<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
  <channel>
    <title>DSpace Community: คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4718</link>
    <description>คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา</description>
    <pubDate>Sun, 29 Mar 2026 05:18:23 GMT</pubDate>
    <dc:date>2026-03-29T05:18:23Z</dc:date>
    <item>
      <title>การพัฒนาตัวชี้วัดสมรรถนะของผู้ตัดสินกีฬาว่ายน้ำ</title>
      <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17709</link>
      <description>Title: การพัฒนาตัวชี้วัดสมรรถนะของผู้ตัดสินกีฬาว่ายน้ำ
Authors: ไพโรจน์ สว่างไพร
Abstract: งานวิจัยเรื่องการพัฒนาตัวชี้วัดสมรรถนะของผู้ตัดสินกีฬาว่ายน้ำครั้งนี้ เป็นการวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and development) โดยใช้วิธีการวิจัยแบบผสม (Mixed method research) ซึ่งแบ่งการวิจัยออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ผลการศึกษาและค?นหาสมรรถนะหลักและสมรรถนะเฉพาะหน้าที่ผู้ตัดสินกีฬาว่ายน้ำ ระยะที่ 2 ผลการสร้างและการพัฒนาตัวชี้วัดสมรรถนะหลักและสมรรถนะเฉพาะหน้าที่ผู้ตัดสินกีฬาว่ายน้ำ ระยะที่ 3 ผลการตรวจสอบด้านความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง (Construct Validity) ของ สมรรถนะและตัวชี้วัดสมรรถนะผู้ตัดสินกีฬาว่ายน้ำ ผู้วิจัยนําเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้ 1. สมรรถนะของผู้ตัดสินกีฬาว่ายน้ำ จําแนกออกเป็น 2 สมรรถนะ ได้แก่ สมรรถนะหลักและสมรรถนะเฉพาะหน้าที่ ซึ่งสมรรถนะหลัก ประกอบด้วย 5 สมรรถนะย่อย ได้แก่ สมรรถนะหลักที่ 1 การมุ่งผลสัมฤทธิ์ สมรรถนะหลักที่ 2 จิตสํานึกในการปฏิบัติงาน สมรรถนะที่ 3 การสั่งสมความเชี่ยวชาญในงานอาชีพ สมรรถนะหลักที่ 4 จริยธรรมแบะสมรรถนะหลักที่ 5 การทํางานเป็นทีม และสมรรถนะเฉพาะหน้าที่ ประกอบด้วย 9 สมรรถนะย่อย ได้แก่ สมรรถนะเฉพาะหน้าที่ที่ 1 ภาวะผู้นํา สมรรถนะเฉพาะหน้าที่ที่ 2 การควบคุมตนเอง สมรรถนะเฉพาะหน้าที่ที่ 3 ความถูกต้องของงาน สมรรถนะเฉพาะหน้าที่ที่ 4 ความมั่นใจใน ตนเอง สมรรถนะเฉพาะหน้าที่ที่ 4 การคิดวิเคราะห์ สมรรถนะเฉพาะหน้าที่ที่ 6 การมองภาพองค์รวม สมรรถนะเฉพาะหน้าที่ที่ 7 การพัฒนาผู้อื่น สมรรถนะเฉพาะหน้าที่ที่ 8 การสืบหาข้อมูล สมรรถนะเฉพาะหน้าที่ที่ 9 ความยืดหยุ่นผ่อนปรน 2. ผลการสร้างและการพัฒนาตัวชี้วัดสมรรถนะหลักและสมรรถนะเฉพาะหน้าที่ผู้ตัดสินกีฬาว่ายน้ำตัวชี้วัดสมรรถนะหลักและสมรถนะเฉพาะหน้าที่ของผู้ตัดสินกีฬาว่ายน้ำ มี 97 ตัวชี้วัด ประกอบด้วยสมรรถนะ หลัก 53 ตัวชี้วัด สมรรถนะเฉพาะหน้าที่ 44 ตัวชี้วัด โดยสมรรถนะเฉพาะหน้าที่ 54 ตัวชี้วัด จํานวน 5 สมรรถนะ ประกอบด้วย 1) การมุ่งผลสัมฤทธิ์ จํานวน 10 ตัวชี้วัด 2) จิตสํานึกในการปฏิบัติงานจํานวน 9 ตัวชี้วัด 3) การสั่งสมความเชี่ยวชาญในการตัดสิน จํานวน 10 ตัวชี้วัด 4) จริยธรรม จํานวน 10 ตัวชี้วัด และ 5) การทํางานเป็นทีม จํานวน 14 ตัวชี้วัด และสมรรถนะเฉพาะหน้าที่ 44 ตัวชี้วัด จํานวน 9 สมรรถนะ ประกอบด้วย 1) ภาวะผู้นํา จํานวน 8 ตัวชี้วัด 2) การควบคุมตนเอง จํานวน 7 ตัวชี้วัด 3) ความถูกต้องของการปฏิบัติหน้าที่ จํานวน 7 ตัวชี้วัด 4) ความมั่นใจในตนเอง จํานวน 5 ตัวชี้วัด 5) การคิดวิเคราะห์ จํานวน 4 ตัวชี้วัด 6) การมองภาพองค์รวม จํานวน 3 ตัวชี้วัด 7) การพัฒนาผู้อื่น จํานวน 3 ตัวชี้วัด 8) การสืบหาข้อมูล จํานวน 4 ตัวชี้วัดและ 9) ความยืดหยุ่นผ่อนปรน จํานวน 3 ตัวชี้วัด 3. ผลการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง (Construct Validity) ของสมรรถนะและตัวชี้วัดสมรรถนะของผู้ตัดสินกีฬาว่ายน้ำ สมรรถนะหลักผู้ตัดสินกีฬาว่ายน้ำจํานวน 5 องค์ประกอบ 53 ตัวชี้วัด มี ความเหมาะสมมากที่สุด และสมรรถนะเฉพาะหน้าที่ของผู้ตัดสินกีฬาว่ายน้ำ จำนวน 9 องค์ประกอบ จํานวน 44 ตัวชี้วัด มีความเหมาะสมมากที่สุด</description>
      <pubDate>Tue, 01 Jan 2565 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17709</guid>
      <dc:date>2565-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การวิเคราะห์วิทยานิพนธ์ หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิตและดุษฎีนิพนธ์ หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การออกกำลังกายและการกีฬา คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยบูรพา</title>
      <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17706</link>
      <description>Title: การวิเคราะห์วิทยานิพนธ์ หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิตและดุษฎีนิพนธ์ หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การออกกำลังกายและการกีฬา คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยบูรพา
Authors: วนิษา ศรีรอบรู้
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยคือ (1) เพื่อรวบรวมวิทยานิพนธ์และดุษฎีนิพนธ์ของคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา (2) เพื่อวิเคราะห์วิทยานิพนธ์และดุษฎีนิพนธ์ของคณะวิทยาศาสตร์การกีฬาในด้านทิศทางการวิจัย และกระบวนการวิจัยและสถิติ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นวิทยานิพนธ์และดุษฎีนิพนธ์ของคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยบูรพา ตั้งแต่ปีการศึกษา 2540 – 2563 จำนวน 231 เรื่อง โดยใช้ใช้แบบสำรวจเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล วิธีการทางสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ ค่าร้อยละ (Percentage), ค่าเฉลี่ย (Means), ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ผลการวิจัยพบว่า วิทยานิพนธ์และดุษฎีนิพนธ์ที่ผลิตออกมาโดยนักศึกษาในระดับมหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิต กลุ่มวิชาที่มีจำนวนมากที่สุดคือ กลุ่มวิชาการบริหารและการจัดการออกกำลังกายและการกีฬา ปีการศึกที่พิมพ์เผยแพร่ผลงานออกมามากที่สุด คือ ปีการศึกษา 2561 งานวิจัยส่วนใหญ่เป็นงานวิจัยเชิงสำรวจทั่วไป สมมติฐานการวิจัยส่วนใหญ่มีและทดสอบโดยวิธีการทางสถิติโดยการมีการระบุตัวแปรต้นและตัวแปรตาม 1 ตัวแปร ประชาการที่ใช้ในการวิจัยส่วนใหญ่เป็นนักเรียนรองลงมาเป็นนักกีฬากลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัยส่วนใหญ่มีการใช้กลุ่มทดลอง 1 กลุ่ม เป็นการสุ่มตัวอย่าง วิธีการที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนใหญ่ได้มาโดยการใช้แบบสอบถามเป็นการสร้างเครื่องมือที่ผู้วิจัยสร้างขั้นใหม่ และการวิเคราะห์ข้อมูลจากวิทยานิพนธ์และดุษฎีนิพนธ์มีการใช้สถิติส่วนใหญ่เป็นแบบอื่นๆ และเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติพื้นฐาน นิยมใช้วัดค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติอ้างอิง ใช้การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวน
Description: โครงการวิจัยประเภทงบประมาณเงินรายได้จากกองทุนวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยบูรพา ประจำปี พ.ศ. 2563.</description>
      <pubDate>Sun, 01 Jan 2564 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17706</guid>
      <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การพัฒนาแบบสอบถามพลังใจในการเล่นกีฬาฉบับภาษาไทย</title>
      <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17705</link>
      <description>Title: การพัฒนาแบบสอบถามพลังใจในการเล่นกีฬาฉบับภาษาไทย
Authors: ฉัตรกมล สิงห์น้อย
Abstract: การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแปลและหาความเที่ยงตรงของแบบวัดพลังงานของจิตใจในการเล่นกีฬาเป็นฉบับภาษาไทย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาซึ่งเป็นนักกีฬาระดับมหาวิทยาลัยในประเทศไทย (นักกีฬาเพศชาย จำนวน 62.8% และนักกีฬาเพศหญิง จำนวน 37.2%) นักกีฬาเหล่านี้เล่นกีฬาหลายชนิดทั้งประเภททีมและประเภทบุคคล และมีอายุเฉลี่ย 19.7 ปี ซึ่งมีประสบการณ์การเข้าร่วมการแข่งขัน 6 ปี การฝึกซ้อม 4.8 วันต่อสัปดาห์ และฝึกซ้อม 3.2 ชั่วโมงต่อวัน การสุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย นอกจากนั้นการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ โดยแบ่งการศึกษาออกเป็นขั้นตอนที่ 1 การแปลแบบวัดเป็นภาษาไทย ขั้นตอนที่ 2 เป็นการตรวจสอบความตรงเชิงโครงสร้าง และขั้นตอนที่ 3 เพื่อหาความสัมพันธ์กับตัวแปรที่เกี่ยวข้อง (การหมดไฟ ความเครียดในชีวิตประจำวันของนักกีฬา มุมมองทางบวกของนักกีฬา และการมีสติในการเล่นกีฬา) เป็นการศึกษาสถิติที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงโครงสร้าง เพื่อแบบวัดพลังงานของจิตใจในการเล่นกีฬาฉบับภาษาไทยในขั้นตอนที่ 2 และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ใช้ในการศึกษาที่ 3 ผลการศึกษาพบว่าขั้นตอนที่ 1 แบบวัดพลังงานของจิตใจในการเล่นกีฬาฉบับภาษาไทยมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.93 ขั้นตอนที่ 2 ปัจจัยมีค่าประมาณพารามิเตอร์เท่ากับ was ????2 (57) = 107.42, p&lt; 0.05, NFI = 0.99, ECVI = 0.42, SRMR = 0.059, RMSEA = 0.039 มีค่าความสอดคล้องของข้อมูลประจักษ์อยู่ในระดับเหมาะสมเพียงพอ นอกจากนั้นตัวชี้วัดอื่น ๆ มีความคล้ายคลึงกันกับการศึกษาต้นฉบับ และขั้นตอนที่ 3 การวัดความเที่ยงตรงตามสภาพพบว่าแบบวัดพลังงานของจิตใจในการเล่นกีฬาฉบับภาษาไทยมีค่าความสัมพันธ์ทางบวกกับตัวแปรมุมมองทางบวกของนักกีฬา และการมีสติในการเล่นกีฬา ในขณะเดียวกันมีความสัมพันธ์ทางลบกับตัวแปรการรับรู้ความเครียดในชีวิตประจำวัน และการหมดไฟในนักกีฬา ดังนั้นแบบวัดพลังงานของจิตใจในการเล่นกีฬาฉบับภาษาไทยที่พัฒนาขึ้นนี้มีความเที่ยงตรงอันที่สามารถนาไปใช้ในการศึกษาพลังงานของจิตใจในการเล่นกีฬานักกีฬาไทยได้ต่อไป
Description: โครงการวิจัยประเภทงบประมาณเงินรายได้จากเงินอุดหนุนรายได้คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา&#xD;
ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562</description>
      <pubDate>Fri, 01 Jan 2562 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17705</guid>
      <dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ผลของการฝึกแบบอินเทอร์วาลแรงกระแทกต่ำที่มีต่อสัดส่วนของร่างกาย, ไขมันในเลือด และความสามารถเชิงแอโรบิกในวัยรุ่นที่มีน้ำหนักตัวเกิน</title>
      <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17704</link>
      <description>Title: ผลของการฝึกแบบอินเทอร์วาลแรงกระแทกต่ำที่มีต่อสัดส่วนของร่างกาย, ไขมันในเลือด และความสามารถเชิงแอโรบิกในวัยรุ่นที่มีน้ำหนักตัวเกิน
Authors: วิรัตน์ สนธิ์จันทร์; สราลี สนธิ์จันทร์; สมพร ส่งตระกูล
Abstract: วัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อศึกษาผลของการฝึกแบบอินเทอร์วาลแรงกระแทกต่ำที่ระดับความหนักร้อยละ 80 – 85 ของอัตราการเต้นของหัวใจสำรอง ที่มีต่อสัดส่วนของร่างกาย, ไขมันในเลือด และ ความสามารถเชิงแอโรบิกในวัยรุ่นที่มีน้ำหนักตัวเกิน&#xD;
วิธีการศึกษา วิจัยเชิงทดลอง กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้เป็นวัยรุ่นที่มีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ (ค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 23 กิโลกรัมต่อตารางเมตรในเพศหญิง และ มากกว่า 25 กิโลกรัมต่อตารางเมตรในเพศชาย จำนวน 32 คน ได้มาด้วยวิธีผสมผสาน (แบบเจาะจงและแบบสมัครใจ) โดยแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ฝึกแบบอินเทอร์วาลด้วยเชือกออกกำลังกาย (n=17) กลุ่มที่ 2 ฝึกแบบอินเทอร์วาลด้วยจักรยาน (n=15) ระดับความหนักร้อยละ 80-85 ของอัตราการเต้นของหัวใจสำรอง  ทำการฝึกสัปดาห์ละ 3 วัน เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ตัวแปรที่ศึกษาคือ องค์ประกอบของร่างกาย (ทดสอบด้วยวิธี Bioelectrical Impedance Analysis), ไขมันในเลือด และความสามารถสูงสุดในการนำออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย (ทดสอบด้วยวิธีการวิเคราะห์ลมหายใจ) ข้อมูลที่ได้ก่อนและหลังการฝึกถูกนำมาวิเคราะห์หาค่าความแตกต่างที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน (Dependent t-test) และวิเคราะห์หาค่าความแตกต่างที่เป็นอิสระต่อกัน (Independent t-test) ของตัวแปรที่ศึกษาของกลุ่มทดลองทั้ง 2 กลุ่ม ระดับนัยสำคัญกำหนดที่ 0.05 &#xD;
ผลการศึกษา ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการฝึกแบบอินเทอร์วาลด้วยเชือกออกกำลังกายเป็นเวลา 8 สัปดาห์ ค่าคอเลสเตอรอลความหนาแน่นต่ำ, ค่าคอเลสเตอรอลรวม และค่าความสามารถสูงสุดในการนำออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายแตกต่างจากก่อนการฝึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยค่าคอเลสเตอรอลความหนาแน่นต่ำ ลดลงจาก 113.00+30.44 เป็น 104.24+31.54 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ค่าคอเลสเตอรอลรวม ลดลงจาก 193.47+39.14 เป็น 182.18+37.55 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ขณะที่ ค่าความสามารถสูงสุดในการนำออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายเพิ่มขึ้นจาก 29.39+6.67 เป็น 33.07+6.80 มิลลิลิตร/น้ำหนักตัว/นาที ในขณะที่กลุ่มที่ฝึกแบบอินเทอร์วาลด้วยจักรยาน พบว่าภายหลังการฝึกค่าความสามารถสูงสุดในการนำออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 30.46+6.84 เป็น 35.24+9.48 มิลลิลิตร/น้ำหนักตัว/นาที &#xD;
สรุป จากข้อมูลที่ปรากฏทำให้สรุปได้ว่า ภายหลังการฝึกแบบอินเทอร์วาลด้วยเชือกออกกำลังกายและจักรยานที่ระดับความหนักร้อยละ 80-85 ของอัตราการเต้นของหัวใจสำรองเป็นเวลา 8 สัปดาห์ สามารถพัฒนาค่าความสามารถสูงสุดในการนำออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายได้ ในขณะที่การฝึกด้วยเชือกออกกำลังกายนั้นสามารถพัฒนาค่าไขมันในเลือดได้</description>
      <pubDate>Fri, 01 Jan 2562 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17704</guid>
      <dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
  </channel>
</rss>

