<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
  <channel>
    <title>DSpace Community: คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4713</link>
    <description>คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</description>
    <pubDate>Sun, 29 Mar 2026 04:53:50 GMT</pubDate>
    <dc:date>2026-03-29T04:53:50Z</dc:date>
    <item>
      <title>แนวทางการพัฒนากลยุทธ์การตลาดของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในภาคตะวันออกหลังสถานการณ์ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019</title>
      <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17725</link>
      <description>Title: แนวทางการพัฒนากลยุทธ์การตลาดของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในภาคตะวันออกหลังสถานการณ์ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
Authors: พรรณิภา อนุรักษากรกุล
Abstract: ประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่มีชื่อเสียงระดับโลก ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2562 เกิดสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ส่งผลให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทยได้รับผลกระทบมากที่สุดในโลก จากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 นั้น ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคธุรกิจเป็นอันมาก โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวและการบริการ เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในภาคตะวันออกของประเทศไทย จากนโยบายของรัฐบาลสนับสนุนให้ภาคตะวันออกเป็นศูนย์กลางการแพทย์ ซึ่งประกอบด้วยจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด เพื่อสร้างมูลค่าสูงและยกระดับให้เป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยวสุขภาพของเอเชีย นอกจากนี้ ภาครัฐยังมีแผนปฏิบัติการการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก สู่การท่องเที่ยวระดับโลกรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและกลุ่มเชิงสุขภาพ โดยมี พัทยา สัตหีบ และระยอง เป็นวงแหวนการท่องเที่ยวหลัก ดังนั้น พื้นที่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจำเป็นต้องหาจุดแข็งและเอกลักษณ์ เพื่อกำหนดตำแหน่งที่สอดคล้องกับทรัพยากรท้องถิ่นที่สำคัญ และที่สำคัญ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพต้องปรับตัวให้เข้ากับ สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว ดังนั้น งานวิจัยฉบับนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบหลักของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและวิเคราะห์แนวทางการพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในภาคตะวันออกหลังสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 งานวิจัยฉบับนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสำรวจ สัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ใช้การวิเคราะห์ TOWS เพื่อเสนอแนวทางการปรับกลยุทธ์ทางการตลาดของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่มีศักยภาพในภาคตะวันออก ผลลัพธ์ที่ได้คือ องค์ประกอบสำคัญของการเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ คือ ทรัพยากรธรรมชาติ มรดกทางวัฒนธรรม และทรัพยากรที่มนุษย์สร้างขึ้น หลังจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 นักท่องเที่ยวต่างมองหาสถานที่พักผ่อนที่ช่วยผ่อนคลายความเครียดและคำนึงถึงความปลอดภัยในระหว่างการเดินทาง รวมถึงในอนาคตนักท่องเที่ยวจะใช้เวลาในโรงพยาบาลน้อยลง และใช้เวลาในสปาและโรงแรมมากขึ้น ดังนั้น การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์มีความสำคัญมากเพราะสามารถสร้างรายได้ให้กับธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้องได้ จากการศึกษาพบว่าแนวทางการพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในภาคตะวันออกท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ 1) การเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวระหว่าง การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และการท่องเที่ยวเชิงส่งเสริมสุขภาพ 2) เน้นบริการที่สามารถปรับแต่งได้เฉพาะบุคคล สุขภาพและเห็นผลเร็ว 3) การนำเทคโนโลยีมาใช้กับการการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์มากขึ้น เช่น การให้คำปรึกษาทางการแพทย์ผ่านการแพทย์ทางไกล และ 4) การสร้างภาพลักษณ์และการประชาสัมพันธ์ เช่น คุณภาพ การบริการ มาตรฐานสิ่งอำนวยความสะดวกและความน่าเชื่อถือของบริการ ความเชื่อมโยงกับโรงแรมและธุรกิจอื่น ๆ
Description: โครงการวิจัยประเภทงบเงินรายได้มหาวิทยาลัย เงินรายได้ส่วนงาน มหาวิทยาลัยบูรพา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564.</description>
      <pubDate>Wed, 01 Jan 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17725</guid>
      <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การเขียนเชิงวิชาการ : เอกสารประกอบการสอนวิชา 228212</title>
      <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17722</link>
      <description>Title: การเขียนเชิงวิชาการ : เอกสารประกอบการสอนวิชา 228212
Authors: ศิริลักษณ์ บัตรประโคน
Abstract: เอกกสารประกอบการสอนวิชา ๒๒๘๒๑๒ การเขียนเชิงวิชาการนี้ จัดทำขึ้นตามหลักสูตร ศิลปศาสตรบัณฑิต (ศศ.บ.) และการศึกษาบัณฑิต (กศ.บ.) พ.ศ. ๒๕๔๙ และหลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๕๔ สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยบูรพา ซึ่งรายวิชาดังกล่าวเป็นวิชาเอกสำหรับนิสิตที่เข้าศึกษาทั้ง ๒ หลักสูตร วัตถุประสงค์ของการเรียบเรียงเอกสารประกอบการสอนนี้ก็เพื่อใช้เป็นเอกสารหลักในการจัดการเรียนการสอนวิชา ๒๒๘๒๑๒ การเขียนเชิงวิชาการ และเพื่อเป็นเอกสารที่จะช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้สอนและผู้เรียนในการศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับการเขียนเชิงวิชาการ ทั้งในด้านหลักการและทฤษฎี อันประกอบด้วย ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการเขียนเชิงวิชาการ กระบวนการเขียนงานเชิงวิชาการ ภาษาในงานเขียนเชิงวิชาการ การเขียนเชิงวิชาการในเบื้องต้น และการเขียนเชิงวิชาการประเภทต่าง ๆ จนทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจ และสามารถนำไปเป็นแนวทางในการสร้างสรรค์ผลงานเขียนประเภทนี้ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม อันเป็นหัวใจสำคัญของการศึกษาวิชาการเขียน ซึ่งเป็นวิชาทักษะที่ผู้เรียนควรได้มีโอกาสฝึกฝน พัฒนาศักยภาพทางด้านการเขียนของตนเอง เป็นการสังเคราะห์ความรู้ เป็นกระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้ที่แท้จริง</description>
      <pubDate>Sat, 01 Jan 2546 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17722</guid>
      <dc:date>2546-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การใช้เทคนิคการประมวลผลภาพเพื่อการอนุรักษ์คุณภาพภาพถ่ายคัมภีร์ใบลาน</title>
      <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17708</link>
      <description>Title: การใช้เทคนิคการประมวลผลภาพเพื่อการอนุรักษ์คุณภาพภาพถ่ายคัมภีร์ใบลาน
Authors: คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์. มหาวิทยาลัยบูรพา
Abstract: คัมภีร์ใบลานเป็นเอกสารโบราณที่มีคุณค่าทั้งทางด้านประวัติศาสตร์ ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติที่มีคุณค่าและความสำคัญอย่างยิ่ง มีเนื้อหาที่เกี่ยวกับ พุทธศาสนา ตำรายา ตำราโหราศาสตร์เป็นเอกสารชั้นต้นในศึกษาด้านประวัติศาสตร์ของสังคม คัมภีร์ใบลานส่วนใหญ่ถูกทำลาย หรือชำรุดเสียหายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ การทำสำเนาแบบดิจิทัลไฟล์ และปรับปรุงคุณภาพภาพถ่ายที่ได้จะช่วยในการอนุรักษ์เอกสารโบราณเหล่านี้ การดำเนินการวิจัยเริ่มจากอ่านภาพดิจิทัลต้นฉบับ เลือกโหมดสี HSI ปรับความคมชัดของภาพ ด้วยวิธีการยืดความคมชัด ลดสัญญาณรบกวนด้วยตัวกรองค่ามัธยฐาน การแยกตัวอักษรและพื้นหลังด้วยเทคนิคเทรชโฮลด์แบบการปรับตามความเข้มเฉพาะส่วนของภาพ อีกทั้งเพิ่มความชัดเจนของเส้นอักษรด้วยการใช้เทคนิคการเปลี่ยนแปลงลักษณะรูปร่างหรือโครงร่างของภาพ ผลการวิจัยที่ได้ถูกนำไปเปรียบเทียบและตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้วยวิธีการวัดประสิทธิภาพเชิงคุณภาพ ซึ่งผลการวิจัยแสดงว่าการใช้เทคนิคการแยกตัวอักษรและพื้นหลังแบบการปรับตามความเข้มเฉพาะส่วนของภาพ สามารถแยกตัวอักษรและพื้นหลังในภาพที่มีสภาพแสงไม่สม่ำเสมอได้ดีกว่าการใช้เทคนิคเทรชโฮลด์แบบค่าเดียวทั้งภาพ โดยค่าความถูกต้องอยู่ที่ 90% ผลการทดลองที่ได้สามารถนำไปแยกตัวอักษร เพื่อนำไปใช้ในขั้นตอนการรู้จำตัวอักษรต่อไปได้
Description: ได้รับทุนสนับสนุนจากงบประมาณเงินรายได้ ประจำปีงบประมาณ 2561 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา.</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2561 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17708</guid>
      <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตที่มีต่อสมรรถนะของบัณฑิตสาขาวิชาสารสนเทศศึกษา มหาวิทยาลัยบูรพา ที่สำเร็จการศึกษาในปีการศึกษา 2557-2560</title>
      <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17707</link>
      <description>Title: ความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตที่มีต่อสมรรถนะของบัณฑิตสาขาวิชาสารสนเทศศึกษา มหาวิทยาลัยบูรพา ที่สำเร็จการศึกษาในปีการศึกษา 2557-2560
Authors: ศรีหทัย เวลล์ส
Abstract: การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงผสม (Mixed Method Research) โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตที่มีต่อสมรรถนะของบัณฑิตสาขาวิชาสารสนเทศศึกษาในด้านคุณธรรม จริยธรรม ด้านความรู้ ด้านทักษะทางปัญญา ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ และด้านทักษะการคิดวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 2) เปรียบเทียบความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตที่มีต่อสมรรถนะของบัณฑิตสาขาวิชาสารสนเทศศึกษา จำแนกตามประเภทองค์กรและลักษณะงาน และ 3) ศึกษาจุดแข็ง และจุดอ่อนที่ควรพัฒนาของบัณฑิตสาขาสารสนเทศศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มตัวอย่างปริมาณได้แก่ ผู้ใช้บัณฑิตฯทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจและเอกชน จำนวน 123 คน 2) กลุ่มตัวอย่างเชิงคุณภาพ ได้แก่ ผู้ใช้บัณฑิตฯ จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบกึ่งโครงสร้าง การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้ความถี่ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตที่มีต่อสมรรถนะของบัณฑิตฯ อยู่ในระดับมากในทุกด้าน เรียงตามลำดับ คือ ด้านคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ (4.41) ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ (4.27) ด้านทักษะทางปัญญา (3.92) ด้านความรู้ (3.90) และด้านทักษะการคิดวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (3.82) 2) การเปรียบเทียบความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตที่มีต่อสมรรถนะของบัณฑิตฯ จำแนกตามประเภทองค์กรและลักษณะงาน พบว่า ประเภทขององค์กร ไม่มีความแตกต่างกัน ในส่วนของลักษณะงานขององค์กรนั้น มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในองค์กรเน้นกิจกรรมสันทนาการที่ระดับ 0.044 และกิจกรรมส่งเสริมการอ่านที่ระดับ 0.026 ข้อเสนอแนะเพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของบัณฑิตฯ ได้แก่ 1) การพัฒนาสมรรถนะของบัณฑิต เรียงตามลำดับดังนี้ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านการจัดการความรู้ การจัดการสารสนเทศ และด้านการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ 2) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับเนื้อหาของรายวิชา/รายวิชา เรียงตามลำดับดังนี้ เนื้อหาของรายวิชา/รายวิชาเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ เนื้อหาของรายวิชา/รายวิชาเกี่ยวกับดิจิทัล และเนื้อหาของรายวิชา/รายวิชาเกี่ยวกับภาษาต่างประเทศ 3) ปัญหาการทำงานของบัณฑิต เรียงตามลำดับดังนี้ ปัญหาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ปัญหาด้านการสื่อสาร ปัญหาด้านจิตบริการ/จิตอาสา ปัญหาด้านการไม่ตรงเวลา
Description: ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัย ประจำปีงบประมาณ 2561 ภาควิชาสารสนเทศศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา</description>
      <pubDate>Fri, 01 Jan 2562 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17707</guid>
      <dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
  </channel>
</rss>

