<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <channel rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/5114">
    <title>DSpace Collection:</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/5114</link>
    <description />
    <items>
      <rdf:Seq>
        <rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/11013" />
        <rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/3664" />
        <rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/3661" />
        <rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/709" />
      </rdf:Seq>
    </items>
    <dc:date>2026-03-26T17:44:27Z</dc:date>
  </channel>
  <item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/11013">
    <title>การประเมินผลการดำเนินงานโครงการกองทุนหมู่บ้านเนินมะกอกนอก หมู่ที่ 8 ตำบลเสม็ด อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/11013</link>
    <description>Title: การประเมินผลการดำเนินงานโครงการกองทุนหมู่บ้านเนินมะกอกนอก หมู่ที่ 8 ตำบลเสม็ด อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี
Authors: นาถชญา นิธิศบุณยกร
Abstract: 
Description: งานนิพนธ์ (รป.ม.)--มหาวิทยาลัยบูรพา, 2558</description>
    <dc:date>2558-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/3664">
    <title>การศึกษาเปรียบเทียบการนำนโยบายจังหวัดปลอดเหล้า ไปปฏิบัติในจังหวดัภาคตะวันออก</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/3664</link>
    <description>Title: การศึกษาเปรียบเทียบการนำนโยบายจังหวัดปลอดเหล้า ไปปฏิบัติในจังหวดัภาคตะวันออก
Authors: เอกลักษณ์ ณัถฤทธิ์
Abstract: การศึกษาการศึกษาเปรียบเทียบการนำนโยบายจังหวัดปลอดเหล้าไปปฏิบัติในจังหวัดภาคตะวันออก งานวิจัยเรื่องการศึกษาเปรียบเทียบการนำนโยบายจังหวัดปลอดเหล้าไปปฏิบัติในจังหวัดภาคตะวันออก เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) เพื่อศึกษารูปแบบมาตรการ กลไกและวิธีการนำนโยบายจงัหวัดปลอดเหล้าไปปฏิบัติในจังหวัดภาคตะวันออก 2) เพื่อศึกษา ปัญหาและอุปสรรคในการนำนโยบายจังหวัดปลอดเหล้าไปปฏิบัติในจังหวัดภาคตะวันออกและแนวทางการแก้ไข 3) เพื่อศึกษาปัจจัยความสำเร็จและปัจจัยที่เป็นอุปสรรคในการนำนโยบายจังหวัดปลอดเหล้าไปปฏิบัติในจังหวัดภาคตะวนัออก 4) เพื่อกำหนดข้อเสนอแนะเกี่ยวกับรูปแบบมาตรการ กลไกและวิธีการ นำนโยบายจังหวัดปลอดเหล้าไปปฏิบัติในจังหวัดและพื้นที่ขนาดใหญ่อื่น ๆ ของประเทศ  ผลการศึกษาพบว่า จังหวัดในภาคตะวันออกเป็นจังหวัดที่ประสบความสำเร็จในการนำ นโยบาย จังหวัดปลอดเหล้าไปปฏิบัติ โดยสามารถขับเคลื่อนและขยายผลโครงการและกิจกรรมเกี่ยวกับการลด ละ เลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอลแ์ละยาสูบได้ครอบคลุมทุกอำเภอ ทำให้ปริมาณการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในจังหวัดลดลง และปัญหาสืบเนื่องจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลดลงด้วย จึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจ ว่ารูปแบบมาตรการ กลไกและวิธีการในการนำนโยบายจังหวัดปลอดเหล้าไปปฏิบัติของจังหวัดในภาคตะวันออกเป็นอย่างไร ซึ่งผลการศึกษาที่ได้จะสามารถนำไปปรับใช้ในการขยายผลการขับเคลื่อนนโยบาย แอลกอฮอล์ไปสู่การปฏิบัติในจังหวัดและพื้นที่ขนาดใหญ่อื่น ๆ ของประเทศได ้และประสบความสำเร็จมา จนถึงปัจจุบันทุกปีประชาชนในจังหวัดในภาคตะวันออก มีความเข้าใจวัตถุประสงค์ของนโยบาย แอลกอฮอล์ และให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามมาตรการ ในส่วนของกลุ่มผู้ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนนโยบาย และแผนงานจังหวัดปลอดเหล้าจังหวัดในภาคตะวันออกได้มีการบูรณาการการดำเนินระหว่างหน่วยงาน ราชการ องค์กรภาคเอกชน ภาคประชาสังคม เครือข่ายเยาวชน นักเรียน นักศึกษาและสื่อมวลชน ร่วมกัน รณรงค์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการให้ความรู้ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยาสูบ ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากผู้ประกอบร้านค้าที่มีการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สถานบันเทิง และพื้นที่จุดเสี่ยง ประชาชนมีความตระหนักในเรื่องปัญหาและผลกระทบจากการดื่ม แอลกอฮอล์ปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ และปัญหาการใช้ความรุนแรงเพิ่มขึ้นมาก ปัญหาอุบัติเหตุจากการ ดื่มสุราในช่วงการจัดกิจกรรมงานสงกรานต์ปลอดเหล้าถนนข้าวทิพย์ลดลง  ในส่วนของการดำเนินโครงการ งานศพปลอดเหล้าและงานบุญประเพณีปลอดเหล้านั้น ประสบความสำเร็จ และในปัจจุบันได้มีการขยายผล โครงการลงสู่พื้นที่อำเภอต่าง ๆ ครอบคลุมทุกอำเภอ</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/3661">
    <title>การศึกษากระบวนการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ในการส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนในภาคตะวันออก</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/3661</link>
    <description>Title: การศึกษากระบวนการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ในการส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนในภาคตะวันออก
Authors: กิจฐเชต ไกรวาส
Abstract: การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการเรียนรู้โดยใชัปัญหา&#xD;
เป็นฐานในการส่งเสริม ความเข้มแข็งของชุมชนต้นแบบที่ดีในภาคตะวันออก&#xD;
2) ศึกษาปัจจัยความสำเร็จของกระบวนการเรียนรู้โดยใช้ ปัญหาเป็นฐานในการส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนต้นแบบที่ดีในภาคตะวันออก 3) ศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการประยุกต์ใช้กระบวนการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานในการส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน ต้นแบบที่ดีในภาคตะวันออก และ 4) กำหนดแนวทางการประยุกต์ใช้กระบวนการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ในการส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนอื่น ๆ ในภาคตะวันออกและในภาคอื่น ๆ ของประเทศโดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ร่วมกับการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participation Action Research: PAR) ในชุมชนต้นแบบที่ดี 7 แห่งในภาคตะวันออก ประกอบด้วย (1) ชุมชนบ้านซ่อง อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา (2) ชุมชนบ้านทุ่งน้อย อำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี (3) ชุมชนบ้านจำรุง อำเภอแกลง จังหวัดระยอง (4) ชุมชนบ้านโสนน้อย อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว (5) ชุมชนบ้านดงขี้เหล็ก อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี (6) ชุมชน บ้านสองพี่น้อง อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี และ (7) ชุมชนบ้านห้วงน้ำขาว อำเภอเมือง จังหวัดตราด โดยทำการศึกษาในกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informant) 3 กลุ่มประกอบด้วย (1) กลุ่มผู้นำชุมชน (2) กลุ่มปราชญ์ชุมชน และ (3) ตัวแทนของกลุ่มต่าง ๆ ในชุมชน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้วิธีการจำแนกและการเปรียบเทียบข้อมูล ผลการศึกษาพบว่า ทั้ง 7 ชุมชนมีกระบวนการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานในการส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนที่ครอบคลุม (1) การรับรู้และตระหนักในความสำคัญของปัญหาร่วมกัน (2) การร่วมกัน ค้นหาสาเหตุของปัญหา (3) การร่วมกันกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหา และ (4) ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง โดยมี ปัจจัยความสำเร็จในการนำกระบวนการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานมาใช้ในการส่งเสริมความเข้มแข็งของ ชุมชนที่คล้ายคลึงกัน อาทิ ผู้นำชุมชนมีความเสียสละ ทุ่มเทแรงกายแรงใจ, ชาวบ้านในชุมชนมีความสามัคคี, หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุน และมีการส่งเสริมการออมเพื่อเป็นแหล่งเงินทุนของชุมชน เป็นต้น ทั้งนี้ปัญหาและอุปสรรคในการนำกระบวนการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานมาใช้ในการส่งเสริม ความเข้มแข็งของ 7 ชุมชนมีความแตกต่างกันไป โดยกลุ่มหนึ่งเป็นปัญหาและอุปสรรคในด้านการดำเนินงาน อาทิ ปัญหาการไม่สามารถจัดการกลุ่มที่มีสมาชิกจำนวนมาก และปัญหาการขาดแคลนเยาวชน&#xD;
และคนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมและสืบทอดกิจกรรม เป็นต้น ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งเป็นปัญหาและอุปสรรคในด้านการจัดการ อาทิ ปัญหาการขาดการเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงผู้นำทำให้กระบวนการ ส่งเสริมความเข้มแข็งหยุดชะงัก เป็นต้น</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/709">
    <title>นโยบายของรัฐและกฎหมายคาสิโนในประเทศไทย</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/709</link>
    <description>Title: นโยบายของรัฐและกฎหมายคาสิโนในประเทศไทย
Authors: วิชัย ดีรอด; ยุทธพงษ์ นฤนรเศรษฐ; อรพิน กาบสลับ; จันจิรา จูฑะศร; เบญญรัสมิ์ พิริยะกิจจา; อมรรัตน์ วรรณสิน; พิมอร สุทธิวารี; วารุณี อภิชาตบรรลือ; ไพรัตน์ เพ็ชรมณี; กันต์เผดิม อักษร; วิชัย จงโชติชัชวาลย์; คำรณ อดุลย์ธนกฤต; พิษณุ สุหฤทดำรง
Abstract: ในการศึกษาเรื่องการก่อเกิดนโยบายของรัฐและกฎหมายคาสิโนในประเทศไทย&#xD;
จากการวิเคราะห์การก่อเกิดสถาบันคาสิโน สำหรับประเทศไทยหากมีการผลักดันให้สถานคาสิโนเปิดได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายนั้น จะต้องกำหนดเป็นนโยบายทางด้านธุรกิจคาสิโนระดับชาติ โดยมีกระทรวงมหาดไทยควบคุมกำกับดูแลโดยใกล้ชิดในด้านการจัดเก็บภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ประเทศและสกัดกั้นไม่ให้เงินไหลออกไปยังบ่อนการพนันรอบๆชายแดนช่วยแก้ปัญหาการคอรัปชั่น ของเจ้าหน้าที่และทำให้รัฐสามารถเข้าจัดการควบคุมธุรกิจการพนันเถื่อนที่ลักลอบทำกันอยู่ในเวลานี้ได้มากขึ้น คัดคนเข้าเล่นด้วยเกณฑ์บางประการเพื่อลดการกระทบกระเทือนต่อฐานะครอบครัว ตั้งใกล้แหล่งท่องเที่ยวห่างไม่เกิน 100 เมตร&#xD;
การนำไปปฏิบัติ เมื่อพิจารณานโยบายของรัฐบาลที่ประเทศอื่นๆพบว่ามี 2 แนวทางหลัก ในเรื่องของการพนัน แนวทางแรก ได้แก่การทำให้การพนันเป็นสิ่งผิดกฎหมายและปราบปรามอย่างมีประสิทธิภาพ เจ้าของและผู้เล่นมีโทษโดยการปรับและจำคุก อีกแนวทางหนึ่งได้แก่ การยอมรับว่าการปราบปรามเป็นสิ่งที่ยาก เพราะต้นทุนการใช้จ่ายมีมูลค่าสูง การทำให้การพนันเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายเปิดโอกาสให้รัฐบาลนำการพนันออกจากมุมมืดของสังคม สามารถกำหนดควบคุม และนำรายได้บางส่วนมาใช้ เจ้าของบ่อนการพนันและนักเล่นพนันสามารถนำเงินมาช่วยเหลือสังคมแทนที่การจ่ายค่าสินบนแก่ตำรวจ&#xD;
การเปิดสถานคาสิโนถูกกฎหมายจะต้องผูกขาดโดยรัฐบาล การก่อเกิดสถานคาสิโนนโยบายของรัฐปัจจุบันเหตุผลใหญ่สุดที่ควรจะทำอยู่ที่ป้องกันไม่ให้เงินรั่วไหลออกนอกประเทศมากจนเกินไปเพราะเวลานี้นี้มันไหลออกทุกทิศทุกทาง การเปิดสถานคาสิโนถูกกฎหมายจะทำให้รัฐบาลได้รายได้เพิ่มขึ้นมากมายแต่ลงทุนเพียงเล็กน้อยจึงควรมีนโยบายด้านการจัดการธุรกิจการพนันเป็นนโยบายระดับชาติ การจัดการองค์กรโดยให้มีหลักการและรูปแบบการบริการ คือ มีการจัดการตั้งกระทรวงขึ้นมาเพื่อกำหนดนโยบายการพนันโดยเฉพาะการทำงานในระดับกระทรวงรัฐบาลก็ยังไม่มีนโยบายใดๆเกี่ยวกับการเปิดบ่อนการพนันเสรีอย่างเป็นรูปธรรมนัก นอกจากการเสนอประเด็นทางสังคมว่าต้องการที่จะนำธุรกิจการพนันที่อยู่นอกกฎหมายมาเป็นธุรกิจภายใต้กฎหมายเช่น กรณีของหวยใต้ดิน ได้ถูกนำมาเป็นหวยบนดินแล้ว</description>
    <dc:date>2549-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
</rdf:RDF>

