<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<title>Faculty of Education</title>
<link href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4721" rel="alternate"/>
<subtitle>คณะศึกษาศาสตร์</subtitle>
<id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4721</id>
<updated>2026-04-30T01:01:28Z</updated>
<dc:date>2026-04-30T01:01:28Z</dc:date>
<entry>
<title>มุมมองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีต่อการเรียนวิชาบาสเกตบอลด้วยเกมพลศึกษา</title>
<link href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17748" rel="alternate"/>
<author>
<name>ระพีพัฒน์ เดือนเพ็ญศรี</name>
</author>
<author>
<name>กฤษดา สุรำไพ</name>
</author>
<author>
<name>ประทีป ปุณวัฒนา</name>
</author>
<author>
<name>เกษมสันต์ พานิชเจริญ</name>
</author>
<author>
<name>ปนัดดา จูเภาล์</name>
</author>
<author>
<name>เอกยศ มานะสม</name>
</author>
<id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17748</id>
<updated>2026-04-23T04:32:23Z</updated>
<published>2567-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">มุมมองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีต่อการเรียนวิชาบาสเกตบอลด้วยเกมพลศึกษา
ระพีพัฒน์ เดือนเพ็ญศรี; กฤษดา สุรำไพ; ประทีป ปุณวัฒนา; เกษมสันต์ พานิชเจริญ; ปนัดดา จูเภาล์; เอกยศ มานะสม
การวิจัยเชิงคุณภาพเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์ในการเรียน ปัจจัยเกี่ยวข้องที่ส่งผลต่อการเรียน และความต้องการของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในการเรียนวิชาบาสเกตบอลด้วยเกมพลศึกษา ผู้ให้ข้อมูลสำคัญเป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จากโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งหนึ่งในเขตพื้นที่จังหวัดชลบุรี จำนวน 35 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสังเกตแบบมีส่วนร่วมปานกลาง การเขียนแผนที่ความคิด การบรรยายเหตุการณ์สำคัญ และการสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลแบบอุปนัยด้วยวิธีการเปรียบเทียบความคงที่ของข้อมูล ตรวจสอบความเชื่อถือได้ของข้อมูลโดยวิธีสามเส้า ผลการศึกษาแบ่งได้ 3 หัวข้อ โดยหัวข้อแรกได้แก่ ประสบการณ์ในการเรียนวิชาบาสเกตบอลด้วยเกมพลศึกษา ประกอบด้วย ประสบการณที่ดี คือ (1) ความสัมพันธ์ของเพื่อนในชั้นเรียนดีขึ้น (2) ทักษะบาสเกตบอลของผู้เรียนดีขึ้น (3) สนุกสนานกับการเรียนและมีส่วนร่วมกับกิจกรรมมากขึ้น ขณะที่ประสบการณ์ที่ไม่ดี คือ ได้รับบาดเจ็บจากการเรียน ส่วนหัวข้อที่ 2 คือปัจจัยเกี่ยวข้องที่ส่งผลกระทบต่อการเรียนวิชาบาสเกตบอลด้วยเกมพลศึกษา ประกอบด้วย ปัจจัยที่มีส่วนสนับสนุนการเรียน ได้แก่ (1) เพื่อนร่วมชั้นเรียนสนับสนุนและคอยช่วยเหลือ (2) เกมพลศึกษาทำให้การเรียนสนุกสนานและน่าสนใจมากขึ้น (3) เรียนในที่ร่ม ทำให้ไม่ร้อนจากแสงแดด (4) อาจารย์สอนสนุกและเป็นกันเองกับนักเรียน ส่วนปัจจัยที่เป็นอุปสรรคปัญหาต่อการเรียน ประกอบด้วย (1) อุปกรณ์หรือสนามเปียกน้ำ (2) ทักษะพื้นฐานไม่ดี ส่งผลต่อการเล่นเกมพลศึกษา (3) มีการเล่นรุนแรงและขาดความมีน้ำใจนักกีฬา (4) ในสนามมีคนจำนวนมาก เพราะใช้สถานที่ร่วมกับชั้นเรียนอื่น และหัวข้อที่ 3 คือ ความต้องการของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในการเรียนวิชาบาสเกตบอลด้วยเกมพลศึกษา ประกอบด้วย (1) ลดการเล่นรุนแรงและเพิ่มความมีน้ำใจนักกีฬา (2) เพิ่มเกมพลศึกษาให้มีความหลากหลายขึ้น
</summary>
<dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>นวัตกรรมการมีส่วนร่วมของครอบครัว และชุมชนในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวในจังหวัดภาคตะวันออก</title>
<link href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17731" rel="alternate"/>
<author>
<name>เพ็ญนภา กุลนภาดล</name>
</author>
<author>
<name>ระพินทร์ ฉายวิมล</name>
</author>
<author>
<name>ดลดาว ปูรณานนท์</name>
</author>
<author>
<name>ทรงวุฒิ อยู่เอี่ยม</name>
</author>
<id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17731</id>
<updated>2026-03-27T06:30:40Z</updated>
<published>2555-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">นวัตกรรมการมีส่วนร่วมของครอบครัว และชุมชนในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวในจังหวัดภาคตะวันออก
เพ็ญนภา กุลนภาดล; ระพินทร์ ฉายวิมล; ดลดาว ปูรณานนท์; ทรงวุฒิ อยู่เอี่ยม
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความเข้มแข็งของครอบครัวในจังหวัดภาคตะวันออก 2) เพื่อพัฒนาหลักสูตรเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วม ของครอบครัว และชุมชน สำหรับผู้นำชุมชน อาสาสมัครประจำหมู่บ้าน 3) เพื่อศึกษาผลของการใช้หลักสูตรเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน ของผู้นำชุมชน อาสาสมัครประจำหมู่บ้าน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาความเข้มแข็งของครอบครัวในภาคตะวันออก เป็นบิดา หรือมารดา และบุตร ในเขตภาคตะวันออก ที่ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบพื้นที่ (Area Sampling) ได้พื้นที่ 4 จังหวัด คือ จังหวัดสระแก้ว จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดระยอง และจังหวัดชลบุรี จากนั้นทำการสุ่มจังหวัดละ 2 อำเภอ และทำการเก็บรวบรวมข้อมูลตัวอย่างจำนวน 800 ครอบครัว รวม 1,600 คน ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนาความเข้มแข็งของครอบครัว เป็นบิดา หรือมารดา และบุตร ในเขตภาคตะวันออก ที่ผู้นำชุมชนในพื้นที่ได้คัดเลือกโดยใช้วิธีการคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) ชุมชนละ 1 ครอบครัว ได้เป็นจำนวน 30 ครอบครัว รวม 60 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย แบบสอบถามความเข็มแข็งของครอบครัว และหลักสูตรพัฒนาความเข้มแข็งของครอบครัว ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. การศึกษาความเข้มแข็งของครอบครัวในจังหวัดภาคตะวันออก พบว่า ความเข้มแข็งของครอบครัวส่วนใหญ่มีความเข้มแข็งของครอบครัวโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง และเมื่อพิจารณาในแต่ละองค์ประกอบ พบว่า ด้านความมั่นคงของครอบครัว อยู่ในระดับปานกลาง (x̄ =2.57) ด้านการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน อยู่ในระดับปานกลาง (x̄ =2.47) และด้านความพึงพอใจในการใช้ชีวิตอยู่ในระดับปานกลาง (x̄ =2.39) และด้านการทำหน้าที่ครอบครัว อยู่ในระดับปานกลาง (x̄ =2.33) ครอบครัวส่วนใหญ่ไม่เคยมีส่วนร่วมกิจกรรมกับเพื่อนบ้านในชุมชน (ร้อยละ 59.9) มีกิจกรรมกับเพื่อนบ้านในชุมชนปีละ 1 ครั้ง (ร้อยละ 30.9) มีกิจกรรมกับเพื่อนบ้านในชุมชนปีละ 2 ครั้ง (ร้อยละ 8.9) และ มีกิจกรรมกับเพื่อนในชุมชนมากกว่า 2 ครั้งต่อปี (ร้อยละ 0.4) 2.การพัฒนาความเข้มแข็งของครอบครัวในภาคตะวันออก โดยใช้หลักสูตรการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน สำหรับผู้นำชุมชนอาสาสมัครประจำหมู่บ้าน พบว่า ครอบครัวที่ได้รับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวจากอาสาสมัคร หรือผู้นำชุมชน ที่ได้รับการอบรมตามหลักสูตรการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีความเข้มแข็งของครอบครัวในระยะหลังการทดลองสูงกว่าระยะก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ผลการนำหลักสูตรนี้ไปใช้ในการพัฒนาความเข้มแข็งของครอบครัว พบว่า ผู้นำชุมชนอาสาสมัครประจำหมู่บ้าน ร้อยละ 90 มีความคิดเห็นว่าหลักสูตรนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางด้านความคิด ความรู้สึก และ พฤติกรรม อันได้แก่ ความรู้ ความเข้าใจ ความชำนาญ และความสามารถในการประเมินและให้การช่วยเหลือครอบครัวได้เป็นอย่างดี และ ผู้นำชุมชน อาสาสมัครประจำหมู่บ้าน ร้อยละ 85 มีความคิดเห็นว่าการพัฒนาครอบครัวตามหลักสูตรที่จะทำให้เกิดการใส่ใจซึ่งกันและกันและเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมที่เห็นได้ชัดภายในครอบครัว
</summary>
<dc:date>2555-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>การเสริมสร้างการควบคุมอารมณ์ของนักเรียนวัยรุ่นด้วยชุดกิจกรรมเชิงจิตวิทยา</title>
<link href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17721" rel="alternate"/>
<author>
<name>เพ็ญนภา กุลนภาดล</name>
</author>
<id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17721</id>
<updated>2026-03-18T06:14:52Z</updated>
<published>2562-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">การเสริมสร้างการควบคุมอารมณ์ของนักเรียนวัยรุ่นด้วยชุดกิจกรรมเชิงจิตวิทยา
เพ็ญนภา กุลนภาดล
การวิจัยครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาองค์ประกอบการควบคุมอารมณ์ของนักเรียนวัยรุ่น และศึกษาผลของการใช้ชุดกิจกรรมเชิงจิตวิทยาเพื่อเสริมสร้างการควบคุมอารมณ์ของนักเรียนวัยรุ่น ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนวัยรุ่นที่มีอายุ 15-17 ปี ที่มีภูมิลำเนาในภาคตะวันออก กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาองค์ประกอบความหยุ่นตัวทางอารมณ์ ได้แก่ นักเรียนวัยรุ่นอายุ 15-17 ปี จำนวน 2400 คน กลุ่มตัวอย่างในการเสริมสร้างการควบคุมอารมณ์ เป็นนักเรียนวัยรุ่น อายุ 15-17 ปี จ านวน 60 คน ที่มีคะแนนการควบคุมอารมณ์อยู่ในระดับต่ำ เข้าร่วมการเสริมสร้างการควบคุมอารมณ์ด้วยชุดกิจกรรมเชิงจิตวิทยา จำนวน 6 ครั้ง ครั้งละ 120 นาที เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัดความหยุ่นตัวทางอารมณ์ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 และ ชุดกิจกรรมเชิงจิตวิทยา ประกอบด้วย กิจกรรมที่บูรณาการหลักการ เทคนิคและแนวคิดเชิงจิตวิทยา จำนวน 6 กิจกรรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับที่ 2 และสถิติทดสอบ t ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบการควบคุมอารมณ์ของนักเรียนวัยรุ่น พบว่า โมเดลการ วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันของการควบคุมอารมณ์ มีความกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่องค์ประกอบการทบทวนอารมณ์ องค์ประกอบด้านการยับยั้งอารมณ์ และ องค์ประกอบด้านการควบคุมความก้าวร้าว 2. ชุดกิจกรรมเชิงจิตวิทยาเพื่อเสริมสร้างการควบคุมอารมณ์ของนักเรียนวัยรุ่นประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ ขั้นเริ่มต้น ขั้นดำเนินการ และขั้นยุติการปรึกษา โดยมีการบูรณาการทฤษฎีและเทคนิคทางจิตวิทยา ร่วมกับเทคนิคการให้การปรึกษา 3. การควบคุมอารมณ์โดยรวมและรายองค์ประกอบของกลุ่มทดลองที่เข้าร่วมการใช้ชุด กิจกรรม ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงว่าการใช้ชุดกิจกรรมเชิงจิตวิทยามีผลทำให้การควบคุมอารมณ์ของนักเรียนวัยรุ่นเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น
</summary>
<dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>ปัจจัยที่มีผลต่อการได้รับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจล่าช้าในผู้ป่วยภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่ห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพา</title>
<link href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17691" rel="alternate"/>
<author>
<name>เกศกนิษฐ์ ธรรมคำภีร์</name>
</author>
<author>
<name>สุกฤษฎิ์ คูวัฒนเธียรชัย</name>
</author>
<id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17691</id>
<updated>2026-03-06T09:28:39Z</updated>
<published>2566-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">ปัจจัยที่มีผลต่อการได้รับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจล่าช้าในผู้ป่วยภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่ห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพา
เกศกนิษฐ์ ธรรมคำภีร์; สุกฤษฎิ์ คูวัฒนเธียรชัย
บริบท การเสียชีวิตของผู้ป่วยภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันในประเทศไทยมีแนวโน้มสูงขึ้น การดูแลรักษาในผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงมีความสำคัญ ตั้งแต่การวินิจฉัย ตลอดจนการเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมและรวดเร็ว วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการได้รับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ช้ากว่า 10 นาทีในห้องฉุกเฉินของผู้ป่วยภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพา วิธีการศึกษา เป็นการศึกษาแบบย้อนหลัง (Retrospective cohort study) โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนของผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันและเข้ารับการรักษาที่ห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 ถึง วันที่ 30 กันยายน 2565 โดยศึกษาปัจจัยที่ทำให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้รับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ช้ากว่า 10 นาที ได้แก่ เพศ อายุ โรคประจำตัว ระยะเวลาตั้งแต่มีอาการจนมาถึงห้องฉุกเฉิน อาการนำของผู้ป่วย ระดับความรุนแรงของการคัดกรองผู้ป่วยแรกรับ ช่วงเวลาที่มาห้องฉุกเฉินและการเสียชีวิตในโรงพยาบาล จากนั้นวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละและช่วงความเชื่อมั่นร้อยละ 95 และสถิติถดถอยพหุลอจีสติก นำเสนอด้วยค่า Adjusted Odds Ratio และช่วงความเชื่อมั่นร้อยละ 95 ผลการศึกษา ผู้ป่วยภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่มารักษาในช่วงเวลาดังกล่าว มีจำนวนทั้งสิ้น 232 ราย ผู้ป่วยได้รับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ช้ากว่า 10 นาที จำนวน 86 ราย ร้อยละ 37.1, 95%CI: 30.8-43.6) โดยผู้ป่วยกลุ่มนี้มีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 65.48 ? 14.43 ป?เป]นเพศชาย 46 ราย (ร้อยละ 53.5) โรคประจำตัวที่พบบ่อยที่สุดคือ เบาหวานและความดันโลหิตสูงจำนวน 29 ราย (ร้อยละ 33.7) สำหรับกลุ่มที่ได้รับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเร็วกว่า 10 นาที มีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 65.05 ? 14.99 ปีเป็นเพศชาย 91 ราย (ร้อยละ 62.3) โรคประจำตัวที่พบบ่อยที่สุดคือ เบาหวานและความดันโลหิตสูงจำนวน 42 ราย (ร้อยละ 28.8) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลคราวละตัวแปร พบว่า ผู้ป่วยที่อาการนำมาด้วยอาการเหนื่อยหอบมีความสัมพันธ์กับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ช้ากว่า 10 นาทีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; 0.001) และเมื่อวิเคราะห์คราวละหลายตัวแปร พบว่า อาการเหนื่อยหอบมีความสัมพันธ์กับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ช้ากว่า 10 นาที (p-value &lt; 0.009) นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดในช่วงเวลาดังกล่าว มีผู้เสียชีวิต 11 ราย (ร้อยละ 3.45, 95% CI: 1.50-6.68) โดยผู้ป่วยภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่ได้รับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ช้ากว่า 10 นาที สัมพันธ์กับการเสียชีวิตในโรงพยาบาล (OR 4.89, 95% CI 1.26-18.96, p-value 0.021) สรุป ผู้ป่วยที่มีอาการนำมาด้วยอาการเหนื่อยหอบเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องให้ผู้ป่วยภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้รับการตรวจด้วยคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ช้ากว่า 10 นาที
</summary>
<dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
</feed>
