<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<title>Faculty of Education</title>
<link href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4721" rel="alternate"/>
<subtitle>คณะศึกษาศาสตร์</subtitle>
<id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4721</id>
<updated>2026-04-07T20:03:35Z</updated>
<dc:date>2026-04-07T20:03:35Z</dc:date>
<entry>
<title>นวัตกรรมการมีส่วนร่วมของครอบครัว และชุมชนในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวในจังหวัดภาคตะวันออก</title>
<link href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17731" rel="alternate"/>
<author>
<name>เพ็ญนภา กุลนภาดล</name>
</author>
<author>
<name>ระพินทร์ ฉายวิมล</name>
</author>
<author>
<name>ดลดาว ปูรณานนท์</name>
</author>
<author>
<name>ทรงวุฒิ อยู่เอี่ยม</name>
</author>
<id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17731</id>
<updated>2026-03-27T06:30:40Z</updated>
<published>2555-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">นวัตกรรมการมีส่วนร่วมของครอบครัว และชุมชนในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวในจังหวัดภาคตะวันออก
เพ็ญนภา กุลนภาดล; ระพินทร์ ฉายวิมล; ดลดาว ปูรณานนท์; ทรงวุฒิ อยู่เอี่ยม
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความเข้มแข็งของครอบครัวในจังหวัดภาคตะวันออก 2) เพื่อพัฒนาหลักสูตรเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วม ของครอบครัว และชุมชน สำหรับผู้นำชุมชน อาสาสมัครประจำหมู่บ้าน 3) เพื่อศึกษาผลของการใช้หลักสูตรเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน ของผู้นำชุมชน อาสาสมัครประจำหมู่บ้าน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาความเข้มแข็งของครอบครัวในภาคตะวันออก เป็นบิดา หรือมารดา และบุตร ในเขตภาคตะวันออก ที่ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบพื้นที่ (Area Sampling) ได้พื้นที่ 4 จังหวัด คือ จังหวัดสระแก้ว จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดระยอง และจังหวัดชลบุรี จากนั้นทำการสุ่มจังหวัดละ 2 อำเภอ และทำการเก็บรวบรวมข้อมูลตัวอย่างจำนวน 800 ครอบครัว รวม 1,600 คน ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนาความเข้มแข็งของครอบครัว เป็นบิดา หรือมารดา และบุตร ในเขตภาคตะวันออก ที่ผู้นำชุมชนในพื้นที่ได้คัดเลือกโดยใช้วิธีการคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) ชุมชนละ 1 ครอบครัว ได้เป็นจำนวน 30 ครอบครัว รวม 60 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย แบบสอบถามความเข็มแข็งของครอบครัว และหลักสูตรพัฒนาความเข้มแข็งของครอบครัว ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. การศึกษาความเข้มแข็งของครอบครัวในจังหวัดภาคตะวันออก พบว่า ความเข้มแข็งของครอบครัวส่วนใหญ่มีความเข้มแข็งของครอบครัวโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง และเมื่อพิจารณาในแต่ละองค์ประกอบ พบว่า ด้านความมั่นคงของครอบครัว อยู่ในระดับปานกลาง (x̄ =2.57) ด้านการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน อยู่ในระดับปานกลาง (x̄ =2.47) และด้านความพึงพอใจในการใช้ชีวิตอยู่ในระดับปานกลาง (x̄ =2.39) และด้านการทำหน้าที่ครอบครัว อยู่ในระดับปานกลาง (x̄ =2.33) ครอบครัวส่วนใหญ่ไม่เคยมีส่วนร่วมกิจกรรมกับเพื่อนบ้านในชุมชน (ร้อยละ 59.9) มีกิจกรรมกับเพื่อนบ้านในชุมชนปีละ 1 ครั้ง (ร้อยละ 30.9) มีกิจกรรมกับเพื่อนบ้านในชุมชนปีละ 2 ครั้ง (ร้อยละ 8.9) และ มีกิจกรรมกับเพื่อนในชุมชนมากกว่า 2 ครั้งต่อปี (ร้อยละ 0.4) 2.การพัฒนาความเข้มแข็งของครอบครัวในภาคตะวันออก โดยใช้หลักสูตรการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน สำหรับผู้นำชุมชนอาสาสมัครประจำหมู่บ้าน พบว่า ครอบครัวที่ได้รับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวจากอาสาสมัคร หรือผู้นำชุมชน ที่ได้รับการอบรมตามหลักสูตรการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีความเข้มแข็งของครอบครัวในระยะหลังการทดลองสูงกว่าระยะก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ผลการนำหลักสูตรนี้ไปใช้ในการพัฒนาความเข้มแข็งของครอบครัว พบว่า ผู้นำชุมชนอาสาสมัครประจำหมู่บ้าน ร้อยละ 90 มีความคิดเห็นว่าหลักสูตรนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางด้านความคิด ความรู้สึก และ พฤติกรรม อันได้แก่ ความรู้ ความเข้าใจ ความชำนาญ และความสามารถในการประเมินและให้การช่วยเหลือครอบครัวได้เป็นอย่างดี และ ผู้นำชุมชน อาสาสมัครประจำหมู่บ้าน ร้อยละ 85 มีความคิดเห็นว่าการพัฒนาครอบครัวตามหลักสูตรที่จะทำให้เกิดการใส่ใจซึ่งกันและกันและเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมที่เห็นได้ชัดภายในครอบครัว
</summary>
<dc:date>2555-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>การเสริมสร้างการควบคุมอารมณ์ของนักเรียนวัยรุ่นด้วยชุดกิจกรรมเชิงจิตวิทยา</title>
<link href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17721" rel="alternate"/>
<author>
<name>เพ็ญนภา กุลนภาดล</name>
</author>
<id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17721</id>
<updated>2026-03-18T06:14:52Z</updated>
<published>2562-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">การเสริมสร้างการควบคุมอารมณ์ของนักเรียนวัยรุ่นด้วยชุดกิจกรรมเชิงจิตวิทยา
เพ็ญนภา กุลนภาดล
การวิจัยครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาองค์ประกอบการควบคุมอารมณ์ของนักเรียนวัยรุ่น และศึกษาผลของการใช้ชุดกิจกรรมเชิงจิตวิทยาเพื่อเสริมสร้างการควบคุมอารมณ์ของนักเรียนวัยรุ่น ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนวัยรุ่นที่มีอายุ 15-17 ปี ที่มีภูมิลำเนาในภาคตะวันออก กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาองค์ประกอบความหยุ่นตัวทางอารมณ์ ได้แก่ นักเรียนวัยรุ่นอายุ 15-17 ปี จำนวน 2400 คน กลุ่มตัวอย่างในการเสริมสร้างการควบคุมอารมณ์ เป็นนักเรียนวัยรุ่น อายุ 15-17 ปี จ านวน 60 คน ที่มีคะแนนการควบคุมอารมณ์อยู่ในระดับต่ำ เข้าร่วมการเสริมสร้างการควบคุมอารมณ์ด้วยชุดกิจกรรมเชิงจิตวิทยา จำนวน 6 ครั้ง ครั้งละ 120 นาที เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัดความหยุ่นตัวทางอารมณ์ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 และ ชุดกิจกรรมเชิงจิตวิทยา ประกอบด้วย กิจกรรมที่บูรณาการหลักการ เทคนิคและแนวคิดเชิงจิตวิทยา จำนวน 6 กิจกรรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับที่ 2 และสถิติทดสอบ t ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบการควบคุมอารมณ์ของนักเรียนวัยรุ่น พบว่า โมเดลการ วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันของการควบคุมอารมณ์ มีความกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่องค์ประกอบการทบทวนอารมณ์ องค์ประกอบด้านการยับยั้งอารมณ์ และ องค์ประกอบด้านการควบคุมความก้าวร้าว 2. ชุดกิจกรรมเชิงจิตวิทยาเพื่อเสริมสร้างการควบคุมอารมณ์ของนักเรียนวัยรุ่นประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ ขั้นเริ่มต้น ขั้นดำเนินการ และขั้นยุติการปรึกษา โดยมีการบูรณาการทฤษฎีและเทคนิคทางจิตวิทยา ร่วมกับเทคนิคการให้การปรึกษา 3. การควบคุมอารมณ์โดยรวมและรายองค์ประกอบของกลุ่มทดลองที่เข้าร่วมการใช้ชุด กิจกรรม ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงว่าการใช้ชุดกิจกรรมเชิงจิตวิทยามีผลทำให้การควบคุมอารมณ์ของนักเรียนวัยรุ่นเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น
</summary>
<dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>ปัจจัยที่มีผลต่อการได้รับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจล่าช้าในผู้ป่วยภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่ห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพา</title>
<link href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17691" rel="alternate"/>
<author>
<name>เกศกนิษฐ์ ธรรมคำภีร์</name>
</author>
<author>
<name>สุกฤษฎิ์ คูวัฒนเธียรชัย</name>
</author>
<id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17691</id>
<updated>2026-03-06T09:28:39Z</updated>
<published>2566-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">ปัจจัยที่มีผลต่อการได้รับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจล่าช้าในผู้ป่วยภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่ห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพา
เกศกนิษฐ์ ธรรมคำภีร์; สุกฤษฎิ์ คูวัฒนเธียรชัย
บริบท การเสียชีวิตของผู้ป่วยภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันในประเทศไทยมีแนวโน้มสูงขึ้น การดูแลรักษาในผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงมีความสำคัญ ตั้งแต่การวินิจฉัย ตลอดจนการเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมและรวดเร็ว วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการได้รับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ช้ากว่า 10 นาทีในห้องฉุกเฉินของผู้ป่วยภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพา วิธีการศึกษา เป็นการศึกษาแบบย้อนหลัง (Retrospective cohort study) โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนของผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันและเข้ารับการรักษาที่ห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 ถึง วันที่ 30 กันยายน 2565 โดยศึกษาปัจจัยที่ทำให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้รับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ช้ากว่า 10 นาที ได้แก่ เพศ อายุ โรคประจำตัว ระยะเวลาตั้งแต่มีอาการจนมาถึงห้องฉุกเฉิน อาการนำของผู้ป่วย ระดับความรุนแรงของการคัดกรองผู้ป่วยแรกรับ ช่วงเวลาที่มาห้องฉุกเฉินและการเสียชีวิตในโรงพยาบาล จากนั้นวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละและช่วงความเชื่อมั่นร้อยละ 95 และสถิติถดถอยพหุลอจีสติก นำเสนอด้วยค่า Adjusted Odds Ratio และช่วงความเชื่อมั่นร้อยละ 95 ผลการศึกษา ผู้ป่วยภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่มารักษาในช่วงเวลาดังกล่าว มีจำนวนทั้งสิ้น 232 ราย ผู้ป่วยได้รับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ช้ากว่า 10 นาที จำนวน 86 ราย ร้อยละ 37.1, 95%CI: 30.8-43.6) โดยผู้ป่วยกลุ่มนี้มีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 65.48 ? 14.43 ป?เป]นเพศชาย 46 ราย (ร้อยละ 53.5) โรคประจำตัวที่พบบ่อยที่สุดคือ เบาหวานและความดันโลหิตสูงจำนวน 29 ราย (ร้อยละ 33.7) สำหรับกลุ่มที่ได้รับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเร็วกว่า 10 นาที มีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 65.05 ? 14.99 ปีเป็นเพศชาย 91 ราย (ร้อยละ 62.3) โรคประจำตัวที่พบบ่อยที่สุดคือ เบาหวานและความดันโลหิตสูงจำนวน 42 ราย (ร้อยละ 28.8) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลคราวละตัวแปร พบว่า ผู้ป่วยที่อาการนำมาด้วยอาการเหนื่อยหอบมีความสัมพันธ์กับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ช้ากว่า 10 นาทีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; 0.001) และเมื่อวิเคราะห์คราวละหลายตัวแปร พบว่า อาการเหนื่อยหอบมีความสัมพันธ์กับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ช้ากว่า 10 นาที (p-value &lt; 0.009) นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดในช่วงเวลาดังกล่าว มีผู้เสียชีวิต 11 ราย (ร้อยละ 3.45, 95% CI: 1.50-6.68) โดยผู้ป่วยภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่ได้รับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ช้ากว่า 10 นาที สัมพันธ์กับการเสียชีวิตในโรงพยาบาล (OR 4.89, 95% CI 1.26-18.96, p-value 0.021) สรุป ผู้ป่วยที่มีอาการนำมาด้วยอาการเหนื่อยหอบเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องให้ผู้ป่วยภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้รับการตรวจด้วยคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ช้ากว่า 10 นาที
</summary>
<dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>การวิจัยพัฒนาสมรรถนะนักวิจัยของอาจารย์ให้ผลิตผลงานวิจัยโดยระบบพี่เลี้ยงของคณะศึกษาศาสตร์</title>
<link href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17689" rel="alternate"/>
<author>
<name>พงศ์เทพ จิระโร</name>
</author>
<author>
<name>จันทร์พร พรหมมาศ</name>
</author>
<author>
<name>เด่นชัย ปราบจันดี</name>
</author>
<author>
<name>เวชฤทธิ์ อังกนะภัทรขจร</name>
</author>
<author>
<name>ทัญญู วุฒิวรรณ</name>
</author>
<id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17689</id>
<updated>2026-03-05T02:19:13Z</updated>
<published>2560-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">การวิจัยพัฒนาสมรรถนะนักวิจัยของอาจารย์ให้ผลิตผลงานวิจัยโดยระบบพี่เลี้ยงของคณะศึกษาศาสตร์
พงศ์เทพ จิระโร; จันทร์พร พรหมมาศ; เด่นชัย ปราบจันดี; เวชฤทธิ์ อังกนะภัทรขจร; ทัญญู วุฒิวรรณ
เพื่อพัฒนาสมรรถนะการวิจัยของบุคลากรทางการศึกษาและคณาจารย์คณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์โดยใช้ระบบพี่เลี้ยงและการวิจัยแบบมีส่วนร่วม โดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะ ดังนี้ 1. เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะด้านการวิจัยของครู อาจารย์ผู้สอน ของ คณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ และหน่วยงานทางการศึกษา ในภูมิภาคตะวันออก 2. เพื่อพัฒนาระบบพี่เลี้ยงในการปฏิบัติการทำวิจัยของ ครู อาจารย์ของคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์และบุคลากรทางการศึกษาในภูมิภาคตะวันออก 3. เพื่อประเมินและนำเสนอผลการพัฒนาสมรรถนะด้านการวิจัยของ ครู อาจารย์ผู้สอน ของ คณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ และบุคลากรทางการศึกษาในภูมิภาคตะวันออก ขอบเขตของการวิจัย ขอบเขตประชากร ; ประชากรที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของการดำเนินการวิจัยเพื่อพัฒนาสมรรถนะด้านการวิจัยของครู อาจารย์ ของ คณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยในภูมิภาคตะวันออก รวมถึงหน่วยงานทางการศึกษา ประกอบด้วยกลุ่มผู้เกี่ยวข้อง เป็นบุคลากรทางการศึกษา ครูและคณาจารย์ของคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยในภูมิภาคตะวันออก ครอบคลุมจังหวัด ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ปราจีนบุรี ขอบเขตเนื้อหา การพัฒนาสมรรถนะด้านการวิจัยของบุคลากรทางการศึกษา และอาจารย์ผู้สอน ของ คณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยในภูมิภาคตะวันออก ครอบคลุม ความรู้ ทัศนคติ ต่อการวิจัย และการปฏิบัติการทำวิจัยอันประกอบด้วย แนวคิด หลักการและการปฏิบัติการ ในการกำหนดปัญหาวิจัย ตั้งชื่อเรื่อง การเขียนความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา การตั้งคำถามวิจัย การกำหนดวัตถุประสงค์ การตั้งสมมติฐาน การเขียนขอบเขตการวิจัย การเขียนประโยชน์ที่ได้รับ การเขียนนิยามเชิงปฏิบัติการ ตลอดจนการทำวิจัยในบทที่ 1 อื่นๆ แนวคิด หลักการ การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การเขียนกรอบแนวคิดในการวิจัย แนวทางการเขียนบทที่ 2 ทั้งหมด แนวคิดหลักการในการเขียนวิธีดำเนินการวิจัย บทที่ 3 อันประกอบด้วย การออกแบบสุ่ม ออกแบบวัด และออกแบบวิเคราะห์ แนวคิด หลักการ การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลในบทที่ 4 การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ การสรุปผลการวิจัยบทที่ 5 ครอบคลุม การสรุปผลวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ รวมถึงเทคนิคการสรุปเป็นบทคัดย่อและบทความวิจัย และเทคนิคการเผยแพร่ผลงานวิจัย รูปแบบต่างๆ ขอบเขตระยะเวลา การวิจัยครั้งนี้ใช้ระยะเวลา 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันลงนามในสัญญารับทุนสนับสนุน ขอบเขตด้านเป้าหมาย การวิจัยครั้งนี้กำหนดเป้าหมายในเรื่องผลงานที่ได้รับเมื่อวิจัยเสร็จสิ้นแล้ว ดังนี้ 1.รายงานการวิจัยและพัฒนาสมรรถนะด้านการวิจัยของบุคลากรทางการศึกษา และอาจารย์ผู้สอน ของ คณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยในภูมิภาคตะวันออก จำนวน 1 ฉบับ 2. ได้ผลงานวิจัยจากผู้เข้าอบรมจำนวนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ของจำนวนผู้เข้ารับการพัฒนา ทั้งหมด 3. บุคลากรทางการศึกษาและอาจารย์กลุ่มเป้าหมายผู้เข้าร่วมโครงการไม่ต่ำกว่า 12 คน
</summary>
<dc:date>2560-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
</feed>
