<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <channel rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4743">
    <title>DSpace Collection:</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4743</link>
    <description />
    <items>
      <rdf:Seq>
        <rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17781" />
        <rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17764" />
        <rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17729" />
        <rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17715" />
      </rdf:Seq>
    </items>
    <dc:date>2026-05-27T20:18:26Z</dc:date>
  </channel>
  <item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17781">
    <title>พฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มให้พลังงานของวัยรุ่น ในเขตภาคตะวันออกของประเทศไทย</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17781</link>
    <description>Title: พฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มให้พลังงานของวัยรุ่น ในเขตภาคตะวันออกของประเทศไทย
Authors: ปาจรีย์ อับดุลลากาซิม
Abstract: การวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงสำรวจภาคตัดขวาง ( Cross-sectional study) ทำการเก็บข้อมูลวัยรุ่นจำนวน 989 คน ที่กำลังศึกษาในระดับปริญญาตรี ในสถานศึกษาเขตพื้นที่ภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดชลบุรี และ ฉะเชิงเทรา โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มให้พลังงานของวัยรุ่น และศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยด้านคุณลักษณะประชากร เจตคติต่อการบริโภคเครื่องดื่มให้พลังงาน การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงและการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมที่มีต่อพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มให้พลังงานของวัยรุ่น ในเขตภาคตะวันออก ทำการเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่พัฒนาขึ้นตามกรอบทฤษฏีพฤติกรรมตามแผน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและร้อยละ และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบ Chi-square test ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ร้อยละ 73.7 เป็นเพศหญิง ร้อยละ 61.2 มีอายุมากกว่า 18 ปี ร้อยละ 85 ศึกษาอยู่ในเขตจังหวัดชลบุรี ส่วนใหญ่มีเจตคติที่มีต่อการบริโภคเครื่องดื่มให้พลังงาน การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงปานกลาง การรับรู้การควบคุมพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มให้พลังงาน และพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มให้พลังงาน อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 38.4, 37.4, 43 และ 46.5 ตามลำดับ เพศ อายุ และค่าใช้จ่ายในการซื้อเครื่องดื่มที่ให้พลังงานต่อวันมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มให้พลังงาน มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มให้พลังงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt;0.001, 0.024 และ 0.001 ตามลำดับ) เจตคติต่อการบริโภคเครื่องดื่มให้พลังงาน การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง และการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มให้พลังงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt;0.001) การส่งเสริมพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มให้พลังงานที่เหมาะสมในวัยรุ่น จึงควรมีการส่งเสริมเจตคติ รวมทั้งการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง และการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมที่เหมาะสมต่อการบริโภคเครื่องดื่มให้พลังงาน</description>
    <dc:date>2558-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17764">
    <title>พฤติกรรมครัวเรือนและรูปแบบการจัดการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ในจังหวัดชลบุรี</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17764</link>
    <description>Title: พฤติกรรมครัวเรือนและรูปแบบการจัดการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ในจังหวัดชลบุรี
Authors: สุนิศา แสงจันทร์; นิภา มหารัชพงศ์
Abstract: การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมของครัวเรือนและรูปแบบการจัดการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ในจังหวัดชลบุรี รูปแบบการวิจัยเป็นเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง ประชากรคือครัวเรือนในท้องถิ่นในจังหวัดชลบุรี ใน 4 ระดับคือ เทศบาลนคร เทศบาลเมือง เทศบาลตำบล และองค์การบริหารส่วนตำบล รวบรวมตัวอย่างได้ 425 หลังคาเรือน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงตามสัดส่วนของจำนวนครัวเรือนในท้องถิ่นที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือคือแบบสัมภาษณ์ที่มีการตรวจหาคุณภาพเครื่องมือเรียบร้อยแล้ว วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณา และสถิติอ้างอิง&#xD;
ผลการศึกษาพบว่าตัวแทนครัวเรือนทั้งหมด 425 ครัวเรือนในแต่ละรูปแบบการปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนใหญ่เป็นหญิงมากกว่าชาย อายุเฉลี่ย (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) เท่ากับ 49.49(14.78) ปี ในส่วนมีสถานภาพสมรส ระดับการศึกษา พบว่าส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษา ส่วนใหญ่มีรายได้ในครัวเรือนปีละน้อยกว่า 300,000 บาท ระยะเวลาในการอาศัยอยู่ในชุมชน พบว่า ส่วนใหญ่อาศัยอยู่มากกว่า 30 ปี จากการศึกษาความรู้ในการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ในครัวเรือน พบว่า ระดับความรู้ในการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์โดยภาพรวมของประชาชนส่วนใหญ่อยู่ระดับน้อยถึงร้อยละ 63.3 โดยประชาชนของเทศบาลนคร D มีความรู้อยู่ในระดับน้อยมากที่สุด ร้อยละ 80.4 ประชาชนมีความเชื่อทางด้านสุขภาพ ในระดับปานกลางมากที่สุดร้อยละ 52.9 การศึกษาในเรื่องการรับรู้ข่าวสารในการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ของประชาชน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่รับทราบข่าวสารเกี่ยวกับขยะอิเล็กทรอนิกส์จากแหล่งนิตยสาร/วารสารมากที่สุด รองลงมาคือ สนทนากับเพื่อน/ญาติ หนังสือพิมพ์ วิทยุ การศึกษาด้านพฤติกรรมของครัวเรือนในการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับในการทิ้งซากผลิตภัณฑ์ในรอบ 5 ปีพบว่า เป็นโทรทัศน์มากที่สุด และพบว่า มีการทิ้งซากในรอบ 1 ปีเป็นหลอดไฟฟ้ามากที่สุด โดยจัดการด้วยวิธีทิ้งรวมกับขยะทั่วไปมากที่สุด และส่วนใหญ่มีระดับพฤติกรรมอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 61.2&#xD;
การเปรียบเทียบความรู้ในการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์โดยภาพรวมกับรูปแบบการปกครองส่วนท้องถิ่นพบว่า รูปแบบการปกครองส่วน ท้องถิ่นที่แตกต่างกัน มีระดับความรู้ในการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์โดยภาพรวมที่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0 .05 ครัวเรือนที่มีรูปแบบการปกครองส่วนท้องถิ่นที่แตกต่างกัน มีความเชื่อด้านสุขภาพเกี่ยวกับการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ไม่แตกต่างกัน ครัวเรือนที่มีรูปแบบการปกครองส่วนท้องถิ่นที่แตกต่างกัน มีพฤติกรรมในการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่แตกต่างกันทั้งในส่วนของพฤติกรรมการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์รวม และรายด้านส่วนพฤติกรรมการลดการเกิดและพฤติกรรมการรวบรวมขยะอิเล็กทรอนิกส์ แต่พบว่าส่วนการปกครองท้องถิ่นที่แตกต่างกันมีพฤติกรรมการจัดการในเรื่องการนำขยะอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ซ้ำและพฤติกรรมการคัดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ&#xD;
ดังนั้นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งดำเนินการเพิ่มองค์ความรู้ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการจัดการของครัวเรือนในขยะอิเลกทรอนิกส์ทั้งนี้อาจจะทำควบคู่ไปกับขยะมูลฝอยทั่วไป</description>
    <dc:date>2559-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17729">
    <title>สิ่งปนเปื้อนทางเคมีและจุลินทรีย์ในผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปที่จำหน่ายรอบโรงเรียน จังหวัดชลบุรี</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17729</link>
    <description>Title: สิ่งปนเปื้อนทางเคมีและจุลินทรีย์ในผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปที่จำหน่ายรอบโรงเรียน จังหวัดชลบุรี
Authors: ภารดี อาษา; รจฤดี โชติกาวินทร์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) สภาพการจำหน่ายของผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปบริเวณรอบโรงเรียนในจังหวัดชลบุรี (2) ตรวจหาสารปนเปื้อนทางเคมี ได้แก่ ไนไทรต์ ไนเทรต สีสังเคราะห์ และบอแรกซ์ และ (3) ตรวจสอบการปนเปื้อนทางจุลินทรีย์ ได้แก่ โคลิฟอร์มแบคทีเรียและอีโคไล รวมถึงเปรียบเทียบผลการตรวจด้วยชุดทดสอบภาคสนามกับผลวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการ มีกลุ่มตัวอย่างเป็นผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปที่จำหน่ายรอบโรงเรียนระดับประถมศึกษา ในเขตอำเภอเมือง อำเภอเกาะจันทร์ และอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี จำนวน 13 โรงเรียนรวมจำนวน 147 ตัวอย่าง ผลการวิจัยพบว่า ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่เป็นไส้กรอกไก่หรือไก่ผสมหมู จำหน่ายในรูปแบบแผงลอย รถพ่วงข้าง ร้อยละ 61.3, 32.3 ตามลำดับ ร้านจำหน่ายควรปรับปรุงในเรื่องการแต่งกายของผู้สัมผัสอาหารที่ไม่มีผ้ากันเปื้อนหรือไม่สวมหมวกหรือเน็ทคลุมผมร้อยละ 71.0 ผลิตภัณฑ์ไส้กรอกที่ปรุงสุกแล้ววางจำหน่ายโดยไม่มีการปกปิดร้อยละ 29.0 ผลการตรวจสารปนเปื้อนทางเคมีในผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปพบไนไทรต์และไนเทรตร้อยละ 91.8 และ 15.0 ของตัวอย่างทั้งหมด โดยปริมาณไนไทรต์ที่ตรวจพบไม่เกินค่ามาตรฐานทุกตัวอย่าง และไม่พบบอแรกซ์ทุกตัวอย่าง ด้านจุลินทรีย์พบเชื้อโคลิฟอร์มร้อยละ 8.8 และอีโคไลร่วมในบางตัวอย่าง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ไส้กรอกที่ปรุงด้วยวิธี “ต้มแล้วนำมายำ” หรือ “ปิ้งวางไว้รอขาย” ซึ่งมีอัตราการปนเปื้อนสูงสุดคิดเป็นร้อยละ 71.4 และ 29.4 ตามลำดับ สำหรับการเปรียบเทียบผลการตรวจไนไทรต์ ไนเทรตระหว่างชุดทดสอบควอนโทฟิกซ์ กับ วิธีมาตรฐานทางห้องปฏิบัติการ (In-house method: BS EN 12014-4:2005) พบว่าชุดทดสอบให้ค่าต่ำกว่าผลจากห้องปฏิบัติการ โดยเฉพาะเมื่อปริมาณไนไทรต์ต่ำกว่า 20 มก./กก. แต่มีแนวโน้มให้ผลในทิศทางเดียวกัน โดยมีค่าสหสัมพันธ์เพียร์สัน r = 0.49 (p = 0.1035) แสดงถึงความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับปานกลาง การใช้ชุดทดสอบจึงสามารถเป็นเครื่องมือคัดกรองเบื้องต้นในภาคสนามได้ คำสำคัญ: ไนไทรต์, ไนเทรต, จุลินทรีย์, ไส้กรอก, ความปลอดภัยอาหาร, จังหวัดชลบุรี
Description: โครงการวิจัยประเภทงบประมาณเงินรายได้ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา&#xD;
ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567</description>
    <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17715">
    <title>ประสิทธิผลของโปรแกรมการให้ความรู้ของการประเมินความเสี่ยงการรั่วไหลของแอมโมเนีย ต่อการรับรู้ความเสี่ยงและพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของพนักงานโรงงานผลิตน้ำแข็ง จังหวัดชลบุรี</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17715</link>
    <description>Title: ประสิทธิผลของโปรแกรมการให้ความรู้ของการประเมินความเสี่ยงการรั่วไหลของแอมโมเนีย ต่อการรับรู้ความเสี่ยงและพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของพนักงานโรงงานผลิตน้ำแข็ง จังหวัดชลบุรี
Authors: นันทพร ภัทรพุทธ; ธีรานันท์ นาคใหญ่
Abstract: การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาเปรียบเทียบระดับการรับรู้ความเสี่ยงและพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ก่อนและหลังการให้โปรแกรมการให้ความรู้ด้านการประเมินความเสี่ยงการรั่วไหลของแอมโมเนีย ของพนักงานโรงงานผลิตน้ำแข็ง จังหวัดชลบุรี เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) สองกลุ่มวัดผลก่อน-หลัง (Two group pretest-posttest design) การเข้าร่วมโปรแกรมการให้ความรู้ด้านการประเมินความเสี่ยงการรั่วไหลของแอมโมเนีย โดยกลุ่มประชากรศึกษา คือ พนักงานฝ่ายผลิต โรงงานผลิตน้ำแข็ง จ. ชลบุรี จำนวน 6 โรง แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทดลอง 3 โรง จำนวน 152 คน และกลุ่มควบคุม 3 โรง จำนวน 60 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ผลการวิจัย พบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนการรับรู้ความเสี่ยงโดยรวมก่อนการใช้โปรแกรมการให้ความรู้ฯ ของกลุ่มควบคุมมีระดับสูงกว่ากลุ่มทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Mean diff. = -0.881, 95% CI = -4.84-2.38, P-value &lt; 0.001) และพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานกับสารเคมีของกลุ่มควบคุมสูงกว่ากลุ่มทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) คะแนนหลังการใช้โปรแกรมการให้ความรู้ฯ พบว่า ค่าเฉลี่ยการรับรู้ความเสี่ยงโดยรวมของกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองไม่แตกต่างกัน (Mean diff. = -3.608, 95% CI = -1.78-0.02, P-value = 0.055) ส่วนค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานกับสารเคมีของกลุ่มควบคุมสูงกว่ากลุ่มทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) ระดับการรับรู้ความเสี่ยงทั้งในภาพรวมและรายด้านทั้ง 4 ด้านทั้งของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมภายหลังการใช้โปรแกรมการให้ความรู้ฯ อยู่ในระดับที่สูงกว่าก่อนการใช้โปรแกรมการให้ความรู้ฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p &lt; 0.001 ส่วนระดับพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานกับสารเคมีของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ก่อนและหลังการใช้โปรแกรมให้ความรู้ฯ ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้น สถานประกอบกิจการควรจัดให้มีการฝึกอบรมทบทวนความรู้ด้านความปลอดภัย จัดให้มีการฝึกซ้อมการตอบโต้เหตุฉุกเฉินกรณีแอมโมเนียรั่วไหล พร้อมทั้งอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลที่จำเป็น (ได้แก่ หน้ากากป้องกันสารเคมี แว่นตาป้องกันสารเคมี ชุดป้องกันสารเคมี) รวมถึง ภาครัฐควรมีมาตรการตรวจกำกับด้านความปลอดภัยสำหรับท่อและถังที่จัดเก็บแอมโมเนีย และการตรวจสอบการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับบริหารและหัวหน้างาน และคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานแรงงานและลดความเสี่ยงต่อการรั่วไหลของสารเคมี</description>
    <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
</rdf:RDF>

