<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
  <channel>
    <title>DSpace Community: คณะแพทยศาสตร์</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4710</link>
    <description>คณะแพทยศาสตร์</description>
    <pubDate>Sun, 29 Mar 2026 04:33:13 GMT</pubDate>
    <dc:date>2026-03-29T04:33:13Z</dc:date>
    <item>
      <title>ผลของค่าอัตราการกรองของไต ณ ช่วงเวลาที่ผู้ป่วยเริ่มล้างไตทางช่องท้องต่อผลลัพธ์ทางคลินิก</title>
      <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17711</link>
      <description>Title: ผลของค่าอัตราการกรองของไต ณ ช่วงเวลาที่ผู้ป่วยเริ่มล้างไตทางช่องท้องต่อผลลัพธ์ทางคลินิก
Authors: ระวีวรรณ วิฑูรย์; สมชาย ยงศิริ; อโนชา วนิชชานนท์; เพ็ชรงาม ไชยวาณิช
Abstract: บทนำ: ระยะเวลาที่เหมาะสำหรับการล้างไตทางช่องยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด จึงเป็นที่มาของการศึกษาวิจัยค้นหาระยะเวลาที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วย โดยเกิดภาวะแทรกซ้อนกับผู้ป่วยน้อยที่สุด&#xD;
วัตถุประสงค์: ศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างค่าอัตราการกรองของไตเริ่มต้นของผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องกับอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วย ภาวะแทรกซ้อนจากการล้างช่องท้องและการนอนโรงพยาบาล&#xD;
วิธีศึกษา: เก็บข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี พ.ศ.2556-2560 ในผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องของโรงพยาบาลชลบุรี และ โรงพยาบาลมหาวิยาลัยบูรพา ศึกษาข้อมูลพื้นฐาน ข้อมูลการล้างไตทางช่องท้อง ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ การติดเชื้อ การนอนรพ.และการเสียชีวิตของผู้ป่วย โดยแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 4 กลุ่มตามค่าอัตราการกรองของไต (eGFR) เป็น &lt; 3, 3-5.9, 6-9.9 และ &gt;10 ml/min/1.73m2&#xD;
ผลการศึกษา: ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุเฉลี่ย 58 ปี ระยะเวลาในการล้างไต 30.2 เดือน ค่า eGFR เริ่มต้นเฉลี่ย 5.07 ml/min/1.73m2 มีค่า Kt/v 2.19 ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องที่มีค่า eGFR &lt; 3 ml/min/1.73 m2 มีอัตราการรอดชีวิตสูงสุด โดยเมื่อเทียบกับกลุ่ม eGFR 3-5.9, 6-9.9 และ &gt;10 ml/min/1.73 m2 จะรอดชีวตมากกว่า 1, 1.69 และ 2.11 เท่า ตามลำดับ (p= 0.81, 0.05 และ 0.029 ) แต่ไม่พบความแตกต่างของอัตราการติดเชื้อของเยื่อบุช่องท้องและอัตราการนอนรพ.ของผู้ป่วยทั้ง 4 กลุ่ม&#xD;
สรุป การเริ่มล้างไตทางช่องท้องช้าส่งผลดีในแง่อัตราการอยู่รอดของผู้ป่วย โดยไม่มีผลเพิ่มอุบัติการณ์การติดเชื้อ-การเกิดภาวะแทรกซ้อนจากล้างช่องท้องและการนอนโรงพยาบาล</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2561 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17711</guid>
      <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การจำหน่ายผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมด้วยหลัก D-METHOD ของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพา</title>
      <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17660</link>
      <description>Title: การจำหน่ายผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมด้วยหลัก D-METHOD ของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพา
Authors: วัลภา พัสการ
Abstract: คู่มือแนวปฏิบัติการจำหน่ายผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมด้วยหลัก D-METHOD ของ&#xD;
โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพา ฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือสนับสนุนการปฏิบัติงานของพยาบาลในการดูแลและให้คำแนะนำผู้ป่วยอย่างเป็นระบบ มีมาตรฐาน และครอบคลุมทุกด้านที่จำเป็นสำหรับผู้ป่วยที่มีการจำหน่ายกลับบ้าน โดยเน้นการประเมินความพร้อมทั้งทางร่างกาย จิตใจ และความเข้าใจของผู้ป่วยและญาติ เพื่อให้การดูแลหลังผ่าตัดเกิดประสิทธิผลสูงสุด&#xD;
การจัดทำคู่มือครั้งนี้เกิดจากความร่วมมืออย่างใกล้ชิดของพยาบาลวิชาชีพ ซึ่งต่างนำความรู้และ&#xD;
ประสบการณ์เฉพาะทางร่วมกันในการกำหนดแนวทางที่ครอบคลุมและเหมาะสมกับความต้องการของ&#xD;
ผู้ป่วยแต่ละราย&#xD;
คู่มือเล่มนี้จึงไม่เพียงเป็นเครื่องมือสำหรับพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น แต่ยังช่วย&#xD;
สร้างความมั่นใจให้กับผู้ป่วยและครอบครัว ผ่านการให้คำแนะนำที่ถูกต้อง ชัดเจน และสอดคล้องกับ&#xD;
หลัก D-METHOD ซึ่งประกอบด้วย Diagnosis, Medication, Environment, Treatment, Health,&#xD;
Outpatient referral, Diet หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคู่มือเล่มนี้จะเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาการดูแล&#xD;
ผู้ป่วยผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมอย่างมีคุณภาพ ปลอดภัย และตอบสนองต่อความต้องการของผู้ป่วยในทุกขั้นตอนการจำหน่าย เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นต่อไป</description>
      <pubDate>Fri, 01 Jan 2568 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17660</guid>
      <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ผลการทดสอบความไวของเชื้อแบคทีเรียต่อยาปฏิชีวนะในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพา</title>
      <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17635</link>
      <description>Title: ผลการทดสอบความไวของเชื้อแบคทีเรียต่อยาปฏิชีวนะในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพา
Authors: วสุพล มโนมัยพันธุ์; ผกาพรรณ ดินชูไท; ณัฐพล อันนานนท์; สมชาย ยงศิริ; ระวีวรรณ วิฑูรย์; จิตราภรณ์ เขียวขำ; เพ็ชรงาม ไชยวานิช
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบความชุกของเชื้อแบคทีเรียที่พบในสิ่งส่งตรวจของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพา ระหว่างปีพ.ศ. 2558 - 2560 และทราบร้อยละความไวของเชื้อแบคทีเรียชนิดต่างๆที่เพาะเชื้อขึ้นจากสิ่งส่งตรวจของผู้ป่วยต่อยาปฏิชีวนะ โดยคณะผู้วิจัยได้เก็บข้อมูลผลเพาะเชื้อแบคทีเรีย และผลทดสอบความไวต่อยาปฏิชีวนะดังกล่าวผ่านทางโปรแกรมคอมพิวเตอร์ HosXp และนำมาคำนวณทางสถิติผ่านโปรแกรม Microsoft Excel แล้วจัดทำตารางแสดงผลที่เรียกว่า&#xD;
antibiogramโดยผลกา รวิจัยพบว่า เชื้อแบคทีเรียที่พบมากที่สุดจากสิ่งส่งตรวจของผู้ป่วย คือ เชื้อ Escherichia coli (ร้อยละ 30.82), เชื้อ Klebsiella pneumoniae (ร้อยละ 13.14), และเชื้อ Pseudomonas aeruginosa (ร้อยละ 11.8) ตามลำดับ และพบว่าความไวของเชื้อ Escherichia coli&#xD;
ต่อยาปฏิชีวนะกลุ่ม third generation cephalosporins มีเพียงร้อยละ 45 และยังตรวจพบว่าเป็นเชื้อแบคทีเรีย Escheracia coli ดื้อยาหรือเรียกว่า E.coli ESBL มากกว่าร้อยละ 50 ส่วนความไวของของเชื้อ Klebsiella pneumoniae ต่อยาปฏิชีวนะกลุ่ม third generation cephalosporins มีมากกว่าร้อยละ 65 และความไวของเชื้อ Pseudomonas ต่อยาปฏิชีวนะ Ceftazidime มีมากกว่าร้อยละ 80 เป็นต้น ในขณะที่เชื้อแบคทีเรียแกรมบวก เช่น Staphylococcus aureus นั้นตรวจพบร้อยละ5.88 โดยตอบสนองต่อยา cefoxitin ถึงร้อยละ70 เป็นต้น ทางคณะผู้วิจัยหวังว่าผลการวิจัยในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์แก่บุคลากรทางการแพทย์ในการเลือกใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผลแก่ผู้ป่วยที่จะเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพาต่อไปในอนาคต
Description: ผลงานวิจัยฉบับนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา จากงบประมาณเงินรายได้ คณะแพทยศาสตร์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561.</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2561 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17635</guid>
      <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>รูปแบบโครงสร้างและการเปลี่ยนแปลงของหัวใจห้องล่างซ้ายในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง</title>
      <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17634</link>
      <description>Title: รูปแบบโครงสร้างและการเปลี่ยนแปลงของหัวใจห้องล่างซ้ายในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง
Authors: สุกฤษฎิ์ คูวัฒนเธียรชัย; ฉัตรแก้ว กาญจนอำพล; อัครพล สุคนธานิตย์
Abstract: การศึกษานี้พบว่า รูปแบบโครงสร้างและการเปลี่ยนแปลงของหัวใจห้องล่างซ้ายในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ยังไม่ได้รับการรักษามาก่อน เป็นลักษณะ concentric remodeling มากที่สุด ซึ่งแตกต่างจากการศึกษาของ Antonello Ganau, MD และคณะ(9) ที่ได้ศึกษารูบแบบของหัวใจห้องล่างซ้ายในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงจำนวน 165 คนที่ยังไม่ได้รับการรักษา และพบลักษณะของ normal geometry มากที่สุด โดยพบการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติแบบ concentric remodeling และ eccentric hypertrophy บ่อยกว่า concentric hypertrophy ซึ่งจากการศึกษาได้พยายามอธิบายว่า กลไกการเปลี่ยนแปลงรูปแบบโครงสร้างของหัวใจห้องล่างซ้ายในสภาวะที่มีความดันโลหิตสูงนั้นค่อนข้างซับซ้อน เดิมเชื่อว่า ผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูง น่าจะมีการปรับตัวเป็นแบบ concentric hypertrophy เพื่อตอบสนองต่อระดับความดันโลหิตที่สูงขึ้น แต่จากการศึกษาหลายการศึกษา (13,14 ) พบว่า ประชากรส่วนใหญ่ที่มีความดันโลหิตสูงมีการปรับตัวที่ไม่ใช่ลักษณะดังกล่าว  การปรับตัวของหัวใจห้องล่างซ้ายนั้นไม่สามารถดูได้จากมวลกล้ามเนื้อเพียงอย่างเดียว การใช้ค่า RWT เข้ามาร่วมประเมินด้วยจะช่วยเพิ่มความว่องไวในการวินิจฉัย LV hypertrophy มากขึ้น การศึกษาของ Antonello Ganau, MD และคณะ ยังได้ศึกษาถึง hemodynamic profile กับการเปลี่ยนแปลงของหัวใจห้องล่างซ้ายด้วย พบว่า กลุ่มที่มีการเปลี่ยนแปลงแบบ concentric remodeling มีค่าความดันโลหิตขณะพัก และ peripheral resistance ที่สูงกว่าในกลุ่มอื่น แต่มี cardiac index ที่ต่ำลง ทำให้มีการลดลงของ stroke volume และ ventricular chamber size ซึ่งกลไกเชื่อว่ามีสาเหตุมาจากการขับน้ำและเกลือออกทางไตมากขึ้น ทำให้ intravascular fluid volume ลดลง การเปลี่ยนแปลงแบบ concentric remodeling จึงเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อการเพิ่มของ peripheral arterial tone ในขณะที่มี volume ของ vascular และ ventricle ที่ลดต่ำลง ซึ่งเปรียบเสมือนการปรับตัวด้านรูปร่างให้สามารถเพิ่มการบีบตัวเพื่อตอบสนองต่อ high afterload นั่นเอง(15) &#xD;
การศึกษาของเราที่ทำในประชากรคนไทยให้ผลสอดคล้องกับการศึกษาของ Tao Cha MM และคณะ (16) ซึ่งเป็นการศึกษารูปแบบการเปลี่ยนแปลงของหัวใจห้องล่างซ้ายในประชากรจีน จำนวน 2290 คน พบว่า รูปแบบที่พบมากที่สุดคือ concentric remodeling (51.9%) รองลงไปคือ normal geometry (47.7%) โดยปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบ concentric remodeling คือ large waist circumference และ neck circumference การเปลี่ยนแปลงของหัวใจห้องล่างซ้ายของการศึกษานี้จะพบว่าต่างจากการศึกษาที่ผ่านมาเช่นกัน ซึ่งผู้นิพนธ์ได้พยายามอธิบายว่า อาจมีเรื่องอายุมาเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของหัวใจห้องล่างซ้ายดังกล่าว  เนื่องจากมีประชากรที่อายุมากกว่า 80 ปี ประมาณ หนี่งในห้า ของประชากรทั้งหมดในการศึกษานี้
Description: ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ปีงบประมาณ พ.ศ. 2561.</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2561 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17634</guid>
      <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
  </channel>
</rss>

