<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <channel rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4791">
    <title>DSpace Collection:</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4791</link>
    <description />
    <items>
      <rdf:Seq>
        <rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/9293" />
        <rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/9261" />
        <rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4056" />
        <rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4047" />
      </rdf:Seq>
    </items>
    <dc:date>2026-03-26T00:54:42Z</dc:date>
  </channel>
  <item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/9293">
    <title>การพัฒนาความเข้าใจที่คงทนของคำศัพท์ภาษาอังกฤษในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นโดยใช้ชุดฝึกการจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษด้วยโปรแกรมการเรียนรู้อย่างมีความหมายร่วมกับการฝึกย้ำความจำ: การศึกษาคลื่นไฟฟ้าสมองสัมพันธ์กับเหตุการณ์</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/9293</link>
    <description>Title: การพัฒนาความเข้าใจที่คงทนของคำศัพท์ภาษาอังกฤษในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นโดยใช้ชุดฝึกการจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษด้วยโปรแกรมการเรียนรู้อย่างมีความหมายร่วมกับการฝึกย้ำความจำ: การศึกษาคลื่นไฟฟ้าสมองสัมพันธ์กับเหตุการณ์
Authors: อุทัยพร ไก่แก้ว
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้ชุดฝึกการจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ด้วยวิธีการเรียนรู้อย่างมีความหมายร่วมกับการตอกย้ำความจำที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตพิบูลบำเพ็ญ มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี ที่ อาสาสมัครเข้าร่วมการวิจัย จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุมอย่างละ 30 คน โปรแกรมที่ใช้ในการวิจัย คือ โปรแกรมการฝึกคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ชุดฝึกการจำศัพท์ภาษาอังกฤษด้วย วิธีการเรียนรู้อย่างมีความหมายร่วมกับการตอกย้ำความจำ และแบบทดสอบการจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติทดสอบทีและวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์&#xD;
ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า กลุ่มทดลองหลังใช้ชุดฝึกการจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษด้วยวิธีการเรียนรู้อย่างมีความหมายร่วมกับการตอกย้ำความจำมีคะแนนและเวลาที่ใช้ในการจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษมากกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ค่าเฉลี่ยของศักย์ไฟฟ้าสมอง ที่เป็นลบ ณ เวลา 400 มิลลิวินาที ในกลุ่มทดลองมีค่าเป็นลบมากขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนใช้ชุดฝึกการจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษด้วยวิธีการ เรียนรู้อย่างมีความหมายร่วมกับการตอกย้ำความจำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ ความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนคำศัพท์ที่ตอบถูกต้อง เวลาที่ใช้ในการตอบคำศัพท์ที่ถูกต้องและค่าเฉลี่ย ของศักย์ไฟฟ้าสมองขณะจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษจากการทำแบบทดสอบการจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษ มีความสัมพันธ์กันทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แสดงว่า การจำคำศัพท์โดยใช้ชุดฝึกการจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษด้วยวิธีการเรียนรู้อย่างมีความหมายร่วมกับการตอกย้ำความจำสามารถทำให้จำคำศัพท์ภาษาอังกฤษอยู่ในช่วงของความจำระยะยาว</description>
    <dc:date>2565-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/9261">
    <title>การพัฒนาตัวชี้วัดการกลั่นแกล้งในโรงเรียนของนักเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 18</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/9261</link>
    <description>Title: การพัฒนาตัวชี้วัดการกลั่นแกล้งในโรงเรียนของนักเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 18
Authors: ปริญญา เรืองทิพย์
Abstract: การพัฒนาตัวชี้วัดการกลั่นแกล้งในโรงเรียนของนักเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา&#xD;
มัธยมศึกษา เขต 18 มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาองค์ประกอบการกลั่นแกล้งในโรงเรียนของนักเรียน&#xD;
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 18 เพื่อพัฒนาตัวชี้วัดการกลั่นแกล้งในโรงเรียน&#xD;
ของนักเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 18 และเพื่อตรวจสอบความตรงเชิง&#xD;
โครงสร้างการกลั่นแกล้งในโรงเรียนของนักเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต&#xD;
18 เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6&#xD;
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 18 ทั้งจังหวัดชลบุรี และจังหวัดระยอง จำนวน&#xD;
8 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 1067 คน นำข้อมูลมาวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงบรรยาย โดยใช้สถิติ&#xD;
ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ และ&#xD;
วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน&#xD;
ผลการวิจัยปรากฎว่า&#xD;
การกลั่นแกล้งในโรงเรียนของนักเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา&#xD;
เขต 18 มีตัวชี้วัดทั้งหมด 12 ตัวชี้วัด ได้แก่องค์ประกอบที่ 1 การกลั่นแกล้งทางวาจา มีตัวชี้วัด 5 ตัว&#xD;
คือ ฉันชอบพูดนินทาเพื่อนคนอื่น ฉันชอบพูดล้อเลียนเพื่อนเมื่อเพื่อนทำผิดพลาด ฉันชอบล้อเลียนชื่อ&#xD;
นักเรียนคนอื่น ฉันชอบล้อเลียนชื่อพ่อแม่เพื่อน และฉันชอบตบตีเพื่อนเบา ๆ โดยฉันคิดว่าเป็นเรื่อง&#xD;
สนุก องค์ประกอบที่ 2 การกลั่นแกล้งทางสังคมมีตัวชี้วัด 4 ตัว คือ ฉันมีความสุขถ้าเพื่อนแตกแยก&#xD;
กัน ฉันชอบเวลาที่ทำให้เพื่อนรู้สึกไม่ดีและแยกตัวออกจากกลุ่มเพื่อน ฉันจะมีความสุขถ้าเพื่อน&#xD;
ทะเลาะกัน และฉันชอบยุให้เพื่อนทะเลาะกัน องค์ประกอบที่ 3 การกลั่นแกล้วทางกาย มีตัวชี้วัด 3&#xD;
ตัว คือ ฉันจะทำร้ายร่างกายเพื่อนเมื่อทำให้ฉันโกรธ ฉันตบหรือเตะนักเรียนคนอื่น และฉันชอบตบหัว&#xD;
เพื่อนคนที่เขาอ่อนแอกว่า พิจารณาผลการตรวจสอบความตรงเชิงโครงสร้างขององค์ประกอบการ&#xD;
กลั่นแกล้งในโรงเรียน กับข้อมูลเชิงประจักษ์ พบว่า ค่าไคสแควร์เท่ากับ 58.48 ที่องศาอิสระ 44 มี&#xD;
ความน่าจะเป็น .07 ค่าดัชนีวัดระดับความกลมกลืน (GFI) เท่ากับ 0.99 ค่าดัชนีวัดระดับความ&#xD;
กลมกลืนที่ปรับแก้แล้ว (AGFI) เท่ากับ 0.99 และค่าดัชนีรากกำลังสองเฉลี่ยของค่าความแตกต่าง&#xD;
โดยประมาณ (RMSEA) เท่ากับ 0.01 แสดงว่า องค์ประกอบการกลั่นแกล้งในโรงเรียนมีความตรงเชิง&#xD;
โครงสร้าง
Description: ทุนอุดหนุนการวิจัย งบประมาณเงินรายได้ส่วนงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 วิทยาลัยวิทยาการวิจัยและวิทยาการปัญญา มหาวิทยาลัยบูรพา</description>
    <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4056">
    <title>การพัฒนาเกณฑ์การประเมินทักษะชีวิตสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในภาคตะวันออก: การวิเคราะห์โมเดลพหุระดับแบบผสานวิธี</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4056</link>
    <description>Title: การพัฒนาเกณฑ์การประเมินทักษะชีวิตสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในภาคตะวันออก: การวิเคราะห์โมเดลพหุระดับแบบผสานวิธี
Authors: ภัทราวดี มากมี
Abstract: การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาองค์ประกอบเชิงยืนยันพหุระดับทักษะชีวิตสำหรับ&#xD;
นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในภาคตะวันออก 2) ตรวจสอบความสอดคล้องขององค์ประกอบ&#xD;
เชิงยืนยันพหุระดับทักษะชีวิตของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในภาคตะวันออกที่พัฒนาขึ้น&#xD;
กับข้อมูลเชิงประจักษ์ และ 3) พัฒนาเกณฑ์การประเมินทักษะชีวิตสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา&#xD;
ตอนปลายในภาคตะวันออกในระดับนักเรียนและระดับโรงเรียน โดยใช้วิธีการวิจัยพหุระดับแบบผสาน&#xD;
วิธี เก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณด้วยการตอบแบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ กลุ่ม&#xD;
ตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ปีการศึกษา 2560 จำนวน 500 คน จาก 50&#xD;
โรงเรียนได้มาจากวิธีสุ่มแบบหลายขั้นตอน และวิเคราะห์โมเดลองค์ประกอบเชิงยืนยันพหุระดับ โดย&#xD;
ใช้โปรแกรม Mplus และเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ทรงคุณวุฒิ&#xD;
จานวน 7 คน ใช้การวิเคราะห์เนื้อหาเพื่อสรุปเป็นเกณฑ์การประเมินทักษะชีวิตสำหรับนักเรียนระดับ&#xD;
มัธยมศึกษาตอนปลายในภาคตะวันออก&#xD;
ผลการวิจัย ปรากฏว่า&#xD;
1. องค์ประกอบเชิงยืนยันพหุระดับทักษะชีวิตสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายใน&#xD;
ภาคตะวันออกระดับนักเรียนและระดับโรงเรียน ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 2 ด้าน ได้แก่ 1) ทักษะ&#xD;
ทางปัญญาอย่างมีวิจารณญาณ ซึ่งประกอบด้วย ทักษะการตัดสินใจ ทักษะการแก้ไขปัญหา ทักษะการ&#xD;
คิดสร้างสรรค์ ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และทักษะการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ และ 2)&#xD;
ทักษะทางสังคมอารมณ์ ประกอบด้วย ทักษะการสร้างสัมพันธภาพ ทักษะการตระหนักรู้ในตนเอง ทักษะ&#xD;
การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ทักษะการจัดการกับอารมณ์ และทักษะการจัดการกับความเครียด&#xD;
2. องค์ประกอบที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ค่าสถิติไคสแควร์&#xD;
(ค่าไคสแควร์ เท่ากับ 75.074 ค่า df เท่ากับ 61 ค่า p เท่ากับ .106 ดัชนี TLI เท่ากับ .995 ดัชนี CFI เท่ากับ&#xD;
.997 ค่า SRMRw เท่ากับ .016 SRMRb เท่ากับ .059 ค่า RMSEA เท่ากับ .021 และ 2  /df เท่ากับ 1.230)&#xD;
3. เกณฑ์การประเมินทักษะชีวิตสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ในภาคตะวันออก ประกอบด้วย 40 ตัวบ่งชี้ และ 49 เกณฑ์การประเมิน สามารถจำแนกระดับการประเมินทักษะชีวิตสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายออกเป็น 5 ระดับ ตั้งแต่ระดับที่ 1 (ต้องปรับปรุง) ถึงระดับที่ 5 (ดีเด่น)
Description: โครงการวิจัยประเภทงบประมาณเงินรายได้จากเงินอุดหนุนรัฐบาล (งบประมาณแผ่นดิน) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560</description>
    <dc:date>2560-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4047">
    <title>ศักยภาพการออกฤทธิ์ของพืชสมุนไพรท้องถิ่นภาคตะวันออกของประเทศไทยต่อการปกป้องเซลล์ประสาทในโรคความเสื่อมจากระบบประสาทกลาง</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4047</link>
    <description>Title: ศักยภาพการออกฤทธิ์ของพืชสมุนไพรท้องถิ่นภาคตะวันออกของประเทศไทยต่อการปกป้องเซลล์ประสาทในโรคความเสื่อมจากระบบประสาทกลาง
Authors: ปรัชญา แก้วแก่น
Abstract: โรคความเสื่อมจากระบบประสาทกลางเป็นภาวะหนึ่งที่มีอุบัติการณ์เกิดโรคสูงและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชากรไทย โรคความเสื่อมจากระบบประสาทกลางที่สำคัญ คือ โรคพาร์กินสัน จากการศึกษาที่ผ่านมาที่รายงานกลไกของอนุมูลอิสระต่อการเกิดพยาธิสภาพของโรคพาร์กินสัน และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดผักกูด ผู้วิจัยจึงตั้งสมมติฐานว่าสารสกัดผักกูดสามารถมีฤทธิ์ต่อการปกป้องเซล์ประสาท ตลอดจนการผลต่อการเพิ่มการเรียนรู้และความจำ ในการศึกษานี้ผู้วิจัยจึงได้นำสารสกัดแอลกอฮอล์ของสารสกัดผักกูดขนาดต่าง ๆ ได้แก่ 10, 50 และ 200 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัวมาป้อนหนูขาวพันธุ์ Wistar เพศผู้น้ำหนักประมาณ 280-320 กรัม จากนั้นนำมาเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะจำลองโรคพาร์กินสัน ด้วยการฉีดสาร 6 OHDA แล้วนำมาประเมินการเปลี่ยนแปลงของอนุมูลอิสระที่พบในเนื้อเยื่อสมองหนูแรท โดยการประเมินการเปลี่ยนแปลง oxidative stress markers ได้แก่ ปริมาณ Malondialdehyde (MDA) การทำงานของเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ Superoxide dismutase (SD), Catalase (CAT) และ Glutathione peroxidase (GPx) ในสมองส่วน Cerebral cortex, Striatum และ Hippocampus พบว่าหนูแรท กลุ่มที่ได้รับสารสกัดผักกูด มีการทางานของเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระที่กล่าวข้างต้นเพิ่มขึ้น และพบการเปลี่ยนแปลงของการลดลงของ MDA ลดลงทุกขนาดของสารสกัด และเมื่อประเมินผลการให้สารสกัดผักกูด ในการปกป้องสมองพบว่า หนูแรทกลุ่มที่ได้รับสารสกัดผักกูด ขนาด 200 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัว ความหนาแน่นของเซลล์ประสาทที่รอดชีวิตเพิ่มมากขึ้น ความหนาแน่นของเซลล์ประสาท Bcl-2 เพิ่มมากขึ้น และความหนาแน่นของเซลล์ประสาท Caspase-3 ลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับสารสกัดผักกูด ดังนั้นการวิจัยนี้แสดงถึงกลไกการออกฤทธิ์ของสารสกัดผักกูดในวิถีอะพอพโทซิสได้ อย่างไรก็ตามกลไกการออกฤทธิ์หลักของสารสกัดผักกูดนั้นยังต้องศึกษาเพิ่มเติมต่อไป
Description: โครงการวิจัยประเภทงบประมาณเงินรายได้จากเงินอุดหนุนรัฐบาล (งบประมาณแผ่นดิน) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560</description>
    <dc:date>2560-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
</rdf:RDF>

