<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <channel rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4778">
    <title>DSpace Collection:</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4778</link>
    <description />
    <items>
      <rdf:Seq>
        <rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17723" />
        <rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17525" />
        <rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/9488" />
        <rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/5084" />
      </rdf:Seq>
    </items>
    <dc:date>2026-03-24T15:32:37Z</dc:date>
  </channel>
  <item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17723">
    <title>การแยกเชื้อแอคติโนมัยซีทจากดินนาเกลือ จังหวัดจันทบุรีเพื่อบำบัดน้ำเสียที่มีความเค็ม</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17723</link>
    <description>Title: การแยกเชื้อแอคติโนมัยซีทจากดินนาเกลือ จังหวัดจันทบุรีเพื่อบำบัดน้ำเสียที่มีความเค็ม
Authors: พิมพ์ปวีน์ เริงเกษตรกิจ
Abstract: การบำบัดน้ำเสียที่มีการปนเปื้อนด้วยสารอินทรีย์จากโรงงานอุตสาหกรรมมักมีเกลือเป็นองค์ประกอบ ซึ่งสารอินทรีย์ส่วนใหญ่ไม่สามารถถูกกำจัดได้อย่างสมบูรณ์ด้วยการทำงานของแบคทีเรียทั่วไป ดังนั้นแอคติโนมัยซีทที่เจริญได้ในสิ่งแวดล้อมที่มีเกลือและสามารถเปลี่ยนสารตกค้างในน้ำเสียไปเป็นแหล่งพลังงาน จึงเหมาะสำหรับนำมาใช้สำหรับการย่อยสลายสารอินทรีย์ดังกล่าว งานวิจัยนี้มีเป้าหมายที่จะหาแอคติโนมัยซีททนเค็มที่มีความสามารถในการสร้างสารเมแทบอไลต์ที่มีกิจกรรมการย่อยสลาย เช่น เซลลูเลส และอะไมเลส และนำไปทดสอบประสิทธิภาพในการบำบัดน้ำเสียสังเคราะห์ได้ จากเชื้อแอคติโนมัยซีทจำนวน 9 ไอโซเลท ที่คัดแยกได้จากดินนาเกลือ เทศบาลบ้านป่าแดง ตำบลท่าใหม่ อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี พบการย่อยสับสเตรตได้ดีที่สุดในเชื้อ Chanthaburi3 และรองลงมาคือเชื้อ S18 โดยสามารถวัดวัดปริมาณน้ำตาลรีดิวซ์ที่เกิดขึ้นในอาหารเลี้ยงเชื้อที่มีความเค็ม 30 และ 40 ppt ตามลำดับ บ่มเพาะเชื้อเป็นเวลา 4 วัน ที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส ค่าพีเอชเท่ากับ 6.2 ความเร็วรอบในการเขย่าอยู่ที่ 110 รอบต่อนาที เมื่อทดสอบประสิทธิภาพการบำบัด COD ในน้ำเสียสังเคราะห์ ที่มีความเค็ม 30 ppt พบว่าเชื้อ Chanthaburi3 มีอัตราการลดลงร้อยละของ COD สูงสุดในวันที่ 13 ของการทดลอง เท่ากับ 73.04?8.98 มีค่าพีเอชเฉลี่ยเท่ากับ 6.25 ? 0.05 ค่าออกซิเจนในน้ำ (DO) เฉลี่ยเท่ากับ 5.56 ? 0.08 (mg/L) ค่าปริมาณของแข็งทั้งหมดที่ละลายได้ (TSS) เฉลี่ยเท่ากับ 0.03 (mg/L) และพบปริมาณน้ำตาลรีดิวซ์มากที่สุด ในวันที่ 2 ของการทดลองมีค่าเท่ากับ 839.56?955.37 (ug/ml) สนับสนุนให้เห็นว่าเชื้อแอคติโนมันซีทที่คัดแยกจากนาเกลือมีประสิทธิภาพในการย่อยสารอินทรีย์และสามารถผลิตเอนไซม์อะไมเลสและเซลลูเลสได้ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในระดับอุตสาหกรรมต่อไป</description>
    <dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17525">
    <title>การสร้างบทเรียนวิจัยท้องถิ่นเพื่อการปลูกฝังจิตสำนึกของเยาวชนต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบริเวณอ่าวนก อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17525</link>
    <description>Title: การสร้างบทเรียนวิจัยท้องถิ่นเพื่อการปลูกฝังจิตสำนึกของเยาวชนต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบริเวณอ่าวนก อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี
Authors: เบ็ญจมาศ จันทะภา ไพบูลย์กิจกุล; วงเดือน ไม้สนธิ์; ชลี ไพบูลย์กิจกุล
Abstract: วัตถุประสงค์ของการศึกษาครั้งนี้คือ การสร้างบทเรียนวิจัยท้องถิ่นเพื่อการปลูปฝังจิตสำนึกของเยาวชนต่อการอนุรักษ์ อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี ซึ่งคณะผู้วิจัยมีโจทย์วิจัยว่า หากมีการปลูกฝังการรักษาทรัพยากรหน้าบ้าน และรอบ ๆ บ้านของตน โดยเริ่มตั้งแต่ช่วยเยาวชน น่าจะเป็นโอกาสดี เพราะจิตสำนึกในการอนุรักษ์และรักบ้านเกิดจะเกิดได้เร็วขึ้นและจะส่งต่อรุ่นต่อรุ่น อย่างไรก็ตามทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้เป็นโจทย์วิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ ทรัพยากรทางทะเลต่าง ๆ เช่น ป่าชายเลน หญ้าทะเล ปะการังสัตว์น้ำ สัตว์ทะเล เป็นต้น ในการศึกษาครั้งนี้ได้ออกแบบบทเรียนวิจัยท้องถิ่นฯ และ นำไปทดสอบกับนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 4-6 ร่วมกับทางโรงเรียน ซึ่งได้ผลการทดสอบการใช้แบบเรียนเป็นที่น่าพอใจมาก คะแนนเฉลี่ยของการสอบหลังการเรียนมีค่าสูงกว่าคะแนนสอบก่อนเรียนกันอย่างมีนัยสำคัญ (P&lt;0.05) นักเรียนในระดับชั้นดังกล่าวมีความกระตือรือร้นในการใช้แบบเรียน ดังนั้นมีแนวโน้มว่า แบบเรียนวิจัยท้องถิ่นเพื่อการปลูปฝังจิตสำนึกต่อการอนุรักษ์น่าจะถูกนำไปประยุกต์ใช้กับในแต่ละพื้นที่ที่เหมาะสมต่อไป</description>
    <dc:date>2555-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/9488">
    <title>การแช่แข็งหัวเชื้อสาหร่ายขนาดเล็กสำหรับฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเชิงพาณิชย์</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/9488</link>
    <description>Title: การแช่แข็งหัวเชื้อสาหร่ายขนาดเล็กสำหรับฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเชิงพาณิชย์
Authors: ชลี ไพบูลย์กิจกุล; มะลิวัลย์ คุตะโค; รชนิมุข หิรัญสัจจาเลิศ; เบ็ญจมาศ ไพบูลย์กิจกุล
Abstract: การศึกษาครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 การทดลอง การทดลองที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของชนิดสาหร่ายขนาดเล็ก ชนิดสารป้องกันการเกิดผลึกน้ำแข็งต่ออัตราการรอดของเซลล์สาหร่ายขนาดเล็กที่เก็บรักษาเซลล์ด้วยวิธีการแช่แข็ง ทำการเพาะเลี้ยงสาหร่ายคลอเรลลา คีโตเซอรอส และเตตราเซลมิส ที่ความเค็ม 30 ppt ด้วยอาหารสูตร Guillard's medium จากนั้นเก็บรวบรวมเซลล์และเติมสารละลายป้องกันการเกิดผลึกน้ำแข็ง 2 ชนิด ได้แก่ กลีเซอรอล และ DMSO ที่ความเข้มข้น 5% นำไปลดอุณหภูมิแล้วนำไปแช่ที่อุณหภูมิ -20 C เป็นเวลา 3 วัน เมื่อครบกำหนดการเก็บรักษาเซลล์สาหร่ายทำการละลาย ล้างเซลล์แล้วนำไปเพาะเลี้ยง ทำการคำนวณอัตราการรอดของสาหร่าย ผลการศึกษาพบว่ามีปฏิกิริยาสัมพันธ์ระหว่างชนิดสาหร่าย และชนิดสารละลายป้องกันการแช่แข็ง คลอเรลลามีอัตรารอดสูงที่สุด เมื่อทำการแช่แข็งด้วยสารละลาย DMSO เมื่อพิจารณาการเก็บสาหร่ายแช่แข็งด้วยสารละลายกลีเซอรอล พบว่า คลอเรลลามีอัตรารอดมากที่สุด รองลงมาได้แก่ เตตราเซลมิส และคีโตเซอรอส ตามลำดับ และเมื่อพิจารณาการเก็บรักษาสาหร่ายแช่แข็งตามชนิดของสาหร่ายพบว่า คลอเรลลาที่เก็บรักษาด้วยสารละลาย DMSO มีอัตรารอดสูงกว่าคลอเรลลาที่เก็บรักษาด้วยสารละลายกลีเซอรอล อย่างมีนัยสำคัญ (P&lt;0.05) เตตราเซลมิสที่เก็บรักษาด้วยสารละลายกลีเซออรอล มีอัตรารอดสูงกว่าเตตราเซลมิสที่เก็บรักษาด้วยสารละลาย DMSO อย่างมีนัยสำคัญ (P&lt;0.05) ในขณะที่คีโตเซอรอสมีอัตรารอดไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (P&gt;0.05)&#xD;
การทดลองที่ 2 การศึกษาความเข้มข้นสารป้องกันการเกิดผลึกน้ำแข็งต่ออัตราการรอดของเซลล์สาหร่ายขนาดเล็กที่เก็บรักษาเซลล์ด้วยวิธีการแช่แข็ง ทำการเลือกชนิดสารละลายป้องกันการแช่แข็งที่สาหร่ายแต่ละชนิดมีอัตรารอดสูง เลือกสารละลาย DMSO สำหรับสาหร่ายคลอเรลลา และเลือกสารละลายกลีเซอรอลสำหรับเตตราเซลมิส และคีโตเซอรอส ศึกษาความเข้มข้นของสารละลายป้องกันการเกิดผลึกน้ำแข็ง 2 ระดับคือ 5 และ 10%  ทำการทดลอง เก็บข้อมูล และวิเคราะห์ผลการทดลองเหมือนการทดลองที่ 1 ผลการศึกษาพบว่า คลอเลรลลาที่เก็บรักษาเซลล์ด้วยสารละลาย DMSO ที่ระดับความเข้มข้น 5% มีอัตรารอดของสาหร่ายสูงกว่าการเก็บรักษาเซลล์ที่ระดับ 10% อย่างมีนัยสำคัญ (P&lt;0.05) เตตราเซลมิสที่เก็บรักษาเซลล์ด้วยสารละลายกลีเซอรอลที่ระดับความเข้มข้น 5% มีอัตรารอดของเซลล์สาหร่ายมากกว่าการเก็บรักษาเซลล์ที่ระดับ 10% อย่างมีนัยสำคัญ (P&lt;0.05) คีโตเซอรอสที่เก็บรักษาเซลล์ด้วยสารละลายกลีเซอรอลที่ระดับความเข้มข้น 5 และ 10% มีอัตรารอดไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (P&gt;0.05)  การทดลองที่ 3 การศึกษาผลของความเข้มข้นของไดทิลซัลฟอกไซด์ (Me2SO) และระยะเวลาการเก็บรักษาเซลล์ต่ออัตราการรอดของสาหร่ายขนาดเล็กด้วยวิธีแช่แข็ง ทำการเพาะเลี้ยงคลอกเรลลา และคีโตเซอรอส ที่ความเค็ม 30 ppt ด้วยอาหารสูตร Guillard's medium เก็บรวบรวมเซลล์และเติมไดเมทิลซักฟอกไซด์ 2 ระดับ ที่ 5 และ 10% นำไปลดอุณหภูมิแล้วนำไปแช่ที่อุณหภูมิ -20C เป็นเวลา 3, 30, 60 และ 90 วัน เมื่อครบกำหนดการเก็บรักษาเซลล์สาหร่ายทำการละลาย ล้างเซลล์แล้วนำไปเพาะเลี้ยง ทำการคำนวณอัตราการรอดของสาหร่าย ผลการศึกษาพบว่าคลอเรลลาที่เก็บรักษาเซลล์นาน 3 และ 30 วัน ด้วย DMSO เข้มข้น 5% มีอัตราการรอดสูงกว่าคลอเรลลาที่เก็บรักษาเซลล์นาน 60 และ 90 วัน อย่างมีนัยสำคัญ (p&lt;0.05) ที่ระดับ DMSO เข้มข้น 10% คลอเรลลาที่เก็บรักษาเซลลืนาน 3 วัน มีอัตราการรอดสูงสุดและมากกว่าคลอเรลลาที่เก็บรักษาในช่วงเวลาอื่นอย่างมีนัยสำคัญ (p&lt;0.05) อัตราการรอดของคลอเรลลาจะลดลงเมื่อเวลาในการเก็บรักษาเซลล์นานขึ้น คลอเรลลาที่เก็บรักษาเซลล์ด้วย DMSO เข้มข้น 5% มีอัตราการรอดสูง คลอเรลลาที่เก็บรักษาเซลล์ด้วย DMSO เข้มข้น 10% ที่วันที่ 3 และ 30 อย่างมีนัยสำคัญ (p&lt;0.05) คีโตเซอรอสที่เก็บรักษาเซลล์ด้วย DMSO ทั้งสองระดับ ในทุกช่วงเวลาที่เก็บรักษาเซลล์มีอัตราการรอดต่ำกว่า 1% ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็ยว่าสามารถเก็บรักษาเซลล์คลอเรลลาได้ด้วยไดเมทิลซัลฟอกไซด์ความเข้มข้น 5%</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/5084">
    <title>การทดสอบประสิทธิภาพของเครื่องส่งถ่ายโปรตีนจากเจลสู่เมมเบรน (Western Blot Transfer System for Mini-Gel) ระหว่างแบบถังเปียก (Wet/Tank Blotting Systems) รุ่น Mini Trans-Blot® Cell และ แบบกึ่งแห้ง (Semi dry) รุ่น Trans-Blot® Turbo™ Transfer System ในการตรวจสอบระดับโปรตีนไวเทลลินในแม่พันธุ์กุ้งกุลาดำ</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/5084</link>
    <description>Title: การทดสอบประสิทธิภาพของเครื่องส่งถ่ายโปรตีนจากเจลสู่เมมเบรน (Western Blot Transfer System for Mini-Gel) ระหว่างแบบถังเปียก (Wet/Tank Blotting Systems) รุ่น Mini Trans-Blot® Cell และ แบบกึ่งแห้ง (Semi dry) รุ่น Trans-Blot® Turbo™ Transfer System ในการตรวจสอบระดับโปรตีนไวเทลลินในแม่พันธุ์กุ้งกุลาดำ
Authors: ศรีภาพรรณ ธาระนารถ; รชนิมุข หิรัญสัจจาเลิศ
Abstract: การศึกษานี้เป็นการทดสอบประสิทธิภาพของเครื่องส่งถ่ายโปรตีนจากเจลสู่เมมเบรน (Western Blot Transfer System for Mini-Gel) ระหว่างแบบถังเปียก (Wet/Tank Blotting Systems) รุ่น Mini Trans-Blot® Cell และแบบกึ่งแห้ง (Semi dry) รุ่น Trans-Blot® Turbo™ Transfer System ในการตรวจสอบระดับโปรตีนไวเทลลินในแม่พันธุ์กุ้งกุลาดำที่เลี้ยงจากบ่อดิน โดยแบ่งการทดลองออกเป็น 6 ชุดการทดลองคือ กุ้งไม่ถูกตัดตาได้รับอาหารเม็ดปกติหรือชุดควบคุม (N=12), กุ้งที่ถูกตัดตา 1 ข้างได้รับอาหารเม็ดปกติ (N=12), กุ้งที่ได้รับอาหารเม็ดผสมฮอร์โมน 10, 50, 100 และ 500 mg/kg ของอาหาร (N=16, 16, 16 และ 8) ตามลำดับ โดยเลี้ยงเป็นระยะเวลา 60 วัน เก็บตัวอย่างรังไข่ ตับ/ตับอ่อนและเลือด ในวันที่ 35 และ 60 วันของการเลี้ยง&#xD;
จากการหาค่าเฉลี่ยเปอร์เซ็นต์ดัชนีรังไข่ของวันที่ 35 พบว่า ในชุดการทดลองที่ 2 มีค่าสูงกว่าการทดลองอื่น (1.78±0.65%) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) ส่วนกุ้งที่เลี้ยงเป็นระยะเวลา 60 วัน มีค่าเปอร์เซ็นต์ดัชนีรังไข่ไม่แตกต่างกันทางสถิติในทุกชุดการทดลอง จากการวัดปริมาณโปรตีนในแม่พันธุ์กุ้งกุลาดำ พบว่า ในเลือดมีปริมาณโปรตีนสูงที่สุด (16.07–314.55 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร) เมื่อเทียบกับรังไข่ (0.25–8.10 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร) และตับ/ตับอ่อน (0.92–8.79 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร) ที่มีปริมาณโปรตีนที่ใกล้เคียงกัน จากการตรวจสอบรูปแบบโปรตีนในเลือด รังไข่ และตับ/ตับอ่อน ด้วย 10% โพลีอะครีลาไมด์เจล (SDS-PAGE) พบแถบโปรตีนที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จำนวน 20-40 แถบ&#xD;
เมื่อศึกษาขนาดของโปรตีนไวเทลลินด้วยวิธีเวสเทิร์นบลอท โดยเปรียบเทียบประสิทธิภาพของเครื่องส่งถ่ายโปรตีนจากเจลสู่เมมเบรนระหว่างแบบถังเปียก รุ่น Mini Trans-Blot® Cell และแบบกึ่งแห้ง รุ่น Trans-Blot® Turbo™ Transfer System โดยใช้แอนตี้บอดีที่จำเพาะต่อโปรตีนไวเทลลินของกุ้งกุลาดำ พบว่า ตัวอย่างกุ้งที่เลี้ยงเป็นระยเวลา 35 วัน และ 60 วัน พบโปรตีนไวเทลลินจำนวน 13 และ 15 ขนาด ตามลำดับ โดยมีขนาดโปรตีนที่เหมือนกันคือ 200, 157, 130, 104, 74, 63, 58, 38 และ 34 กิโลดาลตัน แถบโปรตีนที่ได้จากการส่งถ่ายโปรตีนจากเจลสู่เมมเบรนแบบกึ่งแห้งจะปรากฎแถบโปรตีนที่มีความคมชัดมากกว่าแบบถังเปียก จากการเปรียบเทียบระดับโปรตีนไวเทลลินในแม่พันธุ์กุ้งกุลาดำที่เลี้ยงเป็นระยะเวลา 35 และ 60 วัน ที่ได้จาก 2 วิธี พบการปรากฏและไม่ปรากฎของแถบโปรตีนที่ให้ผลตรงกันคิดเป็นร้อยละ 89.32 และ 94.44 ตามลำดับ การปรากฏของแถบโปรตีนที่ไม่ตรงกันคิดเป็นร้อยละ 10.68 และ 5.56 ตามลำดับ และ พบว่า ทั้ง 2 วิธี ให้ผลของการปรากฏแถบโปรตีนจำนวนเท่ากันคิดเป็นร้อยละ 50 การวิเคราะห์แบบกึ่งแห้งให้จำนวนแถบโปรตีนมากกว่าแบบถังเปียกคิดเป็นร้อยละ 46.67 ในขณะที่การวิเคราะห์แบบถังเปียกให้จำนวนแถบโปรตีนมากกว่าแบบกึ่งแห้งคิดเป็นร้อยละ 3.33
Description: ทุนอุดหนุนการวิจัย ประเภทเงินรายได้ คณะเทคโนโลยีทางทะเล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2559</description>
    <dc:date>2559-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
</rdf:RDF>

