<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
  <channel>
    <title>DSpace Collection:</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4704</link>
    <description />
    <pubDate>Sat, 04 Apr 2026 10:59:26 GMT</pubDate>
    <dc:date>2026-04-04T10:59:26Z</dc:date>
    <item>
      <title>การทดลองสร้างงานนาฏศิลป์ร่วมสมัยจากแนวคิดการใช้กระบวนการละครแบบร่วมสร้าง</title>
      <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4580</link>
      <description>Title: การทดลองสร้างงานนาฏศิลป์ร่วมสมัยจากแนวคิดการใช้กระบวนการละครแบบร่วมสร้าง
Authors: จุฬาลักษณ์ เอกวัฒนพันธ์
Abstract: บทความวิจัยนี้เป็นการทดลองสร้างงานนาฏศิลป์ร่วมสมัยจากแนวคิดการใช้กระบวนการ ละครแบบร่วมสร้างเพื่อสร้างตัวอย่างและกระตุ้นสร้างตัวอย่างและกระตุ้นให้นิสิตเกิดความรู้ความเข้าใจในวิธีการสร้างงานนาฏศิลป์ร่วมสมัย จนสามารถร่วมกันสร้างการแสดงชุด start โดยใช้กลุ่มตัวอย่างนสิตในสาขาวิชานาฏศิลป์ร่วมสมัย จำนวน  7 คน ผ่านการทดลองฝึกปฏิบัติจากการทดลองสร้างงาน ประกอบไปด้วย 1) แบบฝึกหัดการสร้างงานที่เริ่มจากการหาแรงบัลดาลใจจาก งานศิลปะ เพลง หนังสือนิทานกลับมุม 2) แบบฝึกหัดการละลายพฤติกรรม 3) แบบฝึกหัดการสื่อสารทางด้านร่างกายโดยใช้ท่าเต้นจากทักษะ การเต้นที่นิสิตถนัด 4) แบบฝึกหัดการพูดเพื่อการสื่อสาร 5) แบบฝึกหัดด้นสดกับอุปกรณ์ และด้นสดการเคลื่อนย้ายพื้นที่และร่วมกันแก้ไขพัฒนาข้อบกพร่องรวมของนักแสดง ผลการวิจัยพบว่า เกิดตัวอย่างจากแบบฝึกหัดการทดลองสร้างการแสดงชุุด start ได้สำเร็จ และสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองผ่านกระบวนการละครแบบร่วมสร้าง แบ่งได้เป็นสองด้านคือ  1) ทักษะความถนัดจากการเคลื่อนไหวร่างกาย นิสิตสามารถใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือที่จะพัฒนาให้ตนเองเป็นนักเต้นที่มีคุณภาพได้โดยเฉพพาะนิสิตรูจักการปรับใช้พื้นที่บนเวทีผ่านการเต้นจากเทคนิคท่าเต้นของตนเอง เข้าใจการใช้ร่างกายจนสามารถนำมาประยุกต์ใช้และสร้างทางเต้นที่่ซับซ้อน ท่าเต้นที่สื่อสารผ่านร่างกายได้ 2) ด้านความคิด นิสิตเริ่มเข้าใจวิธีการสร้างงานร่วมสมัยอย่างเป็นเหตุเป็นผลจากการพูดคุย ถาม ตอบ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในระหว่างการสร้างงานเป็นตัวของตัวเอง พููดในสิ่งที่ตนเองคิด ทั้งในเรื่องของความเชื่อ ทัศนคติอย่างเปิดเผย เกิดการวิพากษ์วิจารณ์จากประเด็นที่ศึกษาอย่างตรงไปตรงมา ยอมรับฟังและเคารพความคิดเห็นของผู้อื่น มีวุฒิภาวะทางความคิดที่มากขึ้น เกิดการพัฒนาความสัมพันธ์ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในกระบวนการละครแบบร่วมสร้าง เกิดสังคมประชสธิปไตย จากการแฝงกระบวนการเรียนรู้เรื่องประชาธิปไตยในขั้นตอนการผลิตการแสดง อีกทั้งยังสร้างพลเมืองที่ดีมอบแก่สังคมในทางอ้อมอีกด้วย</description>
      <pubDate>Sun, 01 Jan 2564 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4580</guid>
      <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>แนวคิดในการเรียบเรียงเรียงเสียงประสานบทเพลงประจำมหาวิทยาลัยบูรพา ชุด "เสียงประสานบูรพา"</title>
      <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4506</link>
      <description>Title: แนวคิดในการเรียบเรียงเรียงเสียงประสานบทเพลงประจำมหาวิทยาลัยบูรพา ชุด "เสียงประสานบูรพา"
Authors: ศักดิ์ชัย เจริญสุขสนาน
Abstract: บทเพลงประจำมหาวิทยาลัยบูรพาเป็นบทเพลงที่ประพันธ์ขี้นเพื่อแสดงถึงการดำเนินชีวิตของนิสิตของมหาวิทยาลัยบูรพา ในสมัยนั้นมีความรักและความผูกพันกับมหาวิทยาลัยและพื้นที่บางแสน เป็นอย่างมาก ทำให้มีการประพันธ์เพลงที่ถ่ายทอดถึงเกียรติยศ ความภาคภูมิใจ ความรัก ความผูกพัน หรือแม้กระทั่งถ่ายทอดถึงบรรยากาศการดำเนินชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยเกิดขึ้นอยู่หลายบทเพลง ซึ่งในโอกาสครบรอบวันสถาปนามหาวิทยาลัยบูรพาครบรอบ 64 ปีใน พ.ศ. 2562 นี้ ทางมหาวิทยาลัยมีแนวคิดที่จะบันทึกเสียงเพลงประจำมหาวิทยาลัยขึ้นมาใหม่ เพื่อใช้แทนเพลงประจำประจำมหาวิทยาลัยบูรพาในรูปแบบเดิม เพื่อเป็นการอนุรักษ์บทเพลงประจำมหาวิทยาลัยบูรพาอันทรงคุณค่า จึงได้เกิดโครงการจัดทำเพลงประจำมหาวิทยาลัยที่มีชื่อว่า “เสียงประสานบูรพา” ในรูปแบบใหม่ ให้ทันยุคสมัยในปัจจุบันและก่อให้เกิดความรักและความภาคภูมิใจต่อ สถาบัน คณาจารย์ บุคลากร ศิษย์เก่าและนิสิตของมหาวิทยาลัยบูรพาในปัจจุบันผู้เขียนได้พิจารณาปรับลักษณะและบุคลิกของบทเพลงให้ทันยุคสมัย บนพื้นฐานเทคนิคการ เรียบเรียงเสียงประสานยุคใหม่ เพื่อมุ่งเน้นให้บทเพลงเข้าถึงผู้ฟังได้ง่าย ไม่ซับซ้อน โดยการยึดถือความหมายและอารมณ์ของคำในเนื้อเพลงเป็นแก่นหลักของการเรียบเรียง สะท้อนความหมายของคำร้องด้วยเสียงดนตรีประกอบ เพื่อให้เกิดความสุนทรีย์จากการรับฟังเพลงและรำลึกถึงความเป็นบูรพา</description>
      <pubDate>Sun, 01 Jan 2564 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4506</guid>
      <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การวิเคราะห์และตีความบทประพันธ์ บทเพลง Three Pieces for Clarinet Solo ประพันธ์โดย อีกอร์ สตราวินสกี</title>
      <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4505</link>
      <description>Title: การวิเคราะห์และตีความบทประพันธ์ บทเพลง Three Pieces for Clarinet Solo ประพันธ์โดย อีกอร์ สตราวินสกี
Authors: อัครพล เดชวัชรนนท์
Abstract: บทความนี้ผู้เขียนได้นำเสนอแนวทางการวิเคราะห์และตีความบทเพลงในแนวทางของผู้เล่น คลาริเน็ต โดยเลือกบทเพลง Three Pieces for Clarinet Solo ประพันธ์โดย อีกอร์ สตราวินสกี บทความนี้คือแนวทางการวิเคราะห์ ตีความ เพื่อการบรรเลงโดยประสบการณ์ของผู้เขียน เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาการตีความและวิธีการบรรเลงคลาริเน็ตสามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อการบรรเลงบทเพลงนี้หรือนำไปพัฒนาแนวทางในการบรรเลงในบทเพลงอื่น ๆ</description>
      <pubDate>Tue, 01 Jan 2565 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4505</guid>
      <dc:date>2565-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การสืบทอดอัตลักษณ์การตีกลองก้นยาวของแรงงานชาวไทใหญ่ในจังหวัดระยอง</title>
      <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4276</link>
      <description>Title: การสืบทอดอัตลักษณ์การตีกลองก้นยาวของแรงงานชาวไทใหญ่ในจังหวัดระยอง
Authors: พงศธร สุธรรม
Abstract: งานวิจัยเรื่องการสืบทอดอัตลักษณ์การตีกลองก้นยาวของแรงงานชาวไทใหญ่จังหวัดระยองเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเคลื่อนย้ายแรงงานชาวไทใหญ่และรวบรวมข้อมูลของชมรมชาวไทใหญ่จังหวัดระยอง และศึกษาการตีกลองก้นยาวของชาวไทใหญ่ในจังหวัดระยอง ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารและสัมภาษณ์บุคคลข้อมูล จำนวน 38 ท่าน โดยใช้หลักการวิเคราะห์ทางมานุษยวิทยาทางดนตรี ผลการวิจัยพบว่าชมรมชาวไทใหญ่จังหวัดระยองก่อตั้งขึ้นโดยชาวไทใหญ่จากรัฐฉาน เป็นแห่งแรกของประเทศไทย เพื่อสร้างความเป็นพลวัตด้วยกิจกรรมทางสังคม โดยเฉพาะด้านศิลปวัฒนธรรมที่ผสมผสานกับสังคมท้องถิ่นอย่างกลมกลืน วงกลองก้นยาวเป็นวงดนตรีที่มีความเป็นสิริมงคล ใช้ในงานบุญประเพณีและกิจกรรมทางสังคม ซึ่งประกอบด้วยกลองก้นยาว 1 ใบ ทำหน้าที่สร้างกระสวนจังหวะอย่างหลากหลาย มอง 1 ชุด ทำหน้าที่ควบคุมจังหวะ และแส่ง 1 คู่ ทำหน้าที่ตีสอดประสานกับกระสวนจังหวะของกลองก้นยาว การบรรเลงมีลักษณะเป็นการด้นทั้งหมด สุนทรียภาพแสดงถึงความสนุกสนาน การตีกลองก้นยาวรับแขกมีโครงสร้าง คือ กระสวนจังหวะพื้นฐาน เรียงกระสวนจังหวะ และชุดกระสวนจังหวะ ซึ่งมีการจบชุดกระสวนจังหวะอย่างชัดเจน รูปแบบการตีเป็นการทอนจังหวะ และมีจังหวะเร็ว การตีกลองก้นยาวประกอบการแสดงกิงกะหล่าตีตามอากัปกิริยาของผู้แสดงและมีจังหวะค่อนข้างเร็ว ส่วนการตีกลองก้นยาวประกอบการแสดงก้าปั่นก๋องมีโครงสร้างและรูปแบบเช่นเดียวกับการตีกลองก้นยาวรับแขก แต่จะมีจังหวะช้า</description>
      <pubDate>Sat, 01 Jan 2563 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4276</guid>
      <dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
  </channel>
</rss>

