<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Collection:</title>
  <link rel="alternate" href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4737" />
  <subtitle />
  <id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4737</id>
  <updated>2026-03-26T22:39:08Z</updated>
  <dc:date>2026-03-26T22:39:08Z</dc:date>
  <entry>
    <title>แนวทางการพัฒนากลยุทธ์การตลาดของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในภาคตะวันออกหลังสถานการณ์ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019</title>
    <link rel="alternate" href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17725" />
    <author>
      <name>พรรณิภา อนุรักษากรกุล</name>
    </author>
    <id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17725</id>
    <updated>2026-03-24T03:33:30Z</updated>
    <published>2566-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: แนวทางการพัฒนากลยุทธ์การตลาดของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในภาคตะวันออกหลังสถานการณ์ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
Authors: พรรณิภา อนุรักษากรกุล
Abstract: ประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่มีชื่อเสียงระดับโลก ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2562 เกิดสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ส่งผลให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทยได้รับผลกระทบมากที่สุดในโลก จากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 นั้น ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคธุรกิจเป็นอันมาก โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวและการบริการ เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในภาคตะวันออกของประเทศไทย จากนโยบายของรัฐบาลสนับสนุนให้ภาคตะวันออกเป็นศูนย์กลางการแพทย์ ซึ่งประกอบด้วยจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด เพื่อสร้างมูลค่าสูงและยกระดับให้เป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยวสุขภาพของเอเชีย นอกจากนี้ ภาครัฐยังมีแผนปฏิบัติการการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก สู่การท่องเที่ยวระดับโลกรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและกลุ่มเชิงสุขภาพ โดยมี พัทยา สัตหีบ และระยอง เป็นวงแหวนการท่องเที่ยวหลัก ดังนั้น พื้นที่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจำเป็นต้องหาจุดแข็งและเอกลักษณ์ เพื่อกำหนดตำแหน่งที่สอดคล้องกับทรัพยากรท้องถิ่นที่สำคัญ และที่สำคัญ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพต้องปรับตัวให้เข้ากับ สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว ดังนั้น งานวิจัยฉบับนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบหลักของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและวิเคราะห์แนวทางการพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในภาคตะวันออกหลังสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 งานวิจัยฉบับนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสำรวจ สัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ใช้การวิเคราะห์ TOWS เพื่อเสนอแนวทางการปรับกลยุทธ์ทางการตลาดของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่มีศักยภาพในภาคตะวันออก ผลลัพธ์ที่ได้คือ องค์ประกอบสำคัญของการเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ คือ ทรัพยากรธรรมชาติ มรดกทางวัฒนธรรม และทรัพยากรที่มนุษย์สร้างขึ้น หลังจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 นักท่องเที่ยวต่างมองหาสถานที่พักผ่อนที่ช่วยผ่อนคลายความเครียดและคำนึงถึงความปลอดภัยในระหว่างการเดินทาง รวมถึงในอนาคตนักท่องเที่ยวจะใช้เวลาในโรงพยาบาลน้อยลง และใช้เวลาในสปาและโรงแรมมากขึ้น ดังนั้น การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์มีความสำคัญมากเพราะสามารถสร้างรายได้ให้กับธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้องได้ จากการศึกษาพบว่าแนวทางการพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในภาคตะวันออกท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ 1) การเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวระหว่าง การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และการท่องเที่ยวเชิงส่งเสริมสุขภาพ 2) เน้นบริการที่สามารถปรับแต่งได้เฉพาะบุคคล สุขภาพและเห็นผลเร็ว 3) การนำเทคโนโลยีมาใช้กับการการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์มากขึ้น เช่น การให้คำปรึกษาทางการแพทย์ผ่านการแพทย์ทางไกล และ 4) การสร้างภาพลักษณ์และการประชาสัมพันธ์ เช่น คุณภาพ การบริการ มาตรฐานสิ่งอำนวยความสะดวกและความน่าเชื่อถือของบริการ ความเชื่อมโยงกับโรงแรมและธุรกิจอื่น ๆ
Description: โครงการวิจัยประเภทงบเงินรายได้มหาวิทยาลัย เงินรายได้ส่วนงาน มหาวิทยาลัยบูรพา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564.</summary>
    <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การใช้เทคนิคการประมวลผลภาพเพื่อการอนุรักษ์คุณภาพภาพถ่ายคัมภีร์ใบลาน</title>
    <link rel="alternate" href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17708" />
    <author>
      <name>คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์. มหาวิทยาลัยบูรพา</name>
    </author>
    <id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17708</id>
    <updated>2026-03-13T04:07:56Z</updated>
    <published>2561-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การใช้เทคนิคการประมวลผลภาพเพื่อการอนุรักษ์คุณภาพภาพถ่ายคัมภีร์ใบลาน
Authors: คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์. มหาวิทยาลัยบูรพา
Abstract: คัมภีร์ใบลานเป็นเอกสารโบราณที่มีคุณค่าทั้งทางด้านประวัติศาสตร์ ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติที่มีคุณค่าและความสำคัญอย่างยิ่ง มีเนื้อหาที่เกี่ยวกับ พุทธศาสนา ตำรายา ตำราโหราศาสตร์เป็นเอกสารชั้นต้นในศึกษาด้านประวัติศาสตร์ของสังคม คัมภีร์ใบลานส่วนใหญ่ถูกทำลาย หรือชำรุดเสียหายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ การทำสำเนาแบบดิจิทัลไฟล์ และปรับปรุงคุณภาพภาพถ่ายที่ได้จะช่วยในการอนุรักษ์เอกสารโบราณเหล่านี้ การดำเนินการวิจัยเริ่มจากอ่านภาพดิจิทัลต้นฉบับ เลือกโหมดสี HSI ปรับความคมชัดของภาพ ด้วยวิธีการยืดความคมชัด ลดสัญญาณรบกวนด้วยตัวกรองค่ามัธยฐาน การแยกตัวอักษรและพื้นหลังด้วยเทคนิคเทรชโฮลด์แบบการปรับตามความเข้มเฉพาะส่วนของภาพ อีกทั้งเพิ่มความชัดเจนของเส้นอักษรด้วยการใช้เทคนิคการเปลี่ยนแปลงลักษณะรูปร่างหรือโครงร่างของภาพ ผลการวิจัยที่ได้ถูกนำไปเปรียบเทียบและตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้วยวิธีการวัดประสิทธิภาพเชิงคุณภาพ ซึ่งผลการวิจัยแสดงว่าการใช้เทคนิคการแยกตัวอักษรและพื้นหลังแบบการปรับตามความเข้มเฉพาะส่วนของภาพ สามารถแยกตัวอักษรและพื้นหลังในภาพที่มีสภาพแสงไม่สม่ำเสมอได้ดีกว่าการใช้เทคนิคเทรชโฮลด์แบบค่าเดียวทั้งภาพ โดยค่าความถูกต้องอยู่ที่ 90% ผลการทดลองที่ได้สามารถนำไปแยกตัวอักษร เพื่อนำไปใช้ในขั้นตอนการรู้จำตัวอักษรต่อไปได้
Description: ได้รับทุนสนับสนุนจากงบประมาณเงินรายได้ ประจำปีงบประมาณ 2561 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา.</summary>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตที่มีต่อสมรรถนะของบัณฑิตสาขาวิชาสารสนเทศศึกษา มหาวิทยาลัยบูรพา ที่สำเร็จการศึกษาในปีการศึกษา 2557-2560</title>
    <link rel="alternate" href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17707" />
    <author>
      <name>ศรีหทัย เวลล์ส</name>
    </author>
    <id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17707</id>
    <updated>2026-03-13T02:44:36Z</updated>
    <published>2562-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตที่มีต่อสมรรถนะของบัณฑิตสาขาวิชาสารสนเทศศึกษา มหาวิทยาลัยบูรพา ที่สำเร็จการศึกษาในปีการศึกษา 2557-2560
Authors: ศรีหทัย เวลล์ส
Abstract: การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงผสม (Mixed Method Research) โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตที่มีต่อสมรรถนะของบัณฑิตสาขาวิชาสารสนเทศศึกษาในด้านคุณธรรม จริยธรรม ด้านความรู้ ด้านทักษะทางปัญญา ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ และด้านทักษะการคิดวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 2) เปรียบเทียบความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตที่มีต่อสมรรถนะของบัณฑิตสาขาวิชาสารสนเทศศึกษา จำแนกตามประเภทองค์กรและลักษณะงาน และ 3) ศึกษาจุดแข็ง และจุดอ่อนที่ควรพัฒนาของบัณฑิตสาขาสารสนเทศศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มตัวอย่างปริมาณได้แก่ ผู้ใช้บัณฑิตฯทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจและเอกชน จำนวน 123 คน 2) กลุ่มตัวอย่างเชิงคุณภาพ ได้แก่ ผู้ใช้บัณฑิตฯ จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบกึ่งโครงสร้าง การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้ความถี่ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตที่มีต่อสมรรถนะของบัณฑิตฯ อยู่ในระดับมากในทุกด้าน เรียงตามลำดับ คือ ด้านคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ (4.41) ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ (4.27) ด้านทักษะทางปัญญา (3.92) ด้านความรู้ (3.90) และด้านทักษะการคิดวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (3.82) 2) การเปรียบเทียบความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตที่มีต่อสมรรถนะของบัณฑิตฯ จำแนกตามประเภทองค์กรและลักษณะงาน พบว่า ประเภทขององค์กร ไม่มีความแตกต่างกัน ในส่วนของลักษณะงานขององค์กรนั้น มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในองค์กรเน้นกิจกรรมสันทนาการที่ระดับ 0.044 และกิจกรรมส่งเสริมการอ่านที่ระดับ 0.026 ข้อเสนอแนะเพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของบัณฑิตฯ ได้แก่ 1) การพัฒนาสมรรถนะของบัณฑิต เรียงตามลำดับดังนี้ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านการจัดการความรู้ การจัดการสารสนเทศ และด้านการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ 2) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับเนื้อหาของรายวิชา/รายวิชา เรียงตามลำดับดังนี้ เนื้อหาของรายวิชา/รายวิชาเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ เนื้อหาของรายวิชา/รายวิชาเกี่ยวกับดิจิทัล และเนื้อหาของรายวิชา/รายวิชาเกี่ยวกับภาษาต่างประเทศ 3) ปัญหาการทำงานของบัณฑิต เรียงตามลำดับดังนี้ ปัญหาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ปัญหาด้านการสื่อสาร ปัญหาด้านจิตบริการ/จิตอาสา ปัญหาด้านการไม่ตรงเวลา
Description: ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัย ประจำปีงบประมาณ 2561 ภาควิชาสารสนเทศศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา</summary>
    <dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การสร้างต้นแบบชุดความรู้ทักษะทางการเงินสำหรับแรงงานภาคอุตสาหกรรม การศึกษาจากนิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออก</title>
    <link rel="alternate" href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17643" />
    <author>
      <name>ศศิวุฑฒิ์ วงษ์มณฑา</name>
    </author>
    <id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17643</id>
    <updated>2026-02-09T08:24:35Z</updated>
    <published>2565-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การสร้างต้นแบบชุดความรู้ทักษะทางการเงินสำหรับแรงงานภาคอุตสาหกรรม การศึกษาจากนิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออก
Authors: ศศิวุฑฒิ์ วงษ์มณฑา
Abstract: การศึกษานี้ใช้ข้อมูลจากการสำรวจเพื่อตรวจสอบปัจจัยกำหนดและผลกระทบของทักษะทางการเงินต่อการตัดสินใจการออมเงินของแรงงานภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างจำนวน 352 รายเป็นผู้ตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลด้านประชากรและทักษะทางการเงิน ผลจากแบบสอบถามพบว่า น้อยกว่าครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามมีเงินออมเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉินที่เทียบเท่ากับรายได้ทั้งเดือนโดยไม่ต้องกู้ยืมเงินเพิ่ม ผลการประเมินค่าพบว่าปัจจัยเชิงเศรษฐกิจและสังคม อาทิ ระดับการศึกษา รายได้ครัวเรือน และอายุ เป็นตัวกำหนดสำคัญสำหรับทักษะทางการเงิน แรงงานย้ายถิ่นจากภูมิภาคห่างไกล (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้) มีคะแนนทักษะทางการเงินโดยรวมต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโดยเฉพาะส่วนของความรู้ทางการเงิน การศึกษานี้ใช้วิธี Instrumental variable (IV) ในการประมาณค่าขนาดของผลกระทบของทักษะทางการเงินต่อพฤติกรรมการออมของกลุ่มตัวอย่าง โดยภาพรวมพบว่า การมีทักษะทางการเงินที่ดีช่วยให้แรงงานมีเงินออมมากขึ้นโดยเฉพาะการจัดเตรียมไว้เพื่อใช้จ่ายยามฉุกเฉิน นัยยะจากการศึกษานี้คือการริเริ่มโครงการฝึกอบรมความรู้ทางการเงินแก่ประชาชนควรเริ่มจากบทเรียนพื้นฐานอย่างการจัดทำงบประมาณครัวเรือนและการส่งเสริมพฤติกรรมการออม</summary>
    <dc:date>2565-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

