<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<title>Faculty of Science</title>
<link href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4717" rel="alternate"/>
<subtitle>คณะวิทยาศาสตร์</subtitle>
<id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4717</id>
<updated>2026-04-05T19:52:54Z</updated>
<dc:date>2026-04-05T19:52:54Z</dc:date>
<entry>
<title>การเปรียบเทียบตัวแบบการพยากรณ์จำนวนกรมธรรม์ประกันชีวิตในประเทศไทย</title>
<link href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17696" rel="alternate"/>
<author>
<name>จันทร์จิรา พิลาแดง</name>
</author>
<id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17696</id>
<updated>2026-03-09T05:22:28Z</updated>
<published>2567-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">การเปรียบเทียบตัวแบบการพยากรณ์จำนวนกรมธรรม์ประกันชีวิตในประเทศไทย
จันทร์จิรา พิลาแดง
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและเปรียบเทียบประสิทธิภาพของตัวแบบทางสถิติและตัวแบบการเรียนรู้ของเครื่องสำหรับการพยากรณ์จำนวนกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ทำใหม่ระหว่างปี พร้อมทั้งศึกษาตัวแปรทำนายที่มีผลต่อจำนวนกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ทำใหม่ระหว่างปี โดยใช้ข้อมูลรายเดือนตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2555 ถึงตุลาคม พ.ศ. 2567 รวมระยะเวลา 154 เดือน ตัวแปรที่นำมาวิเคราะห์ประกอบด้วยตัวแปรตาม นั่นคือ จำนวนกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ทำใหม่ระหว่างปี และตัวแปรทำนาย 5 ตัวแปร ได้แก่ จำนวนเงินเอาประกันชีวิต เบี้ยประกันภัยรับโดยตรง อัตราดอกเบี้ยนโยบาย สัดส่วนเงินให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือนต่อ GDP และดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป ตัวแบบที่นำมาใช้ในการศึกษาและเปรียบเทียบมีทั้งหมด 5 ตัวแบบ ได้แก่ ตัวแบบการถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ ตัวแบบการถดถอยเกาส์เซียนผกผัน ตัวแบบการถดถอยต้นไม้ตัดสินใจ ตัวแบบการถดถอยป่าสุ่ม และตัวแบบการถดถอยแบบเอ็กซ์จีบูสต์ ทั้งในรูปแบบ Tree Booster และ Linear Booster โดยใช้ค่าคลาดเคลื่อนกำลังสองเฉลี่ย (RMSE) และร้อยละของค่าความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์เฉลี่ย (MAPE) เป็นเกณฑ์ในการประเมินประสิทธิภาพและความแม่นยำของตัวแบบ ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า ตัวแบบการถดถอยเอ็กซ์จีบูสต์ ในรูปแบบ Linear Booster ให้ผลการพยากรณ์ที่ดีที่สุด ทั้งในด้านความแม่นยำและความสอดคล้องกับลักษณะข้อมูล ในขณะที่ตัวแบบการถดถอยเชิงเส้นพหุคูณให้ผลใกล้เคียงกัน แต่มีข้อจำกัดด้านทฤษฎี นั่นคือ ปัญหาสหสัมพันธ์ในตัวของส่วนเหลือ ซึ่งอาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือของตัวแบบ ส่วนตัวแบบการถดถอยเกาส์เซียนผกผันแม้จะสามารถพยากรณ์ข้อมูลชุดใหม่ได้ในระดับหนึ่ง แต่ข้อมูลจำนวนกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ทำใหม่ระหว่างปีไม่ได้มีลักษณะสอดคล้องกับการแจกแจงแบบเกาส์เซียนผกผันอย่างแท้จริง ในทางกลับกัน ตัวแบบการถดถอยต้นไม้ตัดสินใจและตัวแบบการถดถอยป่าสุ่มมีประสิทธิภาพต่ำ โดยมีค่า RMSE และ MAPE สูงมากในข้อมูลชุดทดสอบ ซึ่งแสดงถึงปัญหา Overfitting ที่ตัวแบบสามารถทำนายข้อมูลชุดฝึกสอนได้แม่นยำ แต่ทำนายได้ไม่แม่นยำเมื่อเจอกับข้อมูลที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ก่อให้เกิดการพยากรณ์ที่ผิดพลาดนอกจากนี้ การศึกษาความสำคัญของตัวแปรทำนายจากตัวแบบที่เหมาะสม พบว่า สัดส่วนเงินให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือนต่อ GDP มีความสำคัญมากที่สุดและมีอิทธิพลในทิศทางตรงกันข้ามกับจำนวนกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ทำใหม่ระหว่างปี ซึ่งหมายความว่า ยิ่งสัดส่วนเงินให้กู้ยืมของภาคครัวเรือนต่อ GDP สูงขึ้น จำนวนกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ทำใหม่ระหว่างปีก็จะลดลง รองลงมาคือ เบี้ยประกันภัยรับโดยตรงและอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งมีอิทธิพลในทิศทางเดียวกันกับจำนวนกรมธรรม์ ในขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคและจำนวนเงินเอาประกันมีอิทธิพลหรือมีความสำคัญน้อยกว่า จากผลการศึกษานี้ สามารถสรุปได้ว่า ปัจจัยทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาระหนี้ครัวเรือน มีบทบาทสำคัญต่อจำนวนกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ทำใหม่ระหว่างปี ซึ่งสะท้อนถึงข้อจำกัดด้านการใช้จ่ายและการตัดสินใจซื้อประกันชีวิตของครัวเรือน อันสามารถใช้เป็นแนวทางในการวางนโยบายและออกแบบผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน
</summary>
<dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>ประสิทธิภาพของสารเคอร์คูมินอยด์จากขมิ้นชันในการยับยั้ง Helicobacter pylori</title>
<link href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17690" rel="alternate"/>
<author>
<name>พรรนิภา ศิริเพิ่มพูล</name>
</author>
<author>
<name>จงกลณี จงอร่ามเรือง</name>
</author>
<id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17690</id>
<updated>2026-03-04T02:45:05Z</updated>
<published>2552-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">ประสิทธิภาพของสารเคอร์คูมินอยด์จากขมิ้นชันในการยับยั้ง Helicobacter pylori
พรรนิภา ศิริเพิ่มพูล; จงกลณี จงอร่ามเรือง
จากการทดสอบประสิทะิภาพของสารเคอร์คูมินอยด์จากขมิ้นชั้นในการยับยั้งเชื้อ Helicobacter pylori ด้วยวิธี agar dilution พบว่าเคอร์คูมินอยด์สามารถยับยั้งการเจริญของ H.pylori ทั้ง 5 isolates ซึ่งเป็นเชื้อที่ไวต่อยา amoxicillin erythromycin และ tetracycline ได้ โดยมี ค่าความเข้มต่ำที่สุดสามารถยับยั้งได้เท่ากันคือ เท่ากับ 25 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร เมื่อนำเคอร์คูมินอยด์ไปศึกษาประสิทธิภาพในการยับยั้งกิจกรรมของเอนไซม์ urease พบว่าเคอร์คูมินอยด์ในปริมาณต่ำสุดที่สามารถยั้บยั้งการเจริญของเชื้อได้นั้นสามารถยับยั้งกิจกรรมของเอนไซม์ urease จากเชื้อได้ และนำสารเคอร์คูมินอยด์ไปทดสอบฤทธิ์รวมกับยา erythormycin และ tetracycline โดยวิธี agar chequerboad titration พบว่า ฤทธิ์ระหว่างเคอร์คูมินอยด์กับ erythromycin และ tetracycline นัั้นเป็นแบบไม่ต่างไปจากฤทธิ์เดิมของสาร (Indifference) ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ในการใช้เคอร์คูมินอยด์ร่วมกีบ erythormycin และ tetracycline เพื่อรักษาโรคติดเชื้อ H.pylori
</summary>
<dc:date>2552-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>ฟลักซ์และแหล่งที่มาของคาร์บอนอินทรีย์ในแนวหญ้าทะเลบริเวณ อ่าวคุ้งกระเบน จังหวัดจันทบุรี</title>
<link href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17521" rel="alternate"/>
<author>
<name>อนุกูล บูรณประทีปรัตน์</name>
</author>
<id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17521</id>
<updated>2025-11-04T01:31:11Z</updated>
<published>2562-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">ฟลักซ์และแหล่งที่มาของคาร์บอนอินทรีย์ในแนวหญ้าทะเลบริเวณ อ่าวคุ้งกระเบน จังหวัดจันทบุรี
อนุกูล บูรณประทีปรัตน์
การศึกษาปริมาณฟลักซ์ของคาร์บอนอินทรีย์ในแนวหญ้าทะเล บริเวณอ่าวคุ้งกระเบนจังหวัดจันทบุรี จากการเก็บตัวอย่างในพื้นที่ทั้งหมด 2 ครั้ง คือ ฤดูร้อนและฤดูฝน ผลการศึกษาพบว่า ฟลักซ์ของคาร์บอนอินทรีย์ในแนวหญ้าทะเลบริเวณอ่าวคุ้งกระเบน มีค่าอยู่ระหว่าง 70.06 – 188.35 mg/m2/day โดยฟลักซ์ของคาร์บอนอินทรีย์ในบริเวณที่ไม่มีหญ้าทะเลปกคลุมมีปริมาณมากกว่าในบริเวณที่มีหญ้าทะเลปกคลุม และฟลักซ์ของคาร์บอนอินทรีย์ในฤดูร้อนมีปริมาณมากกว่าในฤดูฝน ในบริเวณที่ไม่มีหญ้าทะเลปกคลุม และบริเวณที่มีหญ้าทะเลปกคลุมน้อยกว่า 25% ส่วนในบริเวณที่มีหญ้าทะเลปกคลุม มากกว่า 75% ฟลักซ์ของสารอินทรีย์ในสองฤดูกาลมีค่าใกล้เคียงกัน จากการวิเคราะห์ค่าไอโทปเสถียรของคาร์บอนอินทรีย์ (13C) จากตัวอย่างตะกอนในตัวดักตะกอนในแนวหญ้าทะเลบริเวณอ่าวคุ้งกระเบน พบค่าเฉลี่ยอยู่ในช่วง -24.43 ± 0.07 ‰ และ -20.13 ± 0.45 ‰ โดยพบว่าแหล่งของตะกอนที่พบมีที่มาจากเศษซากของไม้โกงกาง บ่อเลี้ยงกุ้ง เศษซากแพลงก์ตอน และหญ้าทะเล ที่มีความแตกต่างกันทั้งในเชิงพื้นที่และเชิงเวลา
โครงการวิจัยประเภทเงินรายได้ส่วนงาน คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562
</summary>
<dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>แคลคูลัสและเรขาคณิตวิเคราะห์ 1</title>
<link href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17508" rel="alternate"/>
<author>
<name>วาทิตย์ ชูมณีโชติ</name>
</author>
<id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17508</id>
<updated>2025-10-26T08:35:19Z</updated>
<published>2538-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">แคลคูลัสและเรขาคณิตวิเคราะห์ 1
วาทิตย์ ชูมณีโชติ
</summary>
<dc:date>2538-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
</feed>
