<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
  <channel>
    <title>DSpace Collection:</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4764</link>
    <description />
    <pubDate>Sat, 04 Apr 2026 09:39:42 GMT</pubDate>
    <dc:date>2026-04-04T09:39:42Z</dc:date>
    <item>
      <title>การประเมินพื้นที่อ่อนไหวและประเด็นปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว</title>
      <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4692</link>
      <description>Title: การประเมินพื้นที่อ่อนไหวและประเด็นปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว
Authors: จักรพันธ์ นาน่วม; ลิขิต น้อยจ่ายสิน; ธวัชชัย นาอุดม
Abstract: งานวิจัยนี่้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินพื้นที่อ่อนไหวต่อการขาดแคลนน้ำและบ่งชี้สาเหตุของปัญหาเพื่อใช้ในการวางแผนแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรในจังหวัดสระแก้ว พื้นที่อ่อนไหวต่อการขาดแคลนน้ำประเมินได้จากค่าดัชนีพืชพรรณ และค่าดัชนีความแตกต่างของความชื้น โดยใช้ข้อมูลโทรสัมผัสระยะไกลจากดาวเทียม Landsat 4-5TM 7ETM และ 8OLI ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 ถึง พ.ศ. 2561 โดยการทำศึกษาแยกเป็น 3 ฤดู ได้แก่ ฤดูร้อน ฤดูหนาว และฤดูฝน การบ่งชี้สาเหตุของปัญหาการขาดแคลนน้ำได้จากการระบุประเด็นในการสนทนากลุ่มซึ่งมีผู้เข้าร่วมประกอบด้วยเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ ผู้เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ และตัวแทนประชาชนหรือเกษตรกรผู้ใช้น้ำในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าในฤดูร้อนพื้นที่ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 60 ถึง 80 ของพื้นที่) มีสภาวะแล้งน้อย ยกเว้นปี พ.ศ.25452552 2560 และ 2561 มีสภาวะแล้งมากครอบคลุมพื้นที่ร้อยละ 30 ของจังหวัด ในฤดูฝนโดยเฉลี่ยจังหวัดสระแก้วมีสภาพแล้งน้อยถึงปานกลาง (มากกว่าร้อยละ 70 ของพื้นที่) ส่วนในฤดูหนาวโดยเฉลี่ยมีสภาวะแล้งน้อยเป็นส่วนใหญ่ (ประมาณร้อยละ 48 ถึง 70 ของ พื้นที่) การระบุประเด็นปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรโดยการสนทนากลุ่มชี้ให้เห็นว่าพื้นที่ที่ประสบปัญหามากที่สุด คือ อำเภอตาพระยา อำเภอโคกสูง และอำเภอวัฒนานคร ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือและทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดสระแก้ว สอดคล้องกับผลการประเมินพื้นที่อ่อนไหวต่อการเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรโดยใช้ข้อมูลโทรสัมผัสระยะไกลจากดาวเทียม จากข้อมูลที่ได้จากการศึกษาทั้งสองวิธีนี้สามารถนำมาใช้ในการระบุพื้นที่และวางแผนจัดการปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรในจังหวัดสระแก้วได้</description>
      <pubDate>Tue, 01 Jan 2565 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4692</guid>
      <dc:date>2565-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การศึกษารูปแบบวิธีการและผลกระทบการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ กรณีศึกษาจังหวัดสระแก้ว</title>
      <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4637</link>
      <description>Title: การศึกษารูปแบบวิธีการและผลกระทบการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ กรณีศึกษาจังหวัดสระแก้ว
Authors: เสริมสิทธิ์ สร้อยสอดศรี; พิสิษฐ์ บึงบัว
Abstract: งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของขั้วอำนาจทางการเมือง การย้ายพรรคการเมือง และการตัดสินใจทางการเมืองของผู้สมัครรับเลือกตั้ง 2) ศึกษาพฤติกรรมการใช้เงินในการหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้ง 3) ศึกษาความสัมพันธ์ บทบาทของกลุ่มองค์กรที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับการเลือกตั้ง และ 4) ศึกษาปัจจัยแวดล้อมที่มีต่อพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชน กลุ่มประชากร ได้แก่ ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง กลุ่มองค์กรภาครัฐและเอกชนที่มีส่วนได้ส่วนเสียต่อการเลือกตั้ง และประชาชนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งใช้วิธีเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงและแบบบังเอิญ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์และแบบสอบถาม ผลการวิจัยพบว่า 1) จังหวัดสระแก้วซึ่งแบ่งเขตการเลือกตั้ง 3 เขต ผู้ชนะการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ครั้งก่อน เป็น ส.ส. นามสกุลเดียวกันสังกัดพรรคเพื่อไทยทั้ง 3 เขต แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ มีอดีต ส.ส. พรรคเพื่อไทย ย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ 2 ราย และยังคงสังกัดพรรคเพื่อไทย 1 ราย ปัจจัยของการย้ายพรรควิเคราะห์ได้ 2 แนวทาง คือ มีความขัดแย้งเรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองจึงแยกตัวออกมาจากพรรคเดิม หรือเป็นเกมการเมืองเนื่องจากไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้งและได้เข้าร่วมรัฐบาลก็จะสามารถรักษาผลประโยชน์ทางธุรกิจ สามารถผลักดันงบประมาณลงมาพัฒนาจังหวัดสระแก้วได้ สำหรับผู้สมัครหน้าใหม่ที่ตัดสินใจลงสมัคร ส.ส. ในครั้งนี้ เนื่องจากเชื่อมั่นในหัวหน้าพรรคและรวมถึงอุดมการณ์ของพรรค ซึ่งหากไม่ชนะการเลือกตั้งก็มีเป้าหมายต่อเนื่องคือการลงสมัครการเมืองระดับท้องถิ่นต่อไป 2) พฤติกรรมการใช้เงินของผู้สมัครรับเลือกตั้งในการทำกิจกรรมหาเสียงจะได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากพรรคส่วนหนึ่งและใช้งบประมาณส่วนตัวอีกส่วนหนึ่ง แต่อยู่ในกรอบวงเงินที่กฎหมายกำหนด นอกจากการสนับสนุนงบประมาณที่เป็นตัวเงินมาจากพรรคแล้ว บางพรรคได้มีการจัดวัสดุ อุปกรณ์ เช่น แผ่นพับ โปสเตอร์ มาจากส่วนกลางเพื่อสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมการหาเสียงในพื้นที่ 3) ความสัมพันธ์ บทบาทของกลุ่มองค์กรที่มีส่วนได้ส่วนเสียต่อการเลือกตั้ง ได้วางตัวเป็นกลางโดยให้อิสระกับสมาชิกในกลุ่มได้พิจารณาตัดสินใจเลือก ส.ส. อย่างอิสระ เนื่องจากไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งก็ต้องทำงานประสานความร่วมมือกับ ส.ส. ในพื้นที่ที่ชนะการเลือกตั้งอยู่แล้ว และ 4) ปัจจัยแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการเมืองประชาชนส่วนใหญ่จะเลือกผู้แทนที่ตัวบุคคล สามารถเข้าถึงง่าย ไม่ทิ้งพื้นที่ เป็นที่พึ่งของประชาชนได้ และมองถึงโอกาสของผู้แทนที่จะเลือกเข้าไปมีส่วนร่วมเป็นฝ่ายรัฐบาล ทั้งนี้เนื่องจากจะสามารถผลักดันงบประมาณลงมาพัฒนาจังหวัดสระแก้วให้มีความเจริญทัดเทียมกับจังหวัดใกล้เคียง</description>
      <pubDate>Sat, 01 Jan 2563 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4637</guid>
      <dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>อิทธิพลของเอนโซ่ (ENSO) ต่อการแพร่กระจายปริมาณน้ำฝนในจังหวัดสระแก้ว</title>
      <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4581</link>
      <description>Title: อิทธิพลของเอนโซ่ (ENSO) ต่อการแพร่กระจายปริมาณน้ำฝนในจังหวัดสระแก้ว
Authors: ลิขิต น้อยจ่ายสิน; ธวัชชัย นาอุดม; สาลินี ศรีวงษ์ชัย; ศุภวิชญ์ นิยมรัตน์
Abstract: งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงอิทธิพลของเอนโซ่ ที่มีผลต่อปริมาณน้ำฝนในจังหวัดสระแก้ว จากการวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณน้ำฝน ได้แก่ ปริมาณน้ำฝนในปีสภาวะปกติ ปริมาณน้ำฝนในปีที่เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ และลานีญา และการเปลี่ยนแปลงปริมาณน้ำฝนเชิงพื้นที่และเวลาในจังหวัดสระแก้ว &#xD;
จากสถานีตรวจวัดข้อมูลอุตุนิยมวิทยาในจังหวัดสระแก้วและพื้นที่ใกล้เคียงจำนวน 22 สถานี โดยศึกษาในช่วงปีภาวะปกติ (พ.ศ.2551, 2552, 2555, 2556, 2557 และ 2560) ปีปรากฏการณ์เอลนีโญ (พ.ศ.2558 และ 2559) และปีปรากฏการณ์ลานีญา (พ.ศ.2553 และ 2554) โดยใช้โปรแกรมระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์และโปรแกรม R รุ่น 3.4.4 ผลการศึกษาพบว่าปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยรายปีอยู่ในช่วง 1,287.57- 1,743.33 มิลลิเมตร มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1,443.49 มิลลิเมตร ทางทิศใต้ และทางทิศตะวันตก มีการแพร่กระจายของปริมาณน้ำฝนมากกว่าทางทิศเหนือของจังหวัดสระแก้ว ปีปรากฏการณ์เอลนีโญปริมาณน้ำฝนรายปีของพื้นที่จังหวัดสระแก้วน้อยกว่าปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 10 ปี ปริมาณน้ำฝนรายปีอยู่ในช่วง 984.90-1,711.67 มิลลิเมตร มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1,328.44 มิลลิเมตร บริเวณทางด้านทิศตะวันออกและทิศเหนือได้รับผลกระทบมากที่สุดในส่วนบริเวณทางด้านทิศใต้ของจังหวัดสระแก้วได้รับผลกระทบน้อยสุด ปีปรากฏการณ์ลานีญาปริมาณน้ำฝนรายปีของพื้นที่จังหวัดสระแก้วมากกว่าปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 10 ปี ปริมาณน้ำฝนรายปีอยู่ในช่วง 1,397.55-1,916.9 มิลลิเมตร มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1,601.38 มิลลิเมตร ทุกพื้นที่ของจังหวัดสระแก้วได้รับผลกระทบจากปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มขึ้น ยกเว้นบริเวณทางด้านทิศตะวันออก และทิศเหนือของจังหวัดสระแก้ว นอกจากนี้ปีเอลนีโญและลานีญาไม่เพียงส่งผลกระทบในปีที่เกิดแต่อิทธิพลยังคงอยู่ถึงปีถัดไป</description>
      <pubDate>Sun, 01 Jan 2564 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4581</guid>
      <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>รูปแบบผลประโยชน์ทับซ้อนในตลาดการค้าชายแดน: กรณีศึกษาตลาดโรงเกลือจังหวัดสระแก้ว</title>
      <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/3355</link>
      <description>Title: รูปแบบผลประโยชน์ทับซ้อนในตลาดการค้าชายแดน: กรณีศึกษาตลาดโรงเกลือจังหวัดสระแก้ว
Authors: เสริมสิทธิ์ สร้อยสอดศรี
Abstract: การวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบผลประโยชน์ทับซ้อนในตลาดการค้าชายแดน กรณีศึกษาตลาดโรงเกลือ  จังหวัดสระแก้ว &#xD;
และค้นหาแนวทางการจัดการปัญหา เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth-interview) การสนทนากลุ่ม (Focus group)  ศึกษากลุ่มตัวอย่างจำนวน 14 คน เป็นกลุ่มตัวอย่างฝั่งไทย 7 คน ฝั่งกัมพูชา 7  คน จากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการในตลาดการค้าชายแดนจังหวัดสระแก้ว (ตลาดโรงเกลือ) ผลการศึกษา พบว่า รูปแบบผลประโยชน์ทับซ้อนมี อย่างนี้ 1) การแสวงหาค่าเช่าทางธุรกิจ 2) การมีส่วนได้ส่วนเสียส่วนตัว 3) การใช้นโยบาย กฎหมาย กฎเกณฑ์ ข้อบังคับต่างๆไม่ถูกต้อง  4) การละเลยการปฏิบัติหน้าที่ 5) การให้และรับสินบน 6) การใช้อำนาจหน้าที่หน่วยงานทางราชการในทางที่ผิด และ 7) รูปแบบอื่นๆ ส่วนแนวทางการแก้ไขปัญหาควรทำอย่างเป็นระบบทั้งระดับนโยบายและระดับปฏิบัติ โดยดำเนินการทั้ง 3 ส่วน คือ 1) หน่วยงาน/องค์การ ให้มีเจ้าภาพหลักและคณะทำงานที่ชัดเจนทั้งระดับบนและระดับพื้นที่ 2) ปรับปรุงระบบงาน เช่น ดำเนินงานตามกรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) เกี่ยวกับการพัฒนาระบบงาน One stop service  สิทธิพิเศษทางภาษีประเทศในกลุ่มอาเซียน (AISP) ความร่วมมือด้านการศุลกากรระหว่างประเทศ (single  inspection ) ปรับปรุงงาน/ระบบราชการ ที่เป็นสาเหตุใหญ่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐขาดประสิทธิภาพ ทบทวน/ ปรับปรุงกฎหมาย/ ระเบียบต่างๆ ให้ชัดเจนมากขึ้น สร้างระบบการตรวจสอบแบบย้อนกลับสองทาง นำระบบพัฒนาสารสนเทศที่เป็นมาตรฐานสากลมาใช้ให้เกิดความคล่องตัวในการทำงาน  3)  หน่วยงานและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ต้องปลูกฝังและสร้างคนดีที่มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ที่สำคัญ คือมีจิตสำนึกการดักในการเป็นคนดีมีคุณธรรมจริยธรรม ควรนำหลักการบริหารราชการแบบธรรมาภิบาลมาใช้ในระบบราชการมากขึ้น ปรับปรุงกระบวนการการตรวจสอบที่เข้มงวดมากขึ้น</description>
      <pubDate>Wed, 01 Jan 2555 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/3355</guid>
      <dc:date>2555-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
  </channel>
</rss>

