<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
  <channel>
    <title>DSpace Community: คณะศึกษาศาสตร์</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4721</link>
    <description>คณะศึกษาศาสตร์</description>
    <pubDate>Wed, 03 Jun 2026 12:48:46 GMT</pubDate>
    <dc:date>2026-06-03T12:48:46Z</dc:date>
    <image>
      <title>DSpace Community: คณะศึกษาศาสตร์</title>
      <url>http://buuir.buu.ac.th:80/retrieve/400122d2-a253-4841-b8d2-c6a6f40f9017/</url>
      <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4721</link>
    </image>
    <item>
      <title>ภูมิปัญญาจักสานที่เป็นเลิศสู่การพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้แบบผสมผสาน: การศึกษาในเขตพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก</title>
      <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17788</link>
      <description>Title: ภูมิปัญญาจักสานที่เป็นเลิศสู่การพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้แบบผสมผสาน: การศึกษาในเขตพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
Authors: จุฑามาศ แหนจอน; วรากร ทรัพย์วิระปกรณ์; เกศรา น้อยมานพ; ธนิดา จุลวนิชย์พงษ์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยผสมผสานมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารจัดการของสมอง 2) วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าสมองเชิงปริมาณ 3) ถอดบทเรียนแนวทางปฏิบัติที่ตีของผู้สูงอายุที่เป็นปราชญ์ชาวบ้านด้านหัตกรรมพื้นบ้านจักสานที่มีความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเอง 4) พัฒนาโปรแกรมผู้ใหญ่สุขภาพดีสู่การสูงวัยอย่างมีสุขภาวะสำหรับวัยทำงานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก 5) ศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมผู้ใหญ่สุขภาพดีสู่การสูงวัยอย่างมีสุขภาวะสำหรับวัยทำงานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก 6) วิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อค้นพบและปรับปรุงโปรแกรมให้มีคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 55 - 75 ปี เป็นสมาชิกของชุมชนจักสาน อ.พนัสนิคม จังหวัดชลบุรี จำนวน 46 คน ที่ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบประเมินการรู้คิด 2) การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองในเชิงปริมาณ 3) เอ็นแบคทาสก์ และ 4) โก โนโกทาสก์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุ และการวิเคราะห์ค่าที่ ผลการศึกษาพบว่า 1) ผู้สูงอายุ ร้อยละ 63 มีการบริหารจัดการของสมองปกติโดยคำดัชนีมวลกาย ความสนใจจดจ่อและความจำใช้งานส่งผลต่อภาวะความบกพร่องเล็กน้อยทางการรู้คิดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผู้สูงอายุที่มีการบริหารจัดการของสมองปกติมีค่เฉลี่ยของคลื่นเธต้าสูงและคลื่นเบต้าน้อยกว่าผู้สูงอายุที่มีภาวะความบกพร่องเล็กน้อยทางการรู้คิดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ที่บริเวณขณะที่ตอบสนองต่อเอ็นแบคทาสก็อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ผลการศึกษาแนวทางปฏิบัติที่ดีโดยใช้แนวคำถามสัมภาษณ์เชิงลึก พบว่า ผู้สูงอายุให้ความสำคัญกับการรับประทานอาหาร การนอนหลับ การออกกำลังกาย กิจกรรมจิตอาสาและการทำจักสานทำให้เกิดรายได้และการพึ่งพาตนเอง ส่วนผลการสนทนากลุ่มเพื่อถอดบทเรียนแนวทางปฏิบัติที่ดีของผู้สูงอายุในระยะที่ 1 จำนวน 12 คน ที่มีหน้าที่บริหารของสมองปกติ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา พบว่า การปฏิบัติตนให้เป็นผู้มีสุขภาวะที่ดีประกอบด้วยการมีสุขภาพแข็งแรง สมองตี สุขภาพจิตดี สัมพันธภาพดี และมีความมั่นคงทางการเงิน รวมทั้งควรเตรียมตัวตั้งแต่ช่วงอายุ 40 ปี 4) โปรแกรมผู้ใหญ่สุขภาพคีสู่การสูงวัยอย่างมีสุขภาวะสำหรับวัยทำงานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก มี 5 โมดูล คือ 1) การสูงวัยอย่างมีสุขภาวะ 2) สุขภาพสมอง 3) สุขภาพจิต 4) สัมพันธภาพและการมีส่วนร่วมและ 5) มั่งคั่งและมั่นคง จำนวน 15 ครั้ง ๆ ละ 50 นาที โปรแกรมผ่านการประเมินคุณภาพจาก ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่น พบว่ามีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในระดับเหมาะสมมากที่สุด 5) ผลการทดสอบประสิทธิผลของโปรแกรมผู้ใหญ่สุขภาพดีสู่การสูงวัยอย่างมีสุขภาวะสำหรับวัยทำงาน ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ว้ยทำงานที่มีอายุ 40-59 ปี ที่สมัครใจเข้าร่วมการวิจัย จำนวน 40 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมโดยการสุ่มอย่างง่าย กลุ่มละ 20 คน กลุ่มการทดลองได้รับโปรแกรมฯ โดยการอบรมเชิงปฏิบัติการ 1 วัน และการปฏิบัติตามพันธะสัญญาในการสร้างคุณค่าของสู่การสูงวัยอย่างมีสุขภาวะผ่านแอปพลิเคชั่นเฮลทตี้เบรนด์แอนต์มายด์ จำนวน 10 วัน ๆ ละ 30-50 นาที ส่วนกลุ่มควบคุมใช้ชีวิตตามปกติ ผลการทดลองพบว่ วัยทำงานกลุ่มทดลองที่ค่าเฉลี่ยการรู้คิด การบริหารจัดการ ความสนใจจดจ่อ และความจำสูงขึ้นกว่ากลุ่มควบคุมและสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้กลุ่มทดลองยังมีสมรรถนะด้านความจำใช้งานและการควบคุมยับยั้งเพิ่มขึ้นขณะที่ตอบสนองต่อเอ็นแบคทาสก์ และโกโนโกทาสก์ รวมทั้งมีการเพิ่มขึ้นของคลื่นแอลฟ้าที่บริเวณสมองส่วนหน้าสูงกว่า อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 6) กลุ่มทตลองมีความพึงพอใจต่อโปรแกรมในระดับมากที่สุด</description>
      <pubDate>Wed, 01 Jan 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17788</guid>
      <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>สมรรถนะผู้สำเร็จการศึกษาตามมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา สาขาวิชาการบริหารการศึกษา</title>
      <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17768</link>
      <description>Title: สมรรถนะผู้สำเร็จการศึกษาตามมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา สาขาวิชาการบริหารการศึกษา
Authors: สุเมธ งามกนก
Abstract: การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะศึกษาองค์ประกอบสมรรถนะผู้สำเร็จการศึกษาตามมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา สาขาวิชาการบริหารการศึกษา พัฒนาตัวบ่งชี้และสร้างคู่มือการพัฒนาสมรรถนะผู้สำเร็จการศึกษาตามมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา สาขาวิชาการบริหารการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง (Semi Structured Interview) ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลและข้อสรุปที่ได้จากการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ มาพัฒนาเป็นตัวบ่งชี้แล้วสร้างเป็นแบบสอบถามเพื่อนำไปให้ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินความเหมาะสม และการประชุมสัมมนา (Focus Group Discussion) ผู้วิจัยได้กำหนดขั้นตอน การดำเนินการวิจัยออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ผลการศึกษาองค์ประกอบสมรรถนะผู้สำเร็จการศึกษาตามมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ระยะที่ 2 ผลการพัฒนาตัวบ่งชี้สมรรถนะผู้สำเร็จการศึกษาตามมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา สาขาวิชาการบริหารการศึกษาและระยะที่ 3 ผลการสร้างคู่มือพัฒนาสมรรถนะผู้สำเร็จการศึกษาตามมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ผลการวิจัยพบว่า 1. องค์ประกอบสมรรถนะผู้สำเร็จการศึกษาตามมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา สาขาวิชาการบริหารการศึกษามี 4 ด้าน ได้แก่ ด้านความรู้ (Knowledge) ด้านทักษะ (Skills) ด้านจริยธรรม (Ethics) และด้านลักษณะบุคคล (Character) 2. ตัวบ่งชี้สมรรถนะผู้สำเร็จการศึกษาตามมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มี 80 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ ด้านความรู้ (Knowledge) ระดับปริญญาโท 10 ตัวบ่งชี้ ระดับปริญญาเอก 10 ตัวบ่งชี้ ด้านทักษะ (Skills) ระดับปริญญาโท 10 ตัวบ่งชี้ ระดับปริญญาเอก 10 ตัวบ่งชี้ ด้านจริยธรรม (Ethics) ระดับปริญญาโท 10 ตัวบ่งชี้ ระดับปริญญาเอก 10 ตัวบ่งชี้ และด้านลักษณะบุคคล (Character) ระดับปริญญาโท 10 ตัวบ่งชี้ ระดับปริญญาเอก 10 ตัวบ่งชี้ 3. ผลการประเมินคู่มือการพัฒนาสมรรถนะผู้สำเร็จการศึกษาตามมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา สาขาวิชาการบริหารการศึกษา โดยแยกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ ความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด พิจารณาเป็น รายข้ออยู่ในระดับมากที่สุดทุกข้อรายการ</description>
      <pubDate>Wed, 01 Jan 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17768</guid>
      <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การเรียนวิชาตระกร้อตามการรับรู้ของนักเรียนหญิงระดับมัธยมศึกษาตอนต้น</title>
      <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17763</link>
      <description>Title: การเรียนวิชาตระกร้อตามการรับรู้ของนักเรียนหญิงระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
Authors: กฤษดา สุรําไพ; ระพีพัฒน์ เดือนเพ็ญศรี; ประทีป ปุณวัฒนา; เกษมสันต์ พานิชเจริญ; วิษณุ อรุณเมฆ; ณัฐพงษ์ จรทะผา
Abstract: การวิจัยนี้เพื่อศึกษามีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาประสบการณ์ด้านที่ดีและไม่ดีปัจจัยที่สนับสนุนและเป็นอุปสรรคในการเรียนวิชาตะกร้อตามของนักเรียนหญิงระดับมัธยมศึกษาตอนต้น&#xD;
จํานวน 30 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสังเกตการสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้างการเขียนแผนที่ความคิดและการบรรยายเหตุการณ์สําคัญวิเคราะห์ข้อมูลแบบอุปนัยด้วยวิธีการเปรียบเทียบความคงที่ของข้อมูลและตรวจสอบความเชื่อถือได้ของข้อมูลโดยวิธีสามเส้าผลการศึกษา พบว่านักเรียนได้ประโยชน์จากการเรียนตะกร้อมีทักษะการเคลื่อนไหวของตนเองดีขึ้นผู้เรียนได้รับความรู้ทักษะตะกร้อ ได้แก่ การเดาะข้างเท้าด้านใน การเดาะด้วยเข่า การเดาะด้วยศีรษะประสบการที่ไม่ดีในการเรียนคือเกิดการบาดเจ็บที่เกิดจากการเดาะตะกร้อผู้เรียนอภิปรายถึงปัจจัยสนับสนุนในการเรียนตะกร้อคือการสนับสนุนการเรียนรู้จากเพื่อนผู้ปกครองและครูที่ช่วยทําให้การเรียนตะกร้อดีขึ้นการได้ทํากิจกรรมที่สนุกสนานร่วมกับเพื่อนส่งผลต่อเจตคติที่ดีและจูงใจให้นักเรียนหญิงทํากิจกรรมมากขึ้นเทคนิคการสอนของครูที่ช่วยทําให้มีความมั่นใจและไม่ท้อกับการฝึกทักษะอุปสรรคในการเรียนตะกร้อ คือความพร้อมของร่างกายก่อนเรียนการมีประจําเดือนมีผลต่อสมรรถภาพทางกายรวมถึงอารมณ์ที่แปรปรวนนอกจากนั้นการบาดเจ็บจากการเดาะตะกร้อซํ้า ๆ เพื่อให้ได้ตามเกณฑ์ที่กําหนดลูกตะกร้อที่เป็นพลาสติกมีนํ้าหนักไม่เหมาะสําหรับผู้หญิงทําให้เกิดการฟกชํ้าจากการเดาะสถานที่เรียนกว้างไม่เหมาะกับผู้เรียนเริ่มต้นที่ต้องตามเก็บลูกตะกร้อ สรุปได้ว่าการเรียนตะกร้อเป็นกีฬาให้ประโยชน์ต่อสุขภาพ สําหรับนักเรียนหญิงกิจกรรมที่หลากหลายและมีความยืดหยุ่นตามความเหมาะสมของผู้เรียนจะทําให้การเรียนสนุกสนานไม่น่าเบื่อแม้ว่าการฝึกทักษะจะยากลูกตะกร้อที่มีนํ้าหนักเหมาะกับนักเรียนหญิงจะช่วยลดโอกาสการบาดเจ็บและสร้างเจตคติทางบวกในการเรียนพลศึกษา</description>
      <pubDate>Fri, 01 Jan 2568 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17763</guid>
      <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การทำช่องรายการสร้างการรับรู้ ส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และการดำเนินการธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ สำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่</title>
      <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17759</link>
      <description>Title: การทำช่องรายการสร้างการรับรู้ ส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และการดำเนินการธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ สำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่
Authors: ณฐาภพ สมคิด; นคร ละลอกน้ำ
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการรับข้อมูลข่าวสารของกลุ่มเป้าหมาย และศึกษาความต้องการดำเนินการธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ สำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่ 2) เพื่อจัดทำช่องรายการสร้างการรับรู้ ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจ และการดำเนินการธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ สำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจ ต่อรายการสร้างการรับรู้ ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจ และการดำเนินการธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ สำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่ การวิจัยเป็นรูปแบบวิจัยและพัฒนา (Research and Development) วิธีการดำเนินการวิจัย แบ่งเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาค้นคว้าเอกสาร หลักการ ทฤษฎีและผลงานวิจัยเกี่ยวกับการสร้างการรับรู้ การทำช่องรายการบนแพลตฟอร์มออนไลน์ การวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย การวางแผนเตรียมการทำช่องรายการ ระยะที่ 2 จัดท าช่องรายการสร้างการรับรู้ ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจ และการดำเนินการธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ สำ หรับผู้ประกอบการยุคใหม่ ระยะที่ 3 ประเมินและปรับปรุงช่องรายการสร้างการรับรู้ ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจ และการดำเนินการธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ สำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่ ระยะที่ 4 เผยแพร่และศึกษาความพึงพอใจต่อรายการสร้างการรับรู้ ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจ และการดำเนินการธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ สำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่ กลุ่มตัวอย่าง แบ่งเป็น 1) กลุ่มตัวอย่างสำหรับการศึกษาพฤติกรรมการรับข้อมูลข่าวสาร และศึกษาความต้องการดำเนินการธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ สำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่ คือ นิสิตระดับปริญญาตรี ทั่วประเทศ ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบอ้างอิงด้วยบุคคลและผู้เชี่ยวชาญ (Snowball Sampling) 2) กลุ่มตัวอย่างสำหรับการประเมินคุณภาพรูปแบบช่องรายการ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ จำานวน 3 คน โดยใช้เกณฑ์การคัดเลือกคือ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิในระดับรองศาสตราจารย์ 3) กลุ่มตัวอย่าง สำหรับศึกษาความพึงพอใจ คือ ประชาชนทั่วไปที่เข้ามารับรมรายการจากช่องรายการที่พัฒนาขึ้น เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ 1) แบบสอบถาม เรื่อง การทำช่องรายการสร้างการรับรู้ ส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และการดำเนินการธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ สำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่ 2) แบบสัมภาษณ์ความต้องการการทำช่องรายการสร้างการรับรู้ ส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และการดำเนินการธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ สำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่ 3) แบบประเมินคุณภาพ รูปแบบช่องรายการสร้างการรับรู้ ส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และการดำเนินการธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ สำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่ 4) แบบประเมินความพึงพอใจต่อรูปแบบช่องรายการสร้างการรับรู้ ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจ และการดำเนินการธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ สำหรับผู้ประกอบการยุคใหม</description>
      <pubDate>Wed, 01 Jan 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17759</guid>
      <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
  </channel>
</rss>

