<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
  <channel>
    <title>DSpace Collection:</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4702</link>
    <description />
    <pubDate>Tue, 24 Mar 2026 09:26:37 GMT</pubDate>
    <dc:date>2026-03-24T09:26:37Z</dc:date>
    <item>
      <title>การพัฒนารายวิชากระบวนการละครเพื่อการเรียนรู้แบบเปิดสำหรับผู้สูงวัยในภาคตะวันออก</title>
      <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17603</link>
      <description>Title: การพัฒนารายวิชากระบวนการละครเพื่อการเรียนรู้แบบเปิดสำหรับผู้สูงวัยในภาคตะวันออก
Authors: ไพบูลย์ โสภณสุวภาพ
Abstract: การเติบโตอย่างรวดเร็วและความเป็นเมืองของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของประเทศไทย ได้สร้างความท้าทายที่สำคัญทั้งทางร่างกายและจิตใจให้แก่ผู้สูงวัยในพื้นที่ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์สองประการ คือ 1) เพื่อศึกษาองค์ความรู้ที่จำเป็นสำหรับผู้สูงวัยในการปรับตัวและบรรลุสู่การเป็นผู้สูงวัยที่มีพฤฒพลัง (Active Aging) และ 2) เพื่อพัฒนาหลักสูตรออนไลน์แบบเปิด (MOOCs) ที่ใช้กระบวนการละครเป็นฐานในการเสริมสร้างศักยภาพ เพื่อให้ผู้สูงวัยสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเองได้ การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) แบบ 4 ขั้นตอนตามหลักการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) เก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงคุณภาพและแบบสอบถามเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่างผู้สูงวัยในเขต EEC ที่คัดเลือกแบบเจาะจง ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อแรกพบว่า ผู้สูงวัยต้องการลดการพึ่งพาผู้อื่นและจำเป็นต้องได้รับการเสริมสร้างศักยภาพใน 5 มิติหลัก ได้แก่ 1) ความรอบรู้ด้านสุขภาพเชิงรุก 2) ความรอบรู้ด้านดิจิทัลโดยเน้นการสร้างภูมิคุ้มกันต่อภัยออนไลน์ 3) การเห็นคุณค่าในตนเองและสุขภาพจิต 4) การมีส่วนร่วมทางสังคม และ 5) ความมั่นคงในชีวิต โดยมีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนบทบาททางสังคมของตนจาก "ภาระ" ให้กลายเป็น "พลัง" และนำไปสู่วัตถุประสงค์ข้อที่สองการพัฒนาหลักสูตรออนไลน์ (MOOCs) ในชื่อ "กระบวนการละครเพื่อการเรียนรู้สู่พฤฒพลัง" ซึ่งบูรณาการแนวคิดพฤฒพลังเข้ากับทฤษฎีการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง ผลลัพธ์เชิงรูปธรรมคือหลักสูตร 4 โมดูล ที่นำเสนอผ่านวิดีโอรูปแบบสาระบันเทิง (Edutainment) และกิจกรรมละครที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ โดยมีโครงสร้างที่นำพาผู้เรียนตั้งแต่การค้นพบตนเอง การสร้างทักษะ ไปจนถึงการมีส่วนร่วมคืนคุณค่าสู่สังคม ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยในอนาคตมุ่งเน้น 3 แนวทางหลัก ได้แก่ การวิจัยเชิงคุณภาพเชิงลึกเพื่อการปรับใช้ให้เข้ากับบริบทท้องถิ่น การวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อทดสอบประสิทธิผลในระดับชุมชน และการวิจัยระยะยาวเพื่อประเมินความยั่งยืนของผลลัพธ์</description>
      <pubDate>Fri, 01 Jan 2568 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17603</guid>
      <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การพัฒนารายวิชากระบวนการดนตรีและการขับร้องเพื่อผ่อนคลายเพื่อการเรียนรู้แบบเปิดสำหรับผู้สูงวัยในภาคตะวันออก</title>
      <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17602</link>
      <description>Title: การพัฒนารายวิชากระบวนการดนตรีและการขับร้องเพื่อผ่อนคลายเพื่อการเรียนรู้แบบเปิดสำหรับผู้สูงวัยในภาคตะวันออก
Authors: ธนะรัชต์ อนุกูล; จันทนา คชประเสริฐ
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินรายวิชาแบบเปิด (MOOC) ในการเรียนรู้ดนตรีและการขับร้องสำหรับผู้สูงอายุ โดยมี ตัวแปรต้น คือ โครงสร้างและรูปแบบของกิจกรรมการเรียนรู้ดนตรีและการขับร้องที่จัดผ่านระบบ MOOCs และ ตัวแปรตาม คือ ระดับความผ่อนคลาย การรับรู้ความง่ายในการเรียนรู้ ความพึงพอใจ และคุณภาพโดยรวมของการเรียนรู้ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุจำนวน 20 คน ที่เข้าร่วมกิจกรรมดนตรีทั้งหมด 10 รายการ เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสอบถามการประเมินผล และการสนทนากลุ่ม ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสหสัมพันธ์เพียร์สัน ข้อมูลเชิงคุณภาพได้จากการวิเคราะห์เนื้อหาของการสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า กิจกรรมที่เน้นการเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น Body Percussion และ Body Rhythm ได้รับการประเมินว่าส่งผลต่อความผ่อนคลายและง่ายต่อการเรียนรู้มากที่สุด เนื่องจากไม่ต้องอาศัยทักษะทางเทคนิคหรือเครื่องดนตรีเฉพาะ ขณะเดียวกันกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์ทางวัฒนธรรมและความคุ้นเคย เช่น การฟังดนตรีและการร้องเพลงที่เหมาะสม แสดงค่าผลกระทบเชิงบวกสูงสุด โดยมีค่า Overall Impact เกินร้อยละ 89 ส่วนกิจกรรมที่เน้นทักษะเฉพาะ เช่น การฝึกออกเสียงและเทคนิคการขับร้อง แม้ไม่อยู่ในระดับสูงสุด แต่ก็มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาความมั่นคงของเสียงและการเรียนรู้เชิงทักษะ ผลการวิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์เพียร์สันชี้ให้เห็นแนวโน้มเชิงบวก ผู้ที่รู้สึกผ่อนคลายมักรับรู้ว่ากิจกรรมง่ายขึ้น แม้ไม่ถึงระดับนัยสำคัญทางสถิติ แต่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของบรรยากาศที่ผ่อนคลายต่อการเรียนรู้ นอกจากนี้ยังพบความแตกต่างด้านประชากรศาสตร์ โดยเพศหญิงให้คะแนนด้านความผ่อนคลายสูงกว่าเพศชาย ส่วนเพศชายให้คะแนนด้านความง่ายสูงกว่าเล็กน้อย กลุ่มอายุ 70–79 ปีได้คะแนนสูงสุดทั้งสองด้าน แสดงศักยภาพการเรียนรู้สูงที่สุด ในขณะที่กลุ่มอายุ 80 ปีขึ้นไปได้คะแนนต่ำที่สุด สะท้อนข้อจำกัดทางร่างกายและการรับรู้ ส่วนผู้ที่มีรายได้มั่นคงประเมินสูงกว่าผู้มีรายได้ไม่มั่นคงเล็กน้อย แสดงถึงบทบาทของความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อความมั่นใจและการเข้าร่วมกิจกรรม</description>
      <pubDate>Fri, 01 Jan 2568 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17602</guid>
      <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การถอดบทเรียนองค์ความรู้ศิลปะการแสดงพื้นบ้าน ภาคตะวันออก สู่ฐานข้อมูลเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีพ</title>
      <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17368</link>
      <description>Title: การถอดบทเรียนองค์ความรู้ศิลปะการแสดงพื้นบ้าน ภาคตะวันออก สู่ฐานข้อมูลเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีพ
Authors: รณชัย รัตนเศรษฐ; พิทักษ์ สูตรอนันต์; พิมลพรรณ เลิศล้ำ
Abstract: งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์คือ การจัดทําข้อมูลประวัติพัฒนาการและวิถี ชีวิตชุมชน ประกอบด้วย ด้านประวัติ ด้านสังคมวิถีชีวิตและความเชื่อโยงในชุมชน การจัดทําองค์ความรู้ ศิลปะการแสดงพื้นบ้าน  ผลการศึกษาพบว่า ประวัติพัฒนาการและวิถีชีวิตชุมชน ตลาดไผ่ล้อมชุมชนใหญ่ที่นับว่าเป็น ศูนย์กลางของอําเภอไผ่ล้อม (ปัจจุบันคือ อําเภอบ้านค่าย) ลักษณะเป็นที่ราบ มีสายน้ำระยองไหลพาดผ่านใจกลางชุมชน จึงทําให้ชุมชนนี้เป็นย่านการค้าที่สําคัญที่จะรับของป่าและข้าวล่องน้ำไปขายที่เมืองระยอง โดยมีผู้คนอาศัยตั้งแต่สมัยอิทธิพลขอม สมัยอยุธยา จนสมัยรัตนโกสินทร์ มีการพัฒนาเรื่อยมาจนย่านการค้าแห่งนี้จึงได้เกิดอาคารเรียงรายจนถึงปัจจุบัน ทำให้เป็นศูนย์กลางทางการค้า รวมถึงกลุ่มของชาติพันธุ์ และเป็นแหล่งรวมศิลปวัฒนธรรมที่ถูกนำเข้ามาจากผู้ที่เดินทางเข้ามายังพื้นที่ ก่อให้เกิดเป็นการประสมประสานศิลปะพื้นบ้านที่พัฒนาขึ้นจนเกิดเป็นเอกลักษณ์พื้นถิ่น โดยเฉพาะหนังตะลุงของสายวัตใหม่กระบกขึ้นผึ้ง ที่เป็นต้นกำเนิดของหนังตะลุงของจังหวัดระยองที่เป็นแหล่งกำเนิดที่สำคัญ การแสดงหนังตะลุงเข้ามาในจังหวัดของเมื่อราวพ.ศ. 2469 จากครูหนังตะลุงที่เที่ดินทางมาจากปักษ์ใต้ เดินทางมาทำการแสดงหนังตะลุงที่บ้านไผ่ล้อมซึ่งเป็นเขตตัวอำเภอบ้านค่าย และเริ่มตั้งคณะหนังตะลุงที่วัดใหม่กระบกขึ้นผึ้ง จนเป็นต้นแบบการแสดงหนังตะลุงของจังหวัดระยอง"</description>
      <pubDate>Wed, 01 Jan 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17368</guid>
      <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การประพันธ์เพลงระบำโบราณคดี ชุดปราสาทเขาน้อยสีชมพู</title>
      <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4476</link>
      <description>Title: การประพันธ์เพลงระบำโบราณคดี ชุดปราสาทเขาน้อยสีชมพู
Authors: กิตติภัณฑ์ ชิตเทพ
Abstract: งานวิจัยเรื่อง การประพันธ์เพลงระบำปราสาทเขาน้อยสีชมพูเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาบริบทที่เกี่ยวข้องกับโบราณสถานปราสาทเขาน้อยสีชมพู ตำบลคลองน้ำใส อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว และประพันธ์เพลงระบำปราสาทเขาน้อยสีชมพู&#xD;
จากการศึกษาพบว่าปราสาทเขาน้อยสีชมพู ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลคลองน้ำใส อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ถูกสร้างในพุทธศตวรรษที่ ๑๒ เชื่อว่าเป็นศาสนสถาน ประกอบด้วยปราสาท ๓ หลังคือ ปรางค์ทิศเหนือ ปรางค์องค์กลาง และวิหารทิศใต้ แต่คงเหลือเพียงปรางค์องค์กลางเท่านั้นที่ยังคงสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ มีการขุดพบโบราณวัตถุจำนวนมาก ที่สาคัญคือพบแผ่นจารึกบ่งบอกถึงอายุการสร้างปราสาทที่เรียกว่า จารึกเขาน้อย ที่ระบุศักราชเก่าที่สุดในประเทศ ในพื้นที่ชุมชนคลองน้ำใส ไม่ปรากฏพบวัฒนธรรมด้านดนตรีพื้นบ้าน ด้านความเชื่อและประเพณีที่เกี่ยวกับปราสาทเขาน้อยสีชมพูพบว่า ชาวบ้านมีประเพณีบุญขึ้นเขา มีการบวงสรวงปราสาทเขาน้อยสีชมพูในช่วงวันขึ้น ๑๕ ค่าเดือน ๖ รวมไปถึงมีพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายภัตตาหารเพล สักการะรอยพระพุทธบาท ก่อเจดีย์ทรายและมีมหรสพรื่นเริง&#xD;
เพลงระบำปราสาทเขาน้อยสีชมพู ประกอบด้วยทำนองอัตราจังหวะสองชั้น ๓ ท่อน ที่สะท้อนถึง ประการแรก ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของปราสาทเขาน้อยสีชมพู ที่ประกอบด้วยอาคาร ๓ หลัง และประการที่สอง ปราสาทเขาน้อยสีชมพูตั้งอยู่บริเวณภูเขาที่เรียงติดกัน ๓ ลูก ในอดีตปราสาทเขาน้อยสีชมพูที่เคยถูกผืนดินฝังอยู่กลางป่าบนภูเขา จนมีผู้สำรวจขุดค้นและศึกษา ทำให้ปราสาทเขาน้อยสีชมพูกลายเป็นโบราณสถานที่สำคัญ จากนั้นจึงต่อด้วยทำนองเพลงอัตราจังหวะชั้นเดียว แสดงถึงวิถีชีวิต ประเพณีและความเชื่อของคนในชุมชน&#xD;
การประพันธ์ทำนองเพลงในลักษณะสำเนียงเขมรเป็นหลักที่แสดงถึงการนำเสนอร่องรอยอารยะธรรมเขมรโบราณ และสำเนียงลาวที่สื่อถึงชาวชุมชนคลองน้ำใสที่เป็นชาวไทยญ้อ สังคีตลักษณ์ปรากฏในรูปแบบทำนองเพลง ๔ ท่อนที่ไม่เกี่ยวข้องกัน จังหวะฉิ่งที่อัตราจังหวะสองชั้นและชั้นเดียวแบบสามัญ จังหวะหน้าทับหน้าทับเขมรและหน้าทับแบบพิเศษในช่วงทำนองเพลงเร็วที่เป็นสำเนียงลาว พบการใช้บันไดเสียงทางชวา และบันไดเสียงทางเพียงออบนตามลำดับ การดำเนินทำนองของบทเพลงเป็นการดำเนินทำนองแบบกึ่งบังคับทาง ไม่ปรากฏพบการบรรเลงแบบอัตลักษณ์เข้าแบบ เพลงระบาปราสาทเขาน้อยสีชมพูจึงเป็นผลงานสร้างสรรค์ด้านดุริยางคศิลป์สื่อถึงตัวโบราณสถานปราสาทเขาน้อยสีชมพู ชาวไทยญ้อในชุมชนคลองน้ำใสที่สามารถเชื่อมโยงเอาวิถีชีวิต ชุมชน ความเชื่อประเพณีและศิลปกรรมเข้าไว้ด้วยกัน
Description: งานวิจัยนี้ได้รับทุนสนับสนุนวิจัยจากคณะดนตรีและการแสดง มหาวิทยาลัยบูรพา ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๓</description>
      <pubDate>Sun, 01 Jan 2564 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4476</guid>
      <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
  </channel>
</rss>

