<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<title>Faculty of Political Science and Law</title>
<link href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4714" rel="alternate"/>
<subtitle>คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์</subtitle>
<id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4714</id>
<updated>2026-04-16T18:27:59Z</updated>
<dc:date>2026-04-16T18:27:59Z</dc:date>
<entry>
<title>ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเชิงอาหารเพื่อการส่งเสริมความยั่งยืนของเศรษฐกิจทุเรียนในภาคตะวันออก</title>
<link href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17720" rel="alternate"/>
<author>
<name>สกฤติ อิสริยานนท์</name>
</author>
<author>
<name>เมทินา อิสริยานนท์</name>
</author>
<author>
<name>ญาเรศ อัครพัฒนานุกูล</name>
</author>
<author>
<name>ชัยณรงค์ เครือนวน</name>
</author>
<author>
<name>พัชราภา ตันตราจิน</name>
</author>
<id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17720</id>
<updated>2026-03-16T09:54:11Z</updated>
<published>2568-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเชิงอาหารเพื่อการส่งเสริมความยั่งยืนของเศรษฐกิจทุเรียนในภาคตะวันออก
สกฤติ อิสริยานนท์; เมทินา อิสริยานนท์; ญาเรศ อัครพัฒนานุกูล; ชัยณรงค์ เครือนวน; พัชราภา ตันตราจิน
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อสำรวจรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงอาหารเกี่ยวกับทุเรียนที่มีอยู่ใน 8 จังหวัดภาคตะวันออก (2) เพื่อศึกษาปัญหาอุปสรรคที่มีผลต่อรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงอาหารเกี่ยวกับทุเรียนที่มีอยู่ใน 8 จังหวัดภาคตะวันออก และ (3) เพื่อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเชิงอาหารเพื่อการส่งเสริมความยั่งยืนของเศรษฐกิจทุเรียนของภาคตะวันออกในอนาคต เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ระหว่างวิธีการวิจัยเชิงปริมาณ และวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการท่องเที่ยวเชิงอาหารเกี่ยวกับทุเรียนที่พบมากที่สุด ได้แก่ การขายทุเรียนในสวน การเปิดจุดถ่ายรูป การให้เข้าชมสวน และการจัดจำหน่ายสินค้าทุเรียนแปรรูป ส่วนกิจกรรมที่พบน้อย คือ การให้บริการที่พักในสวน ปัญหาและอุปสรรคสำคัญที่ส่งผลต่อรูปแบบการท่องเที่ยว ได้แก่ (1) ปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก (2) ปัญหาด้านนโยบาย กฎหมาย และบทบาทของภาครัฐ (3) ปัญหาด้านการตลาดและการดึงดูดนักท่องเที่ยว (4) ปัญหาด้านบุคลากรและความพร้อมในการให้บริการ (5) ปัญหาด้านฤดูกาลผลิตและการจัดการผลผลิตทุเรียน สำหรับข้อมูลเสนอแนวทางเชิงยุทธศาสตร์ 7 ด้าน ได้แก่ (1) กำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวทุเรียนอย่างชัดเจน (2) จัดตั้งกลไกบูรณาการระดับภูมิภาค (3) ปรับนโยบายให้สอดคล้องกับสภาพจริง (4) สร้างความเป็นธรรมในห่วงโซ่อุปทานทุเรียน (5) พัฒนาศักยภาพหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง (6) ยกระดับกิจกรรมและการตลาดท่องเที่ยวทุเรียน และ (7) เสริมสร้างความพร้อมของชาวสวนให้สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์ทั้งหมดควรดำเนินการอย่างบูรณาการและต่อเนื่อง เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวเชิงอาหารให้เป็นกลไกสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจทุเรียนที่ยั่งยืนในภูมิภาคตะวันออก
</summary>
<dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>การคุ้มครองสิทธิเกี่ยวกับการยึดที่ดินของผู้ประกอบอาชีพชาวนาในกระบวนการยุติธรรมทางแพ่ง</title>
<link href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17719" rel="alternate"/>
<author>
<name>จิดาภา พรยิ่ง</name>
</author>
<id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17719</id>
<updated>2026-03-16T09:17:53Z</updated>
<published>2561-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">การคุ้มครองสิทธิเกี่ยวกับการยึดที่ดินของผู้ประกอบอาชีพชาวนาในกระบวนการยุติธรรมทางแพ่ง
จิดาภา พรยิ่ง
การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงแนวคิดกระบวนการยุติธรรมทางแพ่งและ การคุ้มครองปัจเจกชน ประเภทมูลหนี้ของผู้ประกอบอาชีพชาวนาที่ควรได้รับคุ้มครองจาก การบังคับคดีที่ดินทำนาขายทอดตลาด กฎหมายเกี่ยวกับการบังคับคดีตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่งและกฎหมายต่างประเทศ โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วย การวิจัยเอกสาร การมีส่วนร่วมออกแบบ-ร่วมออกแบบรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ผลวิจัยพบว่า ในกระบวนการยุติธรรมทางแพ่งสามารถคุ้มครองสิทธิของผู้ประกอบอาชีพชาวนาที่ถูกบังคับที่ดินทำนาขายทอดตลาดในประเภทมูลหนี้ของชาวนาได้บางประเภทซึ่งจะส่งผลดีทำให้ผู้ประกอบอาชีพชาวนายังคงมีที่ดินทำนา เป็นการรักษาพื้นที่ดินทำกินไว้สำหรับเกษตรกรรมมิให้สูญสิ้นไป ขณะเดียวกันเจ้าหนี้ก็มิได้เสียสิทธิในการได้รับชำระหนี้ จากลูกหนี้ โดยที่รูปแบบการคุ้มครองสิทธิเกี่ยวข้องกับบังคับคดีที่ดินทำนาประเภทมูลหนี้ ของชาวนา ต้องมีกฎหมายรองรับเพื่อคุ้มครองสิทธิ จึงนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขและเพิ่มเติมบทบัญญัติกฎหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา336/1 และร่างกฎกระทรวงวิธีการและเงื่อนไขที่เกี่ยวกับการบังคับคดีประเภทมูลหนี้ของผู้ประกอบอาชีพชาวนา การวิจัยเสนอแนะให้นำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบของการปรับปรุงแก้ไขบทบัญญัติกฎหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยเพิ่มเติมมาตรา 336/1 และร่างกฎกระทรวงวิธีการและเงื่อนไขที่เกี่ยวกับการบังคับคดีประเภทมูลหนี้ของผู้ประกอบอาชีพชาวนาจากการวิจัยไปใช้ต่อไป
</summary>
<dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>การศึกษาของเด็กต่างด้าวในสถานศึกษาจังหวัดชลบุรี</title>
<link href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17718" rel="alternate"/>
<author>
<name>รุ้งนภา ยรรยงเกษมสุข</name>
</author>
<id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17718</id>
<updated>2026-03-16T09:06:02Z</updated>
<published>2559-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">การศึกษาของเด็กต่างด้าวในสถานศึกษาจังหวัดชลบุรี
รุ้งนภา ยรรยงเกษมสุข
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษานโยบายและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาของเด็กต่างด้าว สภาพการณ์และปัญหาด้านศึกษาของเด็กต่างด้าวในสถานศึกษาจังหวัดชลบุรี และแนวปฏิบัติที่ดีในการจัดการศึกษาเด็กต่างด้าวในสถานศึกษา ด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพและการสัมภาษณ์ผู้อำนวยการโรงเรียน 7แห่ง นักเรียนต่างด้าว ผู้ปกครอง และนายจ้าง ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรีที่ 1 ผลการศึกษาพบว่า มีกฎหมายทั้งในประเทศ ระหว่างประเทศ และนโยบายรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง และทุกโรงเรียนได้ปฏิบัติตามกฎหมายและนโยบาย หากพิจารณาด้วยหลักการ 4-A คือ การศึกษาต้องพร้อมที่จะให้ใช้ได้ ต้องเข้าถึงได้ ต้องยอมรับได้ และต้องสามารถปรับได้ พบว่า ครูยังไม่ได้รับการอบรมการสอนที่สอดคล้องกับความหลากหลาย อย่างไรก็ตาม ครูในทุกโรงเรียนมีทัศนคติที่ดีและเปิดโอกาสให้เด็กต่างด้าวได้แสดงความสามารถตามความถนัด และมีแนวโน้มที่เด็กต่างด้าวในโรงเรียนจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากจำนวนแรงงานต่างด้าวที่เพิ่มขึ้น และบางโรงเรียนในพื้นที่ไม่รับเด็กต่างด้าวเข้าเรียน สำหรับแนวปฏิบัติที่ดี คือ ครูมีทัศนคติที่ดีต่อเด็กต่างด้าวทำให้เกิดความเสมอภาคเท่าเทียมกัน การมีห้องเรียนอาเซียนเพื่อเตรียมความพร้อมด้านภาษา และการสร้างการมีส่วนร่วมและความสัมพันธ์อันดีกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรเอกชน และชุมชน ในการสนับสนุนการศึกษาหรือการจัดกิจกรรม
</summary>
<dc:date>2559-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>การศึกษาความเข้าใจเรื่อง แนวคิดรัฐธรรมนูญนิยมของประชาชนชาวไทย</title>
<link href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17717" rel="alternate"/>
<author>
<name>วิเชียร ตันศิริมงคล</name>
</author>
<id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17717</id>
<updated>2026-03-16T08:57:14Z</updated>
<published>2565-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">การศึกษาความเข้าใจเรื่อง แนวคิดรัฐธรรมนูญนิยมของประชาชนชาวไทย
วิเชียร ตันศิริมงคล
การศึกษาวิจัยเรื่อง การศึกษาความเข้าใจเรื่องแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยมของประชาชนชาวไทย เป็นการวิจัยที่มีวัตถุประสงค์คือ หนึ่ง เพื่อศึกษาระดับความเข้าใจเรื่องแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยมของประชาชนชาวไทย และสอง เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความเข้าใจเรื่องแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยมของประชาชนชาวไทย โดยการวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ จากการเก็บแบบสอบถามจำนวน  400 ชุด จากประชาชนชาวไทยที่อยู่อาศัยในประเทศไทย มีการวิเคราะห์ผลการวิจัยด้วยสถิติ t-test และสถิติ One-way ANOVA ที่ระดับนัยส าคัญทางสถิติที่ 0.05&#13;
ผลการศึกษา พบว่า ความเข้าใจเรื่องแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยมของประชาชนชาวไทย พบว่า &#13;
ประชาชนชาวไทยมีความเข้าใจเรื่องแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยมอยู่ในระดับมาก (x̅ = 4.11) โดยในภาพรวมหากพิจารณาเป็นรายด้าน จะพบว่า ความเข้าใจเรื่องแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยมของประชาชนชาวไทย อยู่ในระดับมากทั้งหมด 4 ประเด็น คือ ด้านหลักการแบ่งแยกอ านาจ (x̅ = 4.34) ด้านหลักนิติรัฐ (x̅ = 4.23) ด้านความรับผิด (x̅ = 4.21) และด้านสิทธิ เสรีภาพ เสมอภาค (x̅ = 3.64) ตามลำดับ&#13;
ส่วนปัจจัยที่มีผลต่อความเข้าใจเรื่องแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยมของประชาชนชาวไทย พบว่า &#13;
ปัจจัยที่มีผลต่อความเข้าใจเรื่องแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยมของประชาชนชาวไทย ได้แก่ ตัวแปรระดับการศึกษา อาชีพ ระดับรายได้ต่อเดือน จำนวนชั่วโมง การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และความสำคัญของการติดตามสื่อสังคมออนไลน์ที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนตัวแปรเพศ อายุ สถานภาพสมรส การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร สื่อสังคมที่เข้าถึงข่าวสาร หนังสือพิมพ์ที่อ่านเป็นประจำ และการแชร์ข้อมูลข่าวสารในสื่อสังคมออนไลน์ ไม่เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความเข้าใจเรื่องแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยมของประชาชนชาวไทย
</summary>
<dc:date>2565-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
</feed>
