<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
  <channel>
    <title>DSpace Collection:</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4742</link>
    <description />
    <pubDate>Thu, 26 Mar 2026 10:40:22 GMT</pubDate>
    <dc:date>2026-03-26T10:40:22Z</dc:date>
    <item>
      <title>การพัฒนาตัวชี้วัดสมรรถนะของผู้ตัดสินกีฬาว่ายน้ำ</title>
      <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17709</link>
      <description>Title: การพัฒนาตัวชี้วัดสมรรถนะของผู้ตัดสินกีฬาว่ายน้ำ
Authors: ไพโรจน์ สว่างไพร
Abstract: งานวิจัยเรื่องการพัฒนาตัวชี้วัดสมรรถนะของผู้ตัดสินกีฬาว่ายน้ำครั้งนี้ เป็นการวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and development) โดยใช้วิธีการวิจัยแบบผสม (Mixed method research) ซึ่งแบ่งการวิจัยออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ผลการศึกษาและค?นหาสมรรถนะหลักและสมรรถนะเฉพาะหน้าที่ผู้ตัดสินกีฬาว่ายน้ำ ระยะที่ 2 ผลการสร้างและการพัฒนาตัวชี้วัดสมรรถนะหลักและสมรรถนะเฉพาะหน้าที่ผู้ตัดสินกีฬาว่ายน้ำ ระยะที่ 3 ผลการตรวจสอบด้านความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง (Construct Validity) ของ สมรรถนะและตัวชี้วัดสมรรถนะผู้ตัดสินกีฬาว่ายน้ำ ผู้วิจัยนําเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้ 1. สมรรถนะของผู้ตัดสินกีฬาว่ายน้ำ จําแนกออกเป็น 2 สมรรถนะ ได้แก่ สมรรถนะหลักและสมรรถนะเฉพาะหน้าที่ ซึ่งสมรรถนะหลัก ประกอบด้วย 5 สมรรถนะย่อย ได้แก่ สมรรถนะหลักที่ 1 การมุ่งผลสัมฤทธิ์ สมรรถนะหลักที่ 2 จิตสํานึกในการปฏิบัติงาน สมรรถนะที่ 3 การสั่งสมความเชี่ยวชาญในงานอาชีพ สมรรถนะหลักที่ 4 จริยธรรมแบะสมรรถนะหลักที่ 5 การทํางานเป็นทีม และสมรรถนะเฉพาะหน้าที่ ประกอบด้วย 9 สมรรถนะย่อย ได้แก่ สมรรถนะเฉพาะหน้าที่ที่ 1 ภาวะผู้นํา สมรรถนะเฉพาะหน้าที่ที่ 2 การควบคุมตนเอง สมรรถนะเฉพาะหน้าที่ที่ 3 ความถูกต้องของงาน สมรรถนะเฉพาะหน้าที่ที่ 4 ความมั่นใจใน ตนเอง สมรรถนะเฉพาะหน้าที่ที่ 4 การคิดวิเคราะห์ สมรรถนะเฉพาะหน้าที่ที่ 6 การมองภาพองค์รวม สมรรถนะเฉพาะหน้าที่ที่ 7 การพัฒนาผู้อื่น สมรรถนะเฉพาะหน้าที่ที่ 8 การสืบหาข้อมูล สมรรถนะเฉพาะหน้าที่ที่ 9 ความยืดหยุ่นผ่อนปรน 2. ผลการสร้างและการพัฒนาตัวชี้วัดสมรรถนะหลักและสมรรถนะเฉพาะหน้าที่ผู้ตัดสินกีฬาว่ายน้ำตัวชี้วัดสมรรถนะหลักและสมรถนะเฉพาะหน้าที่ของผู้ตัดสินกีฬาว่ายน้ำ มี 97 ตัวชี้วัด ประกอบด้วยสมรรถนะ หลัก 53 ตัวชี้วัด สมรรถนะเฉพาะหน้าที่ 44 ตัวชี้วัด โดยสมรรถนะเฉพาะหน้าที่ 54 ตัวชี้วัด จํานวน 5 สมรรถนะ ประกอบด้วย 1) การมุ่งผลสัมฤทธิ์ จํานวน 10 ตัวชี้วัด 2) จิตสํานึกในการปฏิบัติงานจํานวน 9 ตัวชี้วัด 3) การสั่งสมความเชี่ยวชาญในการตัดสิน จํานวน 10 ตัวชี้วัด 4) จริยธรรม จํานวน 10 ตัวชี้วัด และ 5) การทํางานเป็นทีม จํานวน 14 ตัวชี้วัด และสมรรถนะเฉพาะหน้าที่ 44 ตัวชี้วัด จํานวน 9 สมรรถนะ ประกอบด้วย 1) ภาวะผู้นํา จํานวน 8 ตัวชี้วัด 2) การควบคุมตนเอง จํานวน 7 ตัวชี้วัด 3) ความถูกต้องของการปฏิบัติหน้าที่ จํานวน 7 ตัวชี้วัด 4) ความมั่นใจในตนเอง จํานวน 5 ตัวชี้วัด 5) การคิดวิเคราะห์ จํานวน 4 ตัวชี้วัด 6) การมองภาพองค์รวม จํานวน 3 ตัวชี้วัด 7) การพัฒนาผู้อื่น จํานวน 3 ตัวชี้วัด 8) การสืบหาข้อมูล จํานวน 4 ตัวชี้วัดและ 9) ความยืดหยุ่นผ่อนปรน จํานวน 3 ตัวชี้วัด 3. ผลการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง (Construct Validity) ของสมรรถนะและตัวชี้วัดสมรรถนะของผู้ตัดสินกีฬาว่ายน้ำ สมรรถนะหลักผู้ตัดสินกีฬาว่ายน้ำจํานวน 5 องค์ประกอบ 53 ตัวชี้วัด มี ความเหมาะสมมากที่สุด และสมรรถนะเฉพาะหน้าที่ของผู้ตัดสินกีฬาว่ายน้ำ จำนวน 9 องค์ประกอบ จํานวน 44 ตัวชี้วัด มีความเหมาะสมมากที่สุด</description>
      <pubDate>Tue, 01 Jan 2565 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17709</guid>
      <dc:date>2565-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>รูปแบบธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงกีฬามวยไทย: เมืองกีฬาจังหวัดชลบุรี</title>
      <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4503</link>
      <description>Title: รูปแบบธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงกีฬามวยไทย: เมืองกีฬาจังหวัดชลบุรี
Authors: นาคิน คำศรี; รังสฤษฏ์ จำเริญ; ประวิทย์ ทองไชย
Abstract: การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงกีฬามวยไทยต้นแบบที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงกีฬามวยไทย และเพื่อจัดทำแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มและรูปแบบธุรกิจที่เหมาะสมสำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม การท่องเที่ยวเชิงกีฬามวยไทย การศึกษานี้เป็นวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กลุ่มผู้ให้ผู้ข้อมูลสำคัญ (Key Informants) จำนวน 17 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1. กิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงมวยไทยต้นแบบ ได้แก่ กิจกรรมเรียนรู้ศิลปะมวยไทย โดยสถาบันสอนมวยไทย 2. ได้รับรูปแบบแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่ม 4 แนวทางหลัก ได้แก่ การตลาดที่ตอบสนองคุณค่าจากการใช้งานจริง (Functional Value) การตลาดที่ตอบสนองคุณค่าทางอารมณ์ (Emotional Value) การตลาดที่ตอบสนองคุณค่าทางสังคม (Social Value) การตลาดที่ตอบสนองคุณค่าทางประสบการณ์ (Epistemic Value) และองค์ประกอบรูปแบบธุรกิจที่เหมาะสม ได้แก่ การสร้างมูลค่า การจัดการมาตรฐานของสถานประกอบการ หลักสูตรการสอน การมีส่วนร่วมของชุมชน และการรับผิดชอบต่อสังคม</description>
      <pubDate>Tue, 01 Jan 2565 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4503</guid>
      <dc:date>2565-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้การสื่อสารทางการตลาดกับบุคลิกภาพตราสินค้า คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยบูรพา</title>
      <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4168</link>
      <description>Title: ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้การสื่อสารทางการตลาดกับบุคลิกภาพตราสินค้า คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยบูรพา
Authors: สราลี พุ่มกุมาร; วิรัตน์ สนธิ์จันทร์
Abstract: งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการรับรู้การสื่อสารทางการตลาดและการรับรู้บุคลิกภาพตราสินค้า คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา 2) เปรียบเทียบลักษณะทางประชากรที่มีผลต่อการรับรู้บุคลิกภาพตราสินค้าของคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการสื่อสารทางการตลาดกับการรับรู้บุคลิกภาพตราสินค้า คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้วิธีการสำรวจด้วย แบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 800 คน ผลการศึกษาพบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้การสื่อสารทางการตลาดของคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยบูรพา โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง 2) กลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้บุคลิกภาพตราสินค้า คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยบูรพา อยู่ในมิติผู้มีความสามารถมากที่สุด รองลงมา คือ มิติบุคลิกภาพน่าตื่นเต้น,บุคลิกภาพจริงใจ, บุคลิกภาพห้าวหาญ และบุคลิกภาพโก้หรู มีระดับ 3) เพศแตกต่างกันทำให้การรับรู้มิติบุคลิกภาพตราสินค้าแบบห้าวหาญ ของคณะวิทยาศาสตร์การกีฬามหาวิทยาลัยบูรพา แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 4) ประเภทกลุ่มตัวอย่างแตกต่างกัน ทำให้การรับรู้มิติบุคลิกภาพตราสินค้าแบบโก้หรู มีระดับของคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยบูรพา แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 5) การสื่อสารทางการตลาดของคณะวิทยาศาสตร์การกีฬามหาวิทยาลัยบูรพา กับการรับรู้บุคลิกภาพจริงใจ มีความสัมพันธ์กันมากที่สุด ที่ระดับ 0.50 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05</description>
      <pubDate>Sat, 01 Jan 2563 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4168</guid>
      <dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ปริมาณเนื้อเยื่อไขมันในร่างกายเด็กที่ศึกษา ในโรงเรียนอนุบาล จังหวัดของภาคตะวันออก</title>
      <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/3156</link>
      <description>Title: ปริมาณเนื้อเยื่อไขมันในร่างกายเด็กที่ศึกษา ในโรงเรียนอนุบาล จังหวัดของภาคตะวันออก
Authors: ประทุม ม่วงมี; สุจินดา ม่วงมี; นฤนาท สกนธ์รวีนาถ
Abstract: ปัจจับันมีเกณฑ์หลายเกณฑ์ที่ใช้บอกสัดส่วนของร่างกาย เกณฑ์ซึ่งเป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายคือ น้ำหนักและส่วนสูง เกณฑ์ดังกล่าวถึงถึงแม้ว่าจะใช้ง่าย สะดวก แต่สะท้อนให้เห้นถึงการเจริญเติบโต พัฒนาการ สุขภาพ และสมรรถภาพทางกายได้ในวงที่ค่อนข้างจำกัด ปริมาณความหนาของผิวหนังพับ และเนื้อเยื่อไขมันในร่างกายเป้นสิ่งที่วัดได้ยากกว่า แต่ก็สะท้อนให้เห้นถึงสุขภาพและสมรรถนภาพของผู้ที่กำลังเจริญเติบโต พัฒนาการ และการคงสภาพชีวิตของคนได้ดีกว่าการพิจารณาจากน้ำหนักและส่วนสูง ทำให้วิธีการดังกล่าวได้รับความนิยมที่จะนำมาใช้เป็นเกณฑ์ประเมินตัวแปรต่าง ๆ มากยิ่งขึ้นในปัจจุบัน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป้นของคนไทย การวิจัยครั้งนี้จึงมีขึ้นเพื่อศึกษาปริมาณเนื้อเยื่อไขมันในร่างกายเด็กว่ามีมากน้อยเพียงไร กลุ่มตัวอย่าง ซึ่งได้มาโดยวิธีสุ่มแบบ แบ่งกลุ่มเป็นนักเรียนโรงเรียนอนุบาลจังหวัดทั้ง 8 ของภาคตะวันออก ปีการศึกษา 2533 จำนวน 1,435 คน (ชาย 735 คน หญิง 700 คน) Lange Skinfold caliper (cambridge Scientific Corp. U.S.A.) และเครื่องชั่งน้ำหนัก Westa 9Germany) เป้นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับเก็บข้อมูล การวัดความหนาของผิวหนังพับ วัดที่ปริมาณ Triceps, Subscapula และ Suprailiac ตามหลักและวิธีการที่ sinning ได้แนะนำไว้โดยถือความแม่นตรงที่ 5% accuracy เป็นเกณฑ์ ความหนาแน่นของร่างกายคำนวณโดยใช้สูตรของ Shephard และ Shephard และคณะ การคำนวณหาปริมาณเนื้อเยื่อไขมันใช้สูตรของ brozek ข้อมูลที่รวบรวมได้แสดงให้เห็นว่ากลุ่มตัวอย่างที่เป็นเด็กหญิงมีปริมาณเนื้อเยื่อไขมันในร่างกาย (เทียบเป็น % ของน้ำหนักตัว) 18.1 19.0 20.4 21.5 21.6 และ 22.9% ที่อายุ 7 8 9 10 11 และ 12 ปี ตามลำดับ เด็กชายมีปริมาณเนื้อเยื่อไขมันในร่างกาย 15.1 15.8 17.8 19.8 และ 19.8% ในช่วงอายุเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักและส่วนสูงของเด็ก ตลอดจนการเปรียบเทียบกับผลการศึกษาวิจัยที่ศึกษาในเด็กไทย และต่างประเทศจะหล่าวถึงในตอนผลและการอภิปรายผล</description>
      <pubDate>Fri, 01 Jan 2540 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/3156</guid>
      <dc:date>2540-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
  </channel>
</rss>

