<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <channel rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4779">
    <title>DSpace Community: คณะเทคโนโลยีการเกษตร</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4779</link>
    <description>คณะเทคโนโลยีการเกษตร</description>
    <items>
      <rdf:Seq>
        <rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17679" />
        <rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17678" />
        <rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17676" />
        <rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/9265" />
      </rdf:Seq>
    </items>
    <dc:date>2026-03-29T05:46:20Z</dc:date>
  </channel>
  <item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17679">
    <title>ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของการไฮโดรไลซีสโปรตีนจากถั่วเขียวและถั่วเหลืองที่งอก</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17679</link>
    <description>Title: ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของการไฮโดรไลซีสโปรตีนจากถั่วเขียวและถั่วเหลืองที่งอก
Authors: บังอร ประจันบาล
Abstract: ถั่วเขียวและถั่วเหลืองเป็นพืชอาหารที่สำคัญของมนุษย์เพราะเป็นแหล่งของโปรตีนที่ให้คุณสมบัติทางชีวภาพที่สำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งการต้านอนุมูลอิสระ โดยส่วนใหญ่เน้นการศึกษาสารต้านอนุมูลอิสระจากถั่วเขียวและถั่วเหลืองที่อยู่ในรูปของ ไอโซฟลาโวน โปรแอนโทไซยานิดิน กรดฟีนอลิก และโพลีแซคคาร์ไรด์ แต่อย่างไรก็ตามพบว่าข้อมูลเกี่ยวกับการต้านอนุมูลอิสระจากโปรตีนที่อยู่ในถั่วเขียวและถั่วเหลืองที่งอกยังมีอยู่น้อย ดังนั้นการศึกษาครั้งนี้จึงเปรียบเทียบแบบแผนของโปรตีนและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระจากสารสกัดโปรตีนที่ได้จากถั่วเขียวและถั่วเหลืองที่ไม่ผ่านการเพาะและการเพาะงอก แล้วผ่านกระบวนการไฮโดรไลซีสด้วยเอนไซม์ปาเปน โดยภายหลังจากที่เมล็ดดูดซับน้ำแล้วทำการเพาะเมล็ดที่ระยะเวลา 12 24 และ 48 ชั่วโมง จากนั้นสกัดโปรตีนจากถั่วเหลืองทั้งที่ไม่ผ่านการเพาะและการเพาะงอกด้วยเฮกเซนและน้ำ แล้วนำไปตรวจสอบแบบแผนของสารสกัดโปรตีนด้วยเทคนิค SDS-PAGE พบว่าจำนวนแถบโปรตีนที่สกัดได้จากถั่วเขียวที่ไม่ทำการเพาะงอกและทำการเพาะงอกที่ระยะเวลาต่างกันไม่มีความแตกต่างของจำนวนแถบแบนของโปรตีน และมีจำนวนแถบโปรตีนน้อยกว่าโปรตีนจากถั่วเหลือง แต่อย่างไรก็ตามพบว่าแถบโปรตีนที่สกัดได้จากถั่วเหลืองที่เพาะงอกจะลดลงตามระยะเวลาการเพาะ จากนั้นนำสารสกัดโปรตีนจากถั่วเขียวและถั่วเหลืองมาทำการย่อยด้วยเอนไซม์ปาเปน แล้วทดสอบการต้านอนุมูลอิสระด้วยเทคนิค DPPH assay พบว่าถั่วเหลืองที่เพาะงอกที่ 24 ชั่วโมงเมื่อทำการย่อยด้วยเอนไซม์ปาเปนที่อุณหภูมิ 37 ๐C เป็นเวลา 90 นาที ที่ความเข้มข้น 2 mg/ml สามารถต้านอนุมูลอิสระ DPPH ได้มากที่สุด คือ 57.42 เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่พบแถบแบนโปรตีนในช่วงของการแยกด้วย 15% SDS-PAGE ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าอาจมีโปรตีนหรือเปปไทด์ที่มีขนาดโมเลกุลน้อยกว่า 14 kDa ที่มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ DPPH ได้ ดังนั้นถั่วเหลืองที่ทำการเพาะงอกที่ 24 ชั่วโมงที่ผ่านการย่อยด้วยเอนไซม์ปาเปนมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้มากที่สุดและสามารถใช้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระธรรมชาติในอุตสาหกรรมอาหารได้</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17678">
    <title>การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับผิวหนังจากสารสกัดใบสาบเสือ</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17678</link>
    <description>Title: การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับผิวหนังจากสารสกัดใบสาบเสือ
Authors: นิรามัย ฝางกระโทก
Abstract: สาบเสือ (Chromolaena odorata) เป็นวัชพืชที่พบได้ทั่วไปและมีการนำใบสดมาใช้ในการรักษาแผลสด สมานแผลและห้ามเลือด ในการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบฤทธิ์ของสารสกัดใบสาบเสือในการต้านอนุมูลอิสระและเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดสิว และยิ่งไปกว่านั้น ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวหนังที่มีฤทธิ์ในการรักษาสิวยังได้ถูกพัฒนาอีกด้วย จากการศึกษาพบว่า สารสกัดใบสาบเสือที่สกัดด้วย 50% เอทานอล มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระและมีปริมาณฟินอลิคสูงที่สุด รองลงมาคือ สารสกัดจากเมทานอล เฮกเซนและน้ำ ตามลำดับ จากการทดสอบฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อ 3 ชนิด คือ Staphylococcus aureus, S. epidermidis และ Propionibacteria acnes พบว่า สารสกัด 50% เอทานอล มีฤทธิ์ในการยับยั้งได้สูงที่สุดโดยมีค่า MIC เท่ากับ 400, 800 และ 200 ?g/ml ตามลำดับ และมีค่า MBC เท่ากับ 800, &gt;1600 และ 200 ?g/ml ตามลำดับ รองลงมา คือ สารสกัดจากเมทานอล ส่วนสารสกัดจากเฮกเซนและน้ำไม่มีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียดังกล่าวที่ความเข้มข้นที่ทดสอบ ดังนั้น สารสกัด 50% เอทานอลจึงถูกนำมาพัฒนาสูตรตำรับเจลแต้มสิวโดยผสมสารสกัดที่ความเข้มข้น 1.5 และ 3.0% w/w เมื่อนำมาทดสอบประสิทธิภาพของเจลที่มีต่อการยับยั้งเชื้อทั้ง 3 ชนิด พบว่า เจลทั้ง 2 ความเข้มข้นสามารถยับยั้งเชื้อ S. aureus และ S. epidermidis ได้ดี แต่อย่างไรก็ตาม เจลตำรับดังกล่าวไม่มีฤทธิ์ในการยับยั้ง P. acnes และจากการทดสอบความคงตัว พบว่า เจลที่ความเข้มข้น 1.5% w/w มีความคงตัวมากกว่า 3.0% w/w ยิ่งไปกว่านี้ ยังได้แสดงผลของสารสกัดที่มีต่อบรรจุภัณฑ์ที่อีกด้วย จากการศึกษาครั้งนี้ อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า สารสกัด 50% เอทานอลมีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อที่เป็นสาเหตุของสิวได้ดีและสามารถนำมาพัฒนาเป็นเจลสำหรับแต้มสิวที่มีประสิทธิภาพดีได้</description>
    <dc:date>2558-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17676">
    <title>ผลของหญ้าเนเปียร์และหญ้าหวานหมักร่วมกับกล้วยต่อคุณลักษณะทางกายภาพองค์ประกอบทางเคมีและผลผลิตจากกระบวนการหมัก</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17676</link>
    <description>Title: ผลของหญ้าเนเปียร์และหญ้าหวานหมักร่วมกับกล้วยต่อคุณลักษณะทางกายภาพองค์ประกอบทางเคมีและผลผลิตจากกระบวนการหมัก
Authors: สุปรีณา ศรีใสคำ
Abstract: การทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบชนิดหญ้าและพันธุ์กล้วยต่อคุณภาพพืชอาหารหยาบหมัก องค์ประกอบทางเคมีและผลผลิตจากกระบวนการหมัก โดยจัดแผนการทดลองแบบ 2x5 Factorial in Completely Randomized Design ประกอบด้วย 10 ทรีตเมนต์ ทรีตเมนต์ละ 4 ซ้ำ มีปัจจัยหญ้า 2 ระดับ (หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 และหญ้าหวาน) ปัจจัยกล้วย 5 ระดับ (ควบคุม, กล้วยตานี, กล้วยหิน, กล้วยน้ำไท และกล้วยเทพรส) สัดส่วนหญ้าและกล้วยหมัก 80:20 หมักเป็นเวลา 21 วัน พบว่า หญ้าเนเปียร์หมักร่วมกับกล้วยตานี หิน หรือน้ำไท และหญ้าหวานหมักร่วมกับกล้วยตานี หรือหินมีคุณภาพโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดีมาก การใช้กล้วยหมักร่วมด้วยสามารถลดการสูญเสียเปอร์เซ็นต์วัตถุแห้งได้ดีกว่าการหมักหญ้าเนเปียร์เพียงชนิดเดียว พืชหมักทุกกลุ่มมีโปรตีนอยู่ระหว่าง 11-12% ถึงแม้ว่าการใช้กล้วยหมักร่วมกับหญ้าจะมีผลให้แบคทีเรียผลิตกรดแลคติก (lactic acid bacteria) น้อยกว่าการใช้หญ้าเนเปียร์หมักเพียงชนิดเดียว แต่พบว่ามีปฏิสัมพันธ์ระหว่างการหมักหญ้าร่วมกับกล้วยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อ reducing sugar, total sugar, lactic acid, ความเข้มข้นของ acetic acid, neutral detergent fiber (NDF), gross energy, และ ammonia nitrogen (NH3-N) โดยเฉพาะทรีตเมนต์ที่ใช้หญ้าหวานหมักร่วมกับกล้วยหิน พบการเพิ่มขึ้นของ reducing sugar, total sugar, lactic acid, acetic acid, NDF, และการลดลงของ pH และ NH3-N ซึ่งส่งผลดีต่อประสิทธิภาพการย่อยเยื่อใย ขณะที่การใช้หญ้าเนเปียร์หมักร่วมกับกล้วยหิน และหญ้าเนเปียร์หมักร่วมกับกล้วยน้ำไท พบการเพิ่มขึ้นของ reducing sugar, total sugar, acetic acid, NDF, และการลดลงของ NH3-N</description>
    <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/9265">
    <title>การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารจากลำไยของกลุ่มเกษตรกรจังหวัดสระแก้ว</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/9265</link>
    <description>Title: การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารจากลำไยของกลุ่มเกษตรกรจังหวัดสระแก้ว
Authors: นรินทร์ เจริญพันธุ์; เพราเพ็ญ รัตนดี; ชัยพร แพภิรมย์รัตน์
Abstract: การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารจากลำไยของกลุ่มเกษตรกรจังหวัดสระแก้ว วัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อศึกษาสภาวะและสูตรการผลิตที่เหมาะสมในการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารจากลำไย จากการนำลำไยสดมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารทั้งหมด 8 ชนิด คือ ลำไยอบแห้ง ผงปรุงรสลำไย วุ้นลำไย วุ้นกรอบลำไย ขนมถ้วยลำไยเพื่อสุขภาพ เครื่องดื่มน้ำลำไยเห็ดหลินจือ แยมลำไย และ ขนมถ้วยฟูลำไย โดยประเมินคุณภาพทางด้านเคมีกายภาพ และลักษณะทางประสาทสัมผัส พบว่า ลำไยอบแห้งสำหรับริโภคเป็นอาหารว่าง ซึ่งต้องการสีเหลืองทองน่ารับประทาน เนื้อสัมผัสไม่แห้งแข็งเกินไป ควรใช้อุณหภูมิต่ำในการอบคือช่วง 50-60 องศาเซลเซียส แต่หากต้องการให้ลำไยอบแห้งมีปริมาณความชื้นต่ำ เก็บรักษาได้นานขึ้น หรือต้องการนำไปแปรรูปในลักษณะของลำไยผง ควรอบด้วยอุณหภูมิสูง 70-80 องศาเซลเซียส ในส่วนของผลิตภัณฑ์อาหารอีก 7 ชนิดที่เหลือเป็นการศึกษาสูตรที่เหมาะสมในการผลิต พบว่า สูตรที่เหมาะสมในการผลิตผงปรุงรสลำไยเพื่อสุขภาพ ประกอบด้วย เกลือโซเดียมคลอไรด์ 15 กรัม โพแทสเซียมคลอไรด์ 5 กรัม น้ำตาล 28 กรัม ลำไยผง 32 กรัม เนื้อปลาผง 16 กรัม พริกไทยผง 2 กรัม และ กระเทียมผง 2 กรัม ด้านคุณค่าทางโภชนาการของผงปรุงรส พบว่า มีปริมาณโปรตีนสูงถูงร้อยละ 12.50 และมีปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระ 535.46 มิลลิกรัม Trolox ต่อ 100 กรัม สูตรที่เหมาะสมในการผลิตขนมถ้วยเพื่อสุขภาพ พบว่า ตัวขนมถ้วยประกอบด้วย น้ำร้อยละ 15.8 น้ำตาลทรายแดงร้อยละ 20.3 ลำไยสดปั่นละเอียดร้อยละ 54.0 แป้งข้าวเจ้าร้อยละ 9.0 และแป้งมันสำปะหลังร้อยละ 1.0 การใช้นมถั่วเหลืองทดแทนกะทิในอัตราส่วน 50:50 เป็นสูตรที่เหมาะสมในการผลิตหน้าขนม เนื่องจากให้ลักษณะปรากฏที่ดี ส่วนหน้าของขนมไม่แห้ง สามารถสังเกตการแตกมันย่นเป็นคลื่นในอัตราส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างนมถั่วเหลืองและหัวกะทิ เนื้อสัมผัสนุ่ม ไม่แข็งกระด้าง หรือเป็นไต ตัวและหน้าขนมสามารถเชื่อมประสานกันใกล้เคียงกับสูตรควบคุม ไม่เกิดการแยกชั้น ผู้ทดสอบให้คะแนนการยอมรับด้านลักษณะปรากฏ กลิ่น รสชาติ เนื้อสัมผัส และความชอบรวม ไม่แตกต่างจากสูตรควบคุม การพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำลำไยเห็ดหลินจือเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้บริโภคที่รักสุขภาพ โดยสูตรที่ไม่มีการเติมน้ำตาลทรายเพิ่มเหมาะสาหรับกลุ่มผู้บริโภคที่ชอบรสชาติหวานน้อย ส่วนกลุ่มที่ชอบรสหวานสามารถเติมน้ำตาลร้อยละ 5-10 สูตรที่เหมาะสมในการผลิตวุ้นลำไย ประกอบด้วย น้ำตาลทราย 15.0 กรัม น้ำ 62.5 กรัม ลำไยสดปั่นละเอียด 22.5 กรัม และผงวุ้น 1 กรัม ซึ่งเป็นสูตรที่ให้ลักษณะปรากฏที่ดี สีขาวขุ่นเล็กน้อย มีกลิ่นหอมลำไย รสหวานปานกลาง เนื้อสัมผัสเหมือนวุ้นทั่วไป สูตรที่เหมาะสมในการผลิตวุ้นกรอบลำไย ประกอบด้วย น้ำตาลทราย 30 กรัม น้ำ 40 กรัม ลำไยสดปั่นละเอียด 30 กรัม ผงวุ้น 1 กรัม และ แป้งท้าวยายม่อม 0.5 กรัม ซึ่งเป็นสูตรที่ให้ลักษณะปรากฏที่ดี กรอบนอก นุ่มใน ใกล้เคียงกับวุ้นกรอบทั่วไป ไม่แข็งกระด้าง สีออกเหลืองอ่อน มีกลิ่นหอมลำไยชัดเจน อุณหภูมิที่เหมาะสมในการอบวุ้นคือ 70 องศาเซลเซียส องค์ประกอบทางเคมีของวุ้นกรอบลำไย มีปริมาณความชื้น โปรตีน ไขมัน เถ้า และ คาร์โบไฮเดรต ร้อยละ 15.00 0.78 0.45 0.38 และ 83.39 ตามลำดับ สูตรที่เหมาะสมในการผลิตแยมลำไย ประกอบด้วย น้ำตาลทราย 200 กรัม น้ำ 50 กรัม ลำไยสด 200 กรัม และ เลมอน 30 กรัม ผลิตภัณฑ์แยมที่ผลิตได้มีสีน้าตาล มีกลิ่นหอมลำไยและกลิ่นเลมอน เนื้อสัมผัสเหมือนแยมผลไม้ทั่วไป ไม่ข้นและเหลวจนเกินไป การป้ายทาดี มีค่าความหวานประมาณ 65 องศาบริกซ์ และค่าความเป็นกรดด่าง 3 สูตรที่เหมาะสมในการผลิตแยมลำไย ประกอบด้วย น้ำตาลทราย 40 กรัม แป้งเค้ก 65 กรัม ลำไยสด 50 กรัม ผงฟู 1 กรัม ยีสต์แห้ง 1 กรัม และ หัวกะทิ 50 กรัม ผลิตภัณฑ์ขนมถ้วยฟูลำไยที่ผลิตได้มีลักษณะเหมือนขนมถ้วยฟูสูตรหน้าไม่แตก มีกลิ่นลำไยและกะทิ เนื้อสัมผัสคล้ายขนมตาล โดยภาพรวมผลิตภัณฑ์อาหารจากลำไยที่ผลิตได้ทั้ง 7 ชนิด มีจุดเด่นที่แตกต่างกัน ซึ่งล้วนแล้วแต่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ซึ่งกลุ่มเกษตรกรสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดการผลิตเพื่อจำหน่ายเป็นสินค้าของชุมชนท้องถิ่น หรือยกระดับสู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรมได้ในอนาคต
Description: งานวิจัยนี้ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากงบประมาณโครงการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชนฐานราก สานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 มหาวิทยาลัยบูรพาผ่านสานักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ เลขที่สัญญา 5/2560</description>
    <dc:date>2560-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
</rdf:RDF>

