทางกายในผู้สูงอายุ
อรชร บุญลา; ปิยะพงษ์ ประเสริฐศรี; สุรชาติ พุทธิษา; นัฐพล ประกอบแก้ว; สุรีรัตน์ ปัดไธสง; สุรดา เศรษฐการ; พรพิมล เหมือนใจ; จันทร์ทิพย์ นามสว่าง; ณัฐศุภา สิงหสุต; พิมลพรรณ ทวีการ วรรณจักร; คุณาวุฒิ วรรณจักร
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างซิงเกิลนิวคลีโอไทด์โพลีมอร์ฟิซึม&#13;
(SNP) rs1333049, rs10757278 กับปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด ได้แก่ ระดับไขมัน ระดับน้ำตาล ระดับฮอร์โมนอินซูลิน ดัชนีมวลกาย ความดันโลหิต รอบเอวต่อรอบสะโพก รวมทั้งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดกับสมรรถภาพทางกายด้านความแข็งแรงและความทนทานของระบบหายใจและหัวใจ ในผู้สูงอายุการศึกษาครั้งนี้ทำในอาสาสมัครผู้สูงอายุจำนวน 203 ราย อายุเฉลี่ย 67.09 ± 5.67 ปี ทำการศึกษา SNP rs1333049, rs10757278, ปัจจัยเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ได้แก่ ไขมันในเลือด ระดับน้ำตาล ฮอร์โมนอินซูลิน ดัชนีมวลกาย รอบสะโพก นอกจากนี้ยังทำการทดสอบสมรรถภาพระบบหายใจและหัวใจ ได้แก่ การลุกนั่ง 5 ครั้ง (5TSTS) ระยะทางการเดินจากการทดสอบเดินเร็ว 12 นาที (ISWT) การยกขาสูงสลับกัน 2 นาที (2-MST) และนับก้าวจากการทดสอบเดินเร็ว 1 นาที ผลการศึกษาครั้งยังไม่พบความสัมพันธ์ของ rs1333049 (G&gt;C) กับค่ารอบเอว BMI ภาวะความดันโลหิตสูง ระดับน้ำตาลในกระแสเลือด ระดับคอเลสเตอรอล ระดับไขมัน LDL ระดับไตรกลีเซอไรด์ โรคเมตาบิลิก และปัจจัยเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจทั้ง 3 ระดับ ซึ่งจำแนกโรคเมตาบอลิกตามเกณฑ์ the Third Report of the National Cholesterol Education Program (NCEP ATP3) และ Cardiovascular risk ตามเกณฑ์ the Atherosclerotic Cardiovascular Disease (ASCVD) ผลการศึกษาความสัมพันธ์ของ rs10757278 พบว่า genotype แบบ AA มีความสัมพันธ์กับระดับคอเลสเตอรอลและระดับไขมัน LDL ที่สูงกว่าปกติ ให้ค่า Odd ratio ที่สูงถึง 3.223 และ 3.566 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ที่มี genotype แบบ AA มีความเสี่ยงที่จะมีระดับคอเลสเตอรอลและระดับไขมัน LDL ที่สูง แต่อย่างไรก็ตาม ไม่พบความสัมพันธ์ของ rs10757278 (A&gt;G) กับค่ารอบเอว BMI ภาวะความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ระดับน้ำตาลในกระแสเลือด ระดับไตรกลีเซอไรด์ โรคเมตาบิลิก และปัจจัยเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจทั้ง 3 ระดับ ซึ่งจำแนกโรคเมตาบอลิกตามเกณฑ์ NCEP ATP3 และ Cardiovascular risk ตามเกณฑ์ ASCVD&#13;
ผลการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดกับสมรรถภาพทางกายในผู้สูงอายุ พบว่า FBG สัมพันธ์เชิงลบกับ ระยะทางการเดินจากการทดสอบ ISWT และจำนวนก้าวจากการทดสอบเดินเร็ว 1 นาทีHDL มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับ HDL มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับระยะทางการเดินจากการทดสอบ ISWT และ insulin มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความแข็งแรงของการทำงานของกล้ามเนื้อขาในการทดสอบลุก-นั่งลดลง 5 ครั้ง
ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัย ประเภทเงินรายได้ ประจำปีงบประมาณ 2566 คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
</summary>
<dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
</feed>
