<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
  <channel>
    <title>DSpace Community: คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4713</link>
    <description>คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</description>
    <pubDate>Tue, 19 May 2026 15:57:17 GMT</pubDate>
    <dc:date>2026-05-19T15:57:17Z</dc:date>
    <item>
      <title>ความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียหลักสูตรนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสื่อสารแบรนด์ ภาควิชานิเทศศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา</title>
      <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17776</link>
      <description>Title: ความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียหลักสูตรนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสื่อสารแบรนด์ ภาควิชานิเทศศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
Authors: ญาธิดา บุญญา
Abstract: วัตถุประสงค์การวิจัยครั้งนี้เพื่อศึกษาการรับรู้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวกับสถานภาพของหลักสูตรนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสื่อสารแบรนด์ ภาควิชานิเทศศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา และเพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบความต้องการของผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในหลักสูตรฯ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในหลักสูตรที่นำมาศึกษาในครั้งนี้ ได้แก่ ศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน และผู้ใช้งานบัณฑิต องค์ประกอบหลักสูตรที่นำมาศึกษาเป็นของสิทธิพล อาจอินทร์ (2564) ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ จุดมุ่งหมายของหลักสูตร เนื้อหา แนวทางการจัดการเรียนการสอน และการประเมินผลการเรียนการสอน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เจาะลึกกับผู้ให้ข้อมูล 32 คน ได้แก่ ศิษย์เก่า จำนวน 11 คน ศิษย์ปัจจุบัน จำนวน 11 คน และผู้ใช้งานบัณฑิต จำนวน 10 คน เก็บข้อมูลกับกลุ่มผู้ให้ข้อมูล ตั้งแต่เดือนมิถุนายน-กันยายน พ.ศ. 2567&#xD;
ผลการวิจัยเกี่ยวกับประเด็นการรับรู้สถานภาพของหลักสูตรฯ พบว่า กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เป็นศิษย์เก่า และศิษย์ปัจจุบันส่วนใหญ่รับรู้และมีความพึงพอใจสถานภาพของหลักสูตรฯ ในปัจจุบันตามองค์ประกอบทั้ง 4 ด้าน ขณะที่ผู้ใช้งานบัณฑิตได้ประเมินสมรรถนะของมหาบัณฑิตหลักสูตรนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสื่อสารแบรนด์ไว้ว่า จุดเด่นของมหาบัณฑิตในหลักสูตรฯ คือ มีความรู้ด้านการสื่อสารแบรนด์ มีทักษะการสื่อสาร สามารถนำความรู้มาใช้ในการทำงานพัฒนาแบรนด์อย่างสร้างสรรค์ นำเสนองานได้ดี ปรับตัวเก่ง มีทักษะการวางแผนเป็นระบบ และพร้อมเรียนรู้และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ สิ่งที่ควรพัฒนา คือ มหาบัณฑิตอาจต้องนำความรู้มาประยุกต์ใช้ในการทำงานและทำความเข้าใจเกี่ยวกับองค์กร เรียนรู้&#xD;
การใช้เทคโนโลยีสื่อสารใหม่ ๆ และฝึกฝนความสามารถเฉพาะด้าน ผลการวิจัยเกี่ยวกับการวิเคราะห์และเปรียบเทียบความต้องการของหลักสูตรฯ พบว่า แม้ว่าทั้งศิษย์เก่า และศิษย์ปัจจุบันจะมีความพึงพอใจในหลักสูตรฯ ปัจจุบัน แต่ยังมีความต้องการคล้ายคลึงกัน คือ ยังคงต้องการ ให้หลักสูตรฯ จัดการเรียนการสอนให้ความรู้ในด้านการสร้างและสื่อสารแบรนด์และการเป็นผู้ประกอบการ เพื่อนำความรู้ไปใช้ในการทำงานด้านสื่อสารแบรนด์หรือสร้างแบรนด์ของตัวเอง สิ่งที่น่าสนใจ คือ ทั้งศิษย์เก่า&#xD;
และศิษย์ปัจจุบันมีความตื่นตัวกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีการสื่อสารในยุคดิจิทัล และมีความต้องการให้หลักสูตรฯ ช่วยเปิดโลกทัศน์ใหม่ เพิ่มเครือข่าย และอัพเดทความรู้ใหม่ ๆ ให้โดยเฉพาะการตลาดดิจิทัล การใช้สื่อออนไลน์ และการใช้ปัญญาประดิษฐ์ มีความต้องการฝึกปฏิบัติจริงมากกว่าเรียนทฤษฎีและต้องการให้จัดทัศนศึกษาหรือลงพื้นที่ไปปฏิบัติการกับผู้ประกอบการจริง นอกจากนี้ มีความต้องการให้ปรับปรุงห้องเรียนและอุปกรณ์เทคโนโลยีให้มีความพร้อมเพื่อรองรับการเรียนการสอนที่เกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารใหม่ ๆ ขณะที่ความต้องการของผู้ใช้บัณฑิตนั้น นอกจากความรู้ตามเนื้อหาหลักสูตรฯ แล้ว ยังต้องการให้หลักสูตรฯ เพิ่มทักษะให้กับมหาบัณฑิตในด้านทักษะที่ใช้ในการทำงานเทคโนโลยีใหม่ ๆ  ทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อช่วยในการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงในสังคมดิจิทัล และทักษะการเข้าสังคมการทำงานในองค์กรและความฉลาดทางอารมณ์ "</description>
      <pubDate>Fri, 01 Jan 2568 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17776</guid>
      <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมประมงพื้นบ้าน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจังหวัดชลบุรี</title>
      <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17775</link>
      <description>Title: การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมประมงพื้นบ้าน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจังหวัดชลบุรี
Authors: ศรีหทัย เวลล์ส
Abstract: การวิจัยเรื่อง "การพัฒนาเหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมประมงพื้นบ้าน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจังหวัดชลบุรี" มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม แสะพัฒนาแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมประมงพื้นบัานเชื่อส่งสริมการท่องเที่ยวชิงวัฒนธรรม งานวิจัยนี้ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Faricipatcry Acticn Research: PAB) สำหรับพื้นที่ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ตำบลบางเสร่ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ผลจากวิจัย ผู้วิจัยได้นำเสนอ ผลการวิจัย โดยแบ่งออกเป็นสองส่วน ดังนี้ 1) ชุมชนบางเสร่ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี คือ พื้นที่ต้นแบบสำหรับการพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อส่งเสริม การท่ยงเที่ยวเชิงวัฒบธรรม เนื่องจากสาเหตุ ดังนีั้ (1) อัตลักษณ์ชุมชนที่ไดดเด่น ให้แก่ ตำนานโจรสลัด&#xD;
บางเสร่ หลวงพ่อทองอยู่ พระเกจิที่มีชื่อเสียงในภูมิภาศตะวันออก ตำนานหมู่บ้านหางเครื่องที่ และสมาคม&#xD;
ตกปลาบางเสร์ในยุค พ.ศ. 2503 (2) ศักยภาพผู้ประกอบการที่สมารถรองรับการท่อเที่ยวเชิงวัฒนธรวมในชุมชนบางเสร่ ได้แก่ โครงการ ร D-HOPE ที่แต่ละหมู่บ้านได้สร้างสรรค์กิจกรรมการท่องเที่ยวที่แสดงถึงอัตลักษณ์ของตนเอง และงานท่องเที่ยง "ถนนสายวัฒนธรรม"  (3) ความได้เปรียบในเชิงพื้นที่ ที่ตั้งอยู่ใกล้สนามบินอู่ตะเภาและพัทยา และยัอยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวสำคัญอื่น ๆ (4) การจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงผจญภัยที่ดำเนินการโดยชาวประมงพื้นบ้านในชุมชน ทำให้ชุมชนบางเสร่ได้รับความสนใจจากนักตกปลาทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ ในส่วนของ (2) การพัฒนาการเรีบนรู้ทางวัฒนธรรมประมงพื้นบ้านเพื่อสิ่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมตำบอบางเสร่ จังหวัดชลบุรี ผู้วิจัยและคนในชุมชนบางเสร่ร่วมกันสังเคราะห์องค์ความรู้ของชุมซนที่สำคัญเพื่อนำมาสร้างชุดความรู้สำหรับแหล่งเรียนรู้ ซึ่งได้แก่ (1) ความรู้เกี่ยวกัน&#xD;
ประวัติศาสตร์ชุมชน ได้แก่ ตำนานโจรสลัดบางเสร่ (2) ประวัติบุคลสำคัญ ได้แก่ หลวงพ่อหองอยู่&#xD;
จนทสาโร พระเกจิซี่อดังในภูมิภาคตะวันออก แ และหม่อมราชงศ์พงศ์อมร กฤดากร ต้นกำเนิดกีฬาตกปลาบางเสร่ (3) ความรู้เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมชุม บางเสร่ ได้แก่ วัดบางเสร่คงคาราม วัดสามัคคีบรรพต ประเพณีลงกรานต์ วันไหล บางเสร่ ตำนานหางเครื่องบางเสร่ และกลุ่มผ้าบาติกเนินบรรพต&#xD;
(4) ความรู้เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลชุมชนบางเสร่ ได้แก่ ความหลากหลายทางชีวภาพของสัตว์น้ำ การจัดการทรัพยากรทางหะเล และ (5) ความรู้เกี่ยวกับวิถีชุมขนบางเสร่ ได้แก่ การประยุกต์ใช้เรือประมงพื้นบัาน เครื่องมือประมงพื้นบ้าน การประมงหมึก และภูมิปัญญาของชาวประมงพื้นบ้าน&#xD;
สำหรับแนวทางในการวิจัยต่อยอดนั้น องค์ความรู้ด้านวัฒนธรรมของชุมชนบ้าน บางเสร่สามารถนำไปพัฒาต่อยอดต้นแบบผสิตภัณฑ์การท่องเที่ยวทั้งที่เป็นพิพิธภัณฑ์ สินค้า และบริการที่แปลกใหม่โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์บนฐานทุนทางวัฒนธรรมเพื่อยกระดับศักยภาพและการแข่งขัน ซึ่งจะกลไกสำคัญที่นำไปสู่การทัฒนาชุมชนด้วยเศรษฐสร้างสรรค์อย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต</description>
      <pubDate>Wed, 01 Jan 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17775</guid>
      <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>แบบแผนการเกษียณและอุปทานแรงงานผู้สูงอายุช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทย</title>
      <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17770</link>
      <description>Title: แบบแผนการเกษียณและอุปทานแรงงานผู้สูงอายุช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทย
Authors: ศศิวุฑฒิ์ วงษ์มณฑา
Abstract: การศึกษานี้ทำการตรวจสอบปัจจัยที่มีอิทธิพลต่ออุปทานแรงงานและการเกษียณของผู้สูงอายุในประเทศไทย โดยใช้ข้อมูล 3 แหล่ง ประกอบด้วย (1) การสำรวจภาวะทำงานของประชากร พ.ศ. 2563-2565 (2) การสำรวจประชากรสูงอายุ พ.ศ. 2564 และ (3) แบบสอบถามของโครงการวิจัยที่เป็นการวัดเชิงอัตวิสัยเกี่ยวกับการทำงานและการเกษียณของผู้สูงอายุ ข้อมูลสองชุดแรกเก็บรวบรวมโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ข้อมูลการสำรวจประชากรสูงอายุนำมาใช้ในการประมาณค่าแบบจำลองอุปทานแรงงานเชิงประจักษ์ โดยวิเคราะห์จากสองผลลัพธ์ในตลาดแรงงาน ประกอบด้วย การมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานและชั่วโมงการทำงาน ผลการศึกษา พบว่า ปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมและประเภทเงินบำนาญเป็นตัวกำหนดที่มีนัยสำคัญต่ออุปทานแรงงานผู้สูงอายุ เมื่อควบคุมตัวแปรเชิงประชากรและประเภทเงินบำนาญ การมีสุขภาพแข็งแรงทำให้อุปทานแรงงานผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ภายใต้บริบทที่มากกว่าร้อยละ 40 ของผู้สูงอายุยังคงอยู่ในกำลังแรงงาน ผลการประมาณค่า พบว่า การได้รับเงินจากบุตรที่เป็นผู้ใหญ่และเงินบำนาญภาครัฐทำให้การมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานและเวลาทำงานของผู้สูงอายุลดลง ยกเว้นเฉพาะผู้ที่ได้รับเงินจากประกันสังคม นอกจากนั้น ผู้สูงอายุที่มีการศึกษาน้อย อาศัยในเขตชนบท และมีเงินออมน้อยหรือยังมีภาระหนี้สิน เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มทำงานต่อหลังจากเข้าสู่วัยเกษียณ ผู้สูงอายุในครัวเรือนข้ามรุ่น (อยู่กับหลาน โดยที่พ่อแม่เด็กไม่ได้อาศัยอยู่ด้วย) รวมถึงกลุ่มที่ยังมีบุตรในวัยศึกษาเล่าเรียน มีแนวโน้มที่จะคงอยู่ในตลาดแรงงาน การวิเคราะห์กลุ่มตัวอย่างย่อยแสดงถึงความแตกต่างของอุปทานแรงงานระหว่างผู้ที่อาศัยในเขตเมืองและชนบท และระหว่างชั้นรายได้ครัวเรือน ผลการศึกษาเพิ่มเติมทั้งจากข้อมูลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรและข้อมูลแบบสอบถามสนับสนุนผลการศึกษาหลักที่ได้จากแบบจำลองทางเศรษฐมิติ ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เมื่อปี พ.ศ. 2563 การมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานและชั่วโมงการทำงานของผู้สูงอายุลดลงเฉลี่ย 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เมื่อเปรียบเทียบกับ พ.ศ. 2564 และ 2565</description>
      <pubDate>Fri, 01 Jan 2568 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17770</guid>
      <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การพัฒนาหลักสูตรออนไลน์ระบบเปิดสำหรับมวลชน (MOOC) เพื่อเสริมสร้างความรู้ภาษาจีนในบริบทการทำงานของนักศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษา และคนทำงานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)</title>
      <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17761</link>
      <description>Title: การพัฒนาหลักสูตรออนไลน์ระบบเปิดสำหรับมวลชน (MOOC) เพื่อเสริมสร้างความรู้ภาษาจีนในบริบทการทำงานของนักศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษา และคนทำงานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
Authors: ภูมรินทร์ ภิรมย์เลิศอมร; กนกพร ศรีญาณลักษณ์
Abstract: การพัฒนาหลักสูตรออนไลน์ระบบเปิดสำหรับมวลชน (MOOC) เพื่อเสริมสร้างความรู้ภาษาจีนในบริบทการทำงานของนักศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาและคนทำงานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาหลักสูตรภาษาจีนและระบบบการจัดการหลักสูตรออนไลน์ระบบเปิดสำหรับมวลชน (MOOC) ในบริบทการทำงานของนักศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาและคนทำงานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และเพื่อพัฒนาบุคลากรที่มีความสามารถทางด้านภาษาจีนสำหรับการทำงานสู่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) การพัฒนาหลักสูตรภาษาจีนออนไลน์ระบบเปิดสำหรับมวลชน (MOOC) ในบริบทการทำงานของนักศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษา และคนทำงานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ครั้งนี้มีการดำเนินการวิจัยเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาบริบทที่เกี่ยวกับสถานภาพ ความต้องการ ปัญหาความรู้ภาษาจีน และแนวทางการพัฒนาความรู้ภาษาจีนในบริบทการทำงานของนักศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาและคนทำงานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ระยะที่ 2 ทำการพัฒนาหลักสูตรฯ ระยะที่ 3 การทดลองใช้หลักสูตรออนไลน์ระบบเปิด (MOOC) โดยกลุ่มตัวอย่างจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาและสถานประกอบการ จำนวน 60 คน ระยะยะที่ 4 การประเป็นประสิทธิภาพของหลักสูตรฯ โดยทำการศึกษาความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างผู้ทดลองบทเรียนมีต่อหลักสูตร และศึกษาควานคิดเห็นของผู้บริหารหรือตัวแทนหน่วยงานเกี่ยวกับหลักสูตรจากการศึกษาพบว่า ผู้ทดลองบทเรียนมีความพึงพอใจต่อหลักสูตรโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x = 4.37) ส่วนการศึกษาความคิดเห็นของผู้บริหารหรือตัวแทนหน่วยงานนั้น ส่วนใหญ่มีคิดเห็นว่าหลักสูตรฯ มีความสอดคล้องกับความต้องการของหน่วยงาน สื่อวิดีทัศน์มีความเหมาะสม การเข้าเรียนในระบบ BUU MOOC มีความสะดวก การเรีอนรู้ในหลักสูตรฯ สามารถพัฒนาทักษะทางด้านภาษาจีนให้กันได้ในด้านการพัฒนาบุคลากรที่มีความสามารถทางด้านภาษาจีนสำหรับการทำงานสู่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จากการศึกษาจากผลการประเมินผลสัมฤทธิ์ในการเรียนของกลุ่มตัวอย่างพบว่า หลักสูตรสามารถช่วยพัฒนาความรู้และทักษะภาษาจีนได้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์งานวิจัย</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17761</guid>
      <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
  </channel>
</rss>

