<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <channel rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4713">
    <title>DSpace Community: คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4713</link>
    <description>คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</description>
    <items>
      <rdf:Seq>
        <rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17780" />
        <rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17779" />
        <rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17778" />
        <rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17776" />
      </rdf:Seq>
    </items>
    <dc:date>2026-05-27T20:18:26Z</dc:date>
  </channel>
  <item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17780">
    <title>รูปแบบการใช้ประโยชน์ของพืชสมุนไพรและการประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ ของพืชสมุนไพรระดับชุมชนในภาคตะวันออก</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17780</link>
    <description>Title: รูปแบบการใช้ประโยชน์ของพืชสมุนไพรและการประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ ของพืชสมุนไพรระดับชุมชนในภาคตะวันออก
Authors: พรรณิภา อนุรักษากรกุล
Abstract: การวิจัยครั้งนี้จัดทำขึ้นเพื่อสนองพระราชดำริโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ (อพ.สธ.) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและรวบรวมข้อมูลการใช้ประโยชน์พืชสมุนไพรระดับชุมชนใน ภาคตะวันออก ประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์จากการใช้ประโยชน์ของพืชสมุนไพร และวิเคราะห์ข้อมูลทางการตลาดในห่วงโซ่คุณค่า (ต้นน้ำ–กลางน้ำ–ปลายน้ำ) ของพืชสมุนไพรในระดับชุมชนในภาคตะวันออก การวิจัยเป็นแบบผสมผสาน เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากประธานและสมาชิกกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์สมุนไพรบ้านตม จังหวัดชลบุรี วิสาหกิจชุมชนสมุนไพรภูมิใจอนงค์ และวิสาหกิจชุมชนพัฒนาทรัพยากรชีวภาพ จังหวัดจันทบุรี รวมทั้งผู้ประกอบการในพื้นที่ จำนวน ๔๕ คน โดยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยวิธีการประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์แบบราคาตลาด ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์สมุนไพรบ้านตม จังหวัดชลบุรี มีพืชสมุนไพร ๗๔ ชนิด ส่วนใหญ่ใช้เพื่อการบริโภคในครัวเรือน (ร้อยละ ๔๓.๑๔) รองลงมา คือ จำหน่าย (ร้อยละ ๓๑.๐๘) และไม่ได้ใช้ประโยชน์ (ร้อยละ ๒๕.๗๘) วิสาหกิจชุมชนสมุนไพรภูมิใจอนงค์ จังหวัดจันทบุรี พบพืชสมุนไพร ๒๑๑ ชนิด ใช้เพื่อการบริโภค (ร้อยละ ๔๓.๖๐) จำหน่าย (ร้อยละ ๒๒.๒๘) และไม่ได้ใช้ประโยชน์ (ร้อยละ ๓๔.๑๒) ส่วนวิสาหกิจชุมชนพัฒนาทรัพยากรชีวภาพ จังหวัดจันทบุรี พบพืชสมุนไพร ๑๖๐ ชนิด ส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ (ร้อยละ ๕๙.๓๗) รองลงมาคือบริโภค (ร้อยละ ๓๕.๖๒) และจำหน่าย (ร้อยละ ๗.๕๐) การประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์พบว่า พืชสมุนไพรในพื้นที่ชุมชนภาคตะวันออกมีมูลค่าการใช้ประโยชน์รวม ๕๕๕,๔๖๐ บาทต่อครัวเรือนต่อปี และมูลค่าสุทธิของผลิตภัณฑ์สมุนไพรเท่ากับ ๒,๐๐๗,๓๒๔ บาทต่อปี แสดงให้เห็นว่าพืชสมุนไพรมีศักยภาพสูงในการสร้างรายได้ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และลดความเหลื่อมล้ำในระดับฐานรากได้อย่างเป็นรูปธรรม ข้อค้นพบเชิงนโยบายที่สำคัญ คือ ภาคตะวันออกยังมีทรัพยากรพืชสมุนไพรจำนวนมากที่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ดังนั้น ภาครัฐควรส่งเสริมการพัฒนาระบบฐานข้อมูลทรัพยากรสมุนไพรชุมชน การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพร การยกระดับมาตรฐานการผลิต และการเชื่อมโยงตลาดเชิงพาณิชย์ เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ในระดับกลางน้ำและปลายน้ำ นอกจากนี้ ควรบูรณาการนโยบายสมุนไพรกับแนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพและ BCG Economy Model เพื่อสนับสนุนการใช้ทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืน สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากต่อไป</description>
    <dc:date>2569-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17779">
    <title>การเล่าเรื่องและกลวิธีการใช้ภาษาในข่าวภัยพิบัติทางธรรมชาติ: กรณีศึกษาข่าวพายุยางิ</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17779</link>
    <description>Title: การเล่าเรื่องและกลวิธีการใช้ภาษาในข่าวภัยพิบัติทางธรรมชาติ: กรณีศึกษาข่าวพายุยางิ
Authors: ขจิตา ศรีพุ่ม.
Abstract: ยางิ ข้อมูลที่ใช้ศึกษาได้แก่ ข่าวภัยพิบัติทางธรรมชาติจากพายุยางิที่ส่งผลกระทบในจังหวัดเชียงราย ประเทศไทย ซึ่งเผยแพร่ในเว็บไซต์ข่าว จำนวน 10 เว็บไซต์  รวมจำนวนทั้งสิ้น 270 ข่าว ผลการศึกษาวัตถุประสงค์ที่ 1 องค์ประกอบของเรื่องเล่าข่าวภัยพิบัติ 6 ด้าน พบว่า 1) ด้านมุมมองในการเล่าเรื่องส่วนใหญ่เป็นมุมมองจากบุคคลที่สาม โดยนักข่าวทำหน้าที่เป็นผู้สังเกตการณ์หรือผู้รายงานข้อมูล 2) ด้านตัวละคร พบว่ามีประชาชนผู้ประสบภัยถูกนำเสนอในฐานะเหยื่อหรือผู้รอความช่วยเหลือมีการสร้างตัวละคร “ฮีโร่” จากภาคประชาชนมากกว่าเจ้าหน้าที่รัฐ ตัวละครร้าย ได้แก่ ภัยธรรมชาติ  3) ด้านโครงเรื่อง ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นเรื่องเล่าของภัยพิบัติ 4) องค์ประกอบด้านแก่นเรื่องที่พบมากได้แก่ ภัยพิบัติซ้ำซาก และ ความเปราะบางของโครงสร้างพื้นฐานและการจัดการ แก่นเรื่องรองลงมา ได้แก่ ความสำคัญของการช่วยเหลือและน้ำใจจากทุกภาคส่วน และความล่าช้าหรือขาดประสิทธิภาพของรัฐในการจัดการภัยพิบัติ 5) องค์ประกอบด้านความขัดแย้ง ได้แก่ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ  ความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับรัฐ และ ความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง 6) องค์ประกอบด้านฉากที่เด่น ได้แก่ พื้นที่ประสบภัยในจังหวัดเชียงรายและ ช่วงเวลาที่มีการระบุชัดเจน  ผลการศึกษาตามวัตถุประสงค์ที่ 2 ด้านกลวิธีการใช้ภาษาในเรื่องเล่าข่าวภัยพิบัติ พบกลวิธีทางภาษา 4 ประการได้แก่ 1) กลวิธีทางศัพท์ ได้แก่ คำแสดงความรุนแรง วิกฤติ ฉับพลัน คำกริยาแสดงอารมณ์ความรู้สึก การใช้ชื่อบุคคล หน่วยงาน สถานที่เฉพาะ คำขยายหรือคำเน้นระดับคำศัพท์ด้านตัวเลขและปริมาณ คำศัพท์เชิงเศรษฐกิจ คำแสดงสาเหตุ-ผลลัพธ์ 2) กลวิธีการขยายความ ได้แก่ การขยายภาพความเสียหายการขยายเวลา สถานที่ ลักษณะทางภูมิศาสตร์ การขยายความหมายด้านบวก ด้านลบ 3) กลวิธีทางวัจนปฏิบัติศาสตร์และวาทกรรม ได้แก่ การอ้างอิงผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีอำนาจ การวิจารณ์เชิงนโยบาย คำถามเชิงโต้เถียง การใช้เสียงของประชาชน ชุมชน การเล่าเรื่อง การจัดโครงเรื่อง วัจนกรรม ได้แก่ การแจ้งเตือน แนะนำ สั่ง การประกาศ การรายงาน การให้ข้อมูล และ 4) กลวิธีทางวาทศิลป์ ได้แก่ การเปรียบเปรย การใช้คำเชิงศีลธรรม การสร้างภาพ “ฮีโร่” งานวิจัยนี้สะท้อนให้เห็นองค์ประกอบการเล่าเรื่องภัยพิบัติและกลวิธีการใช้ภาษาที่ใช้วิธีการศึกษาต่อยอดจากการศึกษาเชิงวรรณกรรม ภาพยนตร์ ดิจิทัล มาสู่การประยุกต์ในบริบทจริงของสังคมไทยที่มีผลโดยตรงต่อการจัดการปัญหาและการสื่อสารเชิงนโยบายซึ่งสามารถไปเชื่อมโยงกับการกำหนดแนวทางเชิงนโยบาย เช่น การออกแบบมาตรฐานการรายงานข่าวภัยพิบัติ การกำหนดคู่มือการใช้ถ้อยคำและกลวิธีการสื่อสาร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารในภาวะวิกฤติและสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน
Description: โครงการวิจัยประเภทงบประมาณเงินรายได้มหาวิทยาลัย เงินรายได้ส่วนงาน มหาวิทยาลัยบูรพา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568</description>
    <dc:date>2569-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17778">
    <title>กลวิธีและข้อบกพร่องในการใช้คำวิเศษณ์ภาษาฝรั่งเศสในการเขียนอนุเฉทของนิสิตสาขาวิชาภาษาฝรั่งเศสเพื่อการสื่อสาร มหาวิทยาลัยบูรพา</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17778</link>
    <description>Title: กลวิธีและข้อบกพร่องในการใช้คำวิเศษณ์ภาษาฝรั่งเศสในการเขียนอนุเฉทของนิสิตสาขาวิชาภาษาฝรั่งเศสเพื่อการสื่อสาร มหาวิทยาลัยบูรพา
Authors: นิชุตา บุญขำ
Abstract: งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) รวบรวมความถี่ของคำวิเศษณ์ภาษาฝรั่งเศสที่ปรากฏในงานเขียนอนุเภทประเภทต่าง ๆ ของผู้เรียน และ 2) ศึกษาข้อบกพร่องในการใช้คำวิเศษณ์ภาษาฝรั่งเศสที่พบในงานเขียนอนุเฉทของผู้เรียน ผู้วิจัยเก็บข้อมูลวิจัยจากงานเขียนของนิสิตสาขาวิชาภาษาฝรั่งเศสเพื่อการสื่อสาร มหาวิทยาลัยบูรพา ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชา 22633664 การเขียนอนุเฉทภาษาฝรั่งเศส จำนวน 31 คน โดยเก็บข้อมูลจากงานเขียน 4 ประเภท ได้แก่ งานเขียนอนุเฉทเชิงบรรยาย งานเขียนอนุเฉทเชิงเล่าเรื่อง งานเขียนอนุเฉทเชิงให้ข้อมูล และงานเขียนอนุเฉทเชิงโต้แย้ง รวมทั้งหมด 124 ชิ้น โดยเก็บข้อมูลเฉพาะประโยคที่ปรากฏคำวิเศษณ์จำนวน 875 ประโยค ผลการวิจัยพบว่า ผู้เรียนที่ได้รับผลการเรียนแตกต่างกัน (ดีเยี่ยม ดี ปานกลาง พอใช้ และตก) มีจำนวนและอัตราความถี่ในการใช้คำวิเศษณ์ที่ใกล้เคียงกันในงานเขียนอนุเฉทแต่ละประเภท ผู้เรียนเลือกใช้ประเภทคำวิเศษณ์ (แสดงอาการ ระบุระดับขั้น ระบุสถานที่ ฯลฯ) ที่สอดคล้องกับงานเขียนอนุเฉทแต่ละประเภท และมักใช้คำวิเศษณ์เพื่อขยายประโยค ขยายคำกริยา ขยายคำคุณศัพท์ ขยายคำวิเศษณ์คำอื่น หรือขยายคำนามหรือกลุ่มคำนาม นอกจากนี้ จากการศึกษาประโยคที่ปรากฏคำวิเศษณ์ จำนวน 875 ประโยค พบว่าผู้เรียนมีข้อบกพร่องในการใช้คำวิเศษณ์ จำนวน 120 ประโยค ข้อบกพร่องส่วนใหญ่มาจากการสะกดคำผิด การวางตำแหน่งคำวิเศษณ์ในประโยค ความสับสนระหว่างคำวิเศษณ์และคำคุณศัพท์ และการใช้คำวิเศษณ์ระบุปริมาณขยายคำนามหรือกลุ่มคำนาม ทั้งนี้ พบว่าข้อบกพร่องส่วนใหญ่มาจากอิทธิพลของภาษาไทยซึ่งเป็นภาษาแม่ของผู้เรียน งานวิจัยชิ้นนี้ได้เสนอแนวทางแก้ไขข้อบกพร่องโดยการแสดงตัวอย่างการใช้คำวิเศษณ์ในภาษาฝรั่งเศสและภาษาไทยแบบคู่ขนานตามแนวทางภาษาศาสตร์เชิงเปรียบต่าง เพื่อใช้ผู้เรียนได้เห็นความเหมือนและความแตกต่างของคำวิเศษณ์ภาษาฝรั่งเศสและภาษาไทยทั้งในระดับโครงสร้างและในระดับความหมายของประโยคไปพร้อม ๆ กัน
Description: โครงการวิจัยประเภทงบประมาณเงินรายได้มหาวิทยาลัย เงินรายได้ส่วนงาน มหาวิทยาลัยบูรพา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568</description>
    <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17776">
    <title>ความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียหลักสูตรนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสื่อสารแบรนด์ ภาควิชานิเทศศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17776</link>
    <description>Title: ความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียหลักสูตรนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสื่อสารแบรนด์ ภาควิชานิเทศศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
Authors: ญาธิดา บุญญา
Abstract: วัตถุประสงค์การวิจัยครั้งนี้เพื่อศึกษาการรับรู้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวกับสถานภาพของหลักสูตรนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสื่อสารแบรนด์ ภาควิชานิเทศศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา และเพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบความต้องการของผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในหลักสูตรฯ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในหลักสูตรที่นำมาศึกษาในครั้งนี้ ได้แก่ ศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน และผู้ใช้งานบัณฑิต องค์ประกอบหลักสูตรที่นำมาศึกษาเป็นของสิทธิพล อาจอินทร์ (2564) ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ จุดมุ่งหมายของหลักสูตร เนื้อหา แนวทางการจัดการเรียนการสอน และการประเมินผลการเรียนการสอน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เจาะลึกกับผู้ให้ข้อมูล 32 คน ได้แก่ ศิษย์เก่า จำนวน 11 คน ศิษย์ปัจจุบัน จำนวน 11 คน และผู้ใช้งานบัณฑิต จำนวน 10 คน เก็บข้อมูลกับกลุ่มผู้ให้ข้อมูล ตั้งแต่เดือนมิถุนายน-กันยายน พ.ศ. 2567&#xD;
ผลการวิจัยเกี่ยวกับประเด็นการรับรู้สถานภาพของหลักสูตรฯ พบว่า กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เป็นศิษย์เก่า และศิษย์ปัจจุบันส่วนใหญ่รับรู้และมีความพึงพอใจสถานภาพของหลักสูตรฯ ในปัจจุบันตามองค์ประกอบทั้ง 4 ด้าน ขณะที่ผู้ใช้งานบัณฑิตได้ประเมินสมรรถนะของมหาบัณฑิตหลักสูตรนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสื่อสารแบรนด์ไว้ว่า จุดเด่นของมหาบัณฑิตในหลักสูตรฯ คือ มีความรู้ด้านการสื่อสารแบรนด์ มีทักษะการสื่อสาร สามารถนำความรู้มาใช้ในการทำงานพัฒนาแบรนด์อย่างสร้างสรรค์ นำเสนองานได้ดี ปรับตัวเก่ง มีทักษะการวางแผนเป็นระบบ และพร้อมเรียนรู้และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ สิ่งที่ควรพัฒนา คือ มหาบัณฑิตอาจต้องนำความรู้มาประยุกต์ใช้ในการทำงานและทำความเข้าใจเกี่ยวกับองค์กร เรียนรู้&#xD;
การใช้เทคโนโลยีสื่อสารใหม่ ๆ และฝึกฝนความสามารถเฉพาะด้าน ผลการวิจัยเกี่ยวกับการวิเคราะห์และเปรียบเทียบความต้องการของหลักสูตรฯ พบว่า แม้ว่าทั้งศิษย์เก่า และศิษย์ปัจจุบันจะมีความพึงพอใจในหลักสูตรฯ ปัจจุบัน แต่ยังมีความต้องการคล้ายคลึงกัน คือ ยังคงต้องการ ให้หลักสูตรฯ จัดการเรียนการสอนให้ความรู้ในด้านการสร้างและสื่อสารแบรนด์และการเป็นผู้ประกอบการ เพื่อนำความรู้ไปใช้ในการทำงานด้านสื่อสารแบรนด์หรือสร้างแบรนด์ของตัวเอง สิ่งที่น่าสนใจ คือ ทั้งศิษย์เก่า&#xD;
และศิษย์ปัจจุบันมีความตื่นตัวกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีการสื่อสารในยุคดิจิทัล และมีความต้องการให้หลักสูตรฯ ช่วยเปิดโลกทัศน์ใหม่ เพิ่มเครือข่าย และอัพเดทความรู้ใหม่ ๆ ให้โดยเฉพาะการตลาดดิจิทัล การใช้สื่อออนไลน์ และการใช้ปัญญาประดิษฐ์ มีความต้องการฝึกปฏิบัติจริงมากกว่าเรียนทฤษฎีและต้องการให้จัดทัศนศึกษาหรือลงพื้นที่ไปปฏิบัติการกับผู้ประกอบการจริง นอกจากนี้ มีความต้องการให้ปรับปรุงห้องเรียนและอุปกรณ์เทคโนโลยีให้มีความพร้อมเพื่อรองรับการเรียนการสอนที่เกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารใหม่ ๆ ขณะที่ความต้องการของผู้ใช้บัณฑิตนั้น นอกจากความรู้ตามเนื้อหาหลักสูตรฯ แล้ว ยังต้องการให้หลักสูตรฯ เพิ่มทักษะให้กับมหาบัณฑิตในด้านทักษะที่ใช้ในการทำงานเทคโนโลยีใหม่ ๆ  ทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อช่วยในการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงในสังคมดิจิทัล และทักษะการเข้าสังคมการทำงานในองค์กรและความฉลาดทางอารมณ์ "</description>
    <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
</rdf:RDF>

