<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <channel rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4763">
    <title>DSpace Collection:</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4763</link>
    <description />
    <items>
      <rdf:Seq>
        <rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4425" />
        <rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4372" />
        <rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4311" />
        <rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4030" />
      </rdf:Seq>
    </items>
    <dc:date>2026-03-24T07:12:19Z</dc:date>
  </channel>
  <item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4425">
    <title>กรอบสมรรถนะหลักด้านการใช้ภาษาอังกฤษของบัณฑิต สาขาโลจิสติกส์เพื่อรองรับเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC)</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4425</link>
    <description>Title: กรอบสมรรถนะหลักด้านการใช้ภาษาอังกฤษของบัณฑิต สาขาโลจิสติกส์เพื่อรองรับเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC)
Authors: อรณิชา บุตรพรหม
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1. เพื่อสำรวจปัญหาและความต้องการด้านการใช้ภาษาอังกฤษของผู้ใช้บัณฑิตในเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) 2. เพื่อพัฒนากรอบสมรรถนะหลักด้านการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อรองรับเขตพัฒนาเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ประกอบการ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในจังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา จำนวน 400 แห่ง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามที่มีโครงสร้าง โดยมีค่าความเชื่อมั่นที่ .952 สถิติที่ใช้ในงานวิจัยคือ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า การฟังภาษาอังกฤษมีปัญหามาก การอ่านพูด อ่าน และเขียนมีปัญหาปานกลาง สมรรถนะหลักโลจิสติกส์ที่ผู้ใช้บัณฑิตมีความต้องการมากอยู่ในเกณฑ์ CEFR ระดับ C1 ได้แก่ การคิดเชิงวิพากษ์และการคิดเชิงวิเคราะห์ คณิตศาสตร์สถิติและการคิดวิเคราะห์ กฎหมายและกฎระเบียบโลจิสติกส์ การค้าอิเลคทรอนิคส์ เศรษฐศาสตร์การขนส่ง และระบบข้อมูลโลจิสติกส์ ผู้ใช้บัณฑิตมีความต้องการค่อนข้างมากในเกณฑ์ CEFR ระดับ B2 ด้านวิชาการ 5 ลำดับแรก ได้แก่ การดำเนินงานและเศรษฐศาสตร์องค์กร พื้นฐานการจัดการวัสดุ ความรู้พื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสารด้วยภาพและด้วยวาจา และความรู้พื้นฐานด้านโซ่อุปทาน ด้านคุณลักษณะทักษะโลจิสติกส์ 5 ลำดับแรกคือ การวางแผนทรัพยากร การจัดการกระจาย การบริหารการขนส่ง และการจัดการการส่งสินค้า การวางแผนการผลิต โลจิสติกส์ระหว่างรูปแบบการขนส่ง และการจัดการโซ่อุปทาน และพบว่ามีความต้องการระดับปานกลางในเกณฑ์ CEFR ระดับ B1 ได้แก่ ด้านการจัดการการค้าปลีก ดังนั้นจากสมรรถนะหลักเหล่านี้สามารถสร้างเป็นกรอบการพัฒนาสมรรถนะหลักภาษาอังกฤษของบัณฑิตสาขาโลจิสติกส์ให้พร้อมที่จะทำงานให้กับผู้ใช้บัณฑิตใน EEC ได้
Description: งานวิจัยนี้ได้รับงบประมาณเงินรายได้ส่วนงานมหาวิทยาลัย (กองทุนวิจัยและพัฒนา) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562</description>
    <dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4372">
    <title>การจัดการภาคีสาธารณะเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมกับความสำเร็จในการแก้ปัญหาด้านที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินของประชาชนในจังหวัดสระแก้ว</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4372</link>
    <description>Title: การจัดการภาคีสาธารณะเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมกับความสำเร็จในการแก้ปัญหาด้านที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินของประชาชนในจังหวัดสระแก้ว
Authors: นงนุช ศรีสุข
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการของประชาชนด้านที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน เพื่อศึกษาแนวทางพัฒนาวิธีการแก้ปัญหาด้านที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินของประชาชนในจังหวัดสระแก้วในรูปแบบของภาคีสาธารณะแบบใหม่ และศึกษาความสำเร็จในการแก้ปัญหาด้านที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินของประชาชนในจังหวัดสระแก้วเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่เกิดจากการจัดการภาคีสาธารณะ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งเป็นการนำบทสรุปจากการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ทรงคุณวุฒิหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง รับผิดชอบด้านที่ดิน ที่ทำกินที่อยู่อาศัย ชุมชนท้องถิ่น เช่น ชาวบ้าน ผู้นำชุมชน และคณะกรรมการชุมชน และภาคีอื่น ๆ เช่น สภาองค์กรชุมชน กองทุนสวัสดิการชุมชน และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) (พอช.) แล้วนำผลการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์เนื้อหา คัดกรอง ดึงข้อมูลออกมา หลอมรวมและบูรณาการ กับการสังเคราะห์องค์ความรู้จากการเอกสารงานวิจัย กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ เพื่อสรุปเป็นประเด็นที่สำคัญเพื่อตอบคำถามการวิจัยที่ตั้งไว้ เพื่อสรุปเป็นประเด็นที่สำคัญเพื่อตอบคำถามการวิจัย&#xD;
ผลการวิจัย พบว่า สภาพปัญหาของประชาชนในจังหวัดสระแก้ว คือปัญหาในเรื่องการถือครองที่ดินของประชาชนและการออกเอกสารสิทธิ์ส่งผลให้ประชาชนในท้องที่จังหวัดสระแก้ว ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ต้องประสบกับปัญหา และขาดโอกาสในการเข้าถึงสิทธินานาประการ และพบว่า ความต้องการของประชาชน คือ การปฏิรูปที่ดินดำเนินการไปอย่างรวดเร็วโดยรัฐควรจัดสรรที่ดินให้ผู้มีรายได้น้อย รวมถึงผู้ไม่มีที่ทำกินของตนเองเพื่อแก้ปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัย ที่ทำกินของประชาชน สำหรับรูปแบบของภาคีสาธารณะแบบใหม่ที่ส่งผลต่อแนวทางการพัฒนาวิธีการแก้ปัญหาด้านที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินของประชาชนในจังหวัดสระแก้ว ประกอบด้วย 4 ประการดังนี้ ประการแรก “ภาวะผู้นำ” ประการที่สอง การสะสมทุนทางสังคม ประการที่สาม ความร่วมมือระหว่างภาคี และประการสุดท้าย กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง (นโยบาย / กฎหมาย) และผลการวิจัย พบว่า ความสำเร็จของการแก้ปัญหาด้านที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินของประชาชนในจังหวัดสระแก้ว เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ในรูปแบบของ “การจัดการภาคีสาธารณะแบบใหม่” โดยบทบาทของภาคีของมีผู้นำชุมชนที่เข้มแข็ง มีองค์กรปกครองท้องถิ่น หน่วยราชการ สถาบันการศึกษา รวมทั้งภาคเอกชน สนับสนุนทั้งด้านความรู้ วิชาการ ทำให้ชุมชนสามารถพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ โดยพี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา และผลการวิจัย พบว่า ภาคี ที่สำคัญในการแก้ปัญหาด้านที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินของประชาชน ประกอบด้วย 10 ฝ่าย คือ 1) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) (พอช.) 2) สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดสระแก้ว (สปก.) 3) เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดสระแก้ว 4) ภาคราชการบริหารส่วนภูมิภาค จังหวัดและอำเภอ 5) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 6) สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดสระแก้ว 7) ภาคเอกชน คือ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จากัด (มหาชน) หรือ ดีแทค 8) ธนาคารออมสิน 9) มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตสระแก้ว และ 10) ภาคีสุดท้าย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล
Description: โครงการวิจัยประเภทงบประมาณเงินรายได้มหาวิทยาลัย เงินรายได้ส่วนงานเงินกองทุนวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยบูรพา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562</description>
    <dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4311">
    <title>แนวทางการปรับปรุงการจัดการด้านโลจิสติกส์เพื่อการสร้างความพึงพอใจในการให้บริการ การขนส่งขนาดใหญ่ในการรองรับเขตเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว กรณีศึกษาที่ทำการไปรษณีย์อรัญประเทศ</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4311</link>
    <description>Title: แนวทางการปรับปรุงการจัดการด้านโลจิสติกส์เพื่อการสร้างความพึงพอใจในการให้บริการ การขนส่งขนาดใหญ่ในการรองรับเขตเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว กรณีศึกษาที่ทำการไปรษณีย์อรัญประเทศ
Authors: ปรียาวดี ผลเอนก
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาตัวประกอบที่มีอิทธิพลต่อการจัดการโลจิสติกส์ของการ ให้บริการการขนส่งขนาดใหญ่ของที่ทำการไปรษณีย์ในอาเภออรัญประเทศ 2) ศึกษาอิทธิพลของการ จัดการโลจิสติกส์ของการให้บริการการขนส่งขนาดใหญ่ที่มีต่อความสามารถในการลดปัญหาด้านการ บริการการขนส่งขนาดใหญ่ของที่ทำการไปรษณีย์ในอาเภออรัญประเทศ 3) จำแนกกลุ่มความ ได้เปรียบทางการแข่งขันของที่ทำการไปรษณีย์ในอาเภออรัญประเทศโดยใช้ประสิทธิภาพการจัดการ โลจิสติกส์ของการให้บริการการขนส่งขนาดใหญ่เป็นตัวแบ่งกลุ่ม และ 4) กำหนดแนวทางการปรับปรุง การจัดการด้านโลจิสติกส์เพื่อการสร้างความพึงพอใจในการให้บริการ การขนส่งขนาดใหญ่ในการ รองรับเขตเศรษฐกิจพิเศษสระแก้วที่ทำการไปรษณีย์อาเภออรัญประเทศ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน การศึกษาได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงจากผู้มาใช้บริการการขนส่งขนาดใหญ่ ณ ที่ทำการ ไปรษณีย์ในอำเภออรัญประเทศซึ่งมี 2 สาขา คือ สาขา อรัญประเทศและสาขาตลาดโรงเกลือ จำนวน 223 คน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยคือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ การวิเคราะห์ตัวประกอบแบบ principal component analysis การวิเคราะห์ความ ถดถอยเชิงพหุด้วยเทคนิค Forward Selection และการวิเคราะห์การจำแนกกลุ่ม ผลการศึกษา พบว่า 1) ตัวแปรย่อยที่มีอิทธิพลต่อการจัดการโลจิสติกส์ของการให้บริการการขนส่งขนาดใหญ่ มี 2 องค์ประกอบ คือ การจัดการกระบวนการการบริการ และการเข้าถึงง่าย ความถูกต้องและความ รวดเร็วในการส่งมอบ 2) การจัดการโลจิสติกส์ของการให้บริการการขนส่งขนาดใหญ่ ประกอบด้วย การจัดการกระบวนการการบริการ และการเข้าถึงง่าย ความถูกต้องและความรวดเร็วในการส่งมอบมี อิทธิพลต่อความสามารถในการลดปัญหาด้านการบริการการขนส่งขนาดใหญ่ของที่ทำการไปรษณีย์ใน อำเภออรัญประเทศอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 3) สามารถจำแนกกลุ่มพยากรณ์ได้ 2 กลุ่มคือ (1) ผู้ใช้บริการการขนส่งขนาดใหญ่ที่เลือกว่าที่ทำการไปรษณีย์ในอำเภออรัญประเทศมีความได้เปรียบ ทางการแข่งขันด้านความปลอดภัยของสินค้าในการใช้บริการขนส่ง คิดเป็นสมการการพยากรณ์ถูกต้อง ร้อยละ 57.30 (2) ผู้ใช้บริการการขนส่งขนาดใหญ่ที่เลือกว่าที่ทำการไปรษณีย์ในอำเภออรัญประเทศ มีความได้เปรียบทางการแข่งขันด้านความรวดเร็วในการให้บริการและความเชี่ยวชาญของบุคลากรคิด เป็นสมการการพยากรณ์ถูกต้องร้อยละ 56.1 และ 4) แนวทางการปรับปรุงการจัดการด้านโลจิสติกส์ เพื่อการสร้างความพึงพอใจในการให้บริการการขนส่งขนาดใหญ่ในการรองรับเขตเศรษฐกิจพิเศษ สระแก้วที่ทำการไปรษณีย์อำเภออรัญประเทศ คือ การขยายพื้นที่ให้บริการหน้าช่องให้บริการกว้างขึ้น การเพิ่มจำนวนช่องบริการและการเปิดช่องบริการด่วนพิเศษแก่ลูกค้าที่ส่งสินค้าไม่เกิน 10 ชิ้น การ ขยายเวลาปิดทำการการให้บริการจนถึง 21.00 น. ทุกวัน การขยายพื้นที่จอดรถ การจัดระบบคิว การ ปรับปรุงระบบติดตามสถานะพัสดุ ตลอดจนการระมัดระวังการเคลื่อนย้ายพัสดุระหว่างการขนส่งให้ อยู่ในสภาพสมบูรณ์ และการปรับราคาค่าบริการให้ถูกลง
Description: โครงการวิจัยประเภทงบประมาณเงินรายได้จากเงินอุดหนุนรัฐบาล (งบประมาณแผ่นดิน)&#xD;
ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4030">
    <title>บทบาทของสภามหาวิทยาลัยในการกำกับดูแลผู้บริหารมหาวิทยาลัยเพื่อมุ่งสู่หลักธรรมาภิบาล</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4030</link>
    <description>Title: บทบาทของสภามหาวิทยาลัยในการกำกับดูแลผู้บริหารมหาวิทยาลัยเพื่อมุ่งสู่หลักธรรมาภิบาล
Authors: นงนุช ศรีสุข
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของสภามหาวิทยาลัยและแนวทางในการกำกับดูแลธรรมาภิบาลของผู้บริหารมหาวิทยาลัย และเพื่อศึกษาการพัฒนาตัวชี้วัดและการนำมาใช้กำกับดูแลธรรมาภิบาลของผู้บริหารมหาวิทยาลัย เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ซึ่งเป็นการนำบทสรุปจากการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องกับระบบการบริหารมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ อันประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องกับระบบการบริหารมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ แล้วนำผลการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) คัดกรอง ดึงข้อมูลออกมา หลอมรวมและบูรณาการกับการสังเคราะห์องค์ความรู้จากการเอกสารงานวิจัย กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ โครงสร้างและกลไกของระบบสภาและธรรมาภิบาลของสถาบันอุดมศึกษาของไทย เพื่อสรุปเป็นประเด็นที่สาคัญเพื่อตอบคำถามการวิจัย&#xD;
ผลการวิจัย พบว่า บทบาทของสภามหาวิทยาลัยและแนวทางในการกำกับดูแลธรรมาภิบาลของผู้บริหารมหาวิทยาลัย ประกอบด้วย บทบาทสภามหาวิทยาลัยในการสรรหาและเสนอแต่งตั้งอธิการบดี บทบาทสภามหาวิทยาลัยในการกำกับ ติดตาม การดำเนินงานของผู้บริหารมหาวิทยาลัย สภามหาวิทยาลัยกำหนดให้มีระบบการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของมหาวิทยาลัยและของอธิการบดี โดยยึดหลักธรรมาภิบาล (good governance) และอัตตาภิบาล (autonomy) ตามอำนาจหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยบูรพา พ.ศ. 2550 บทบาทสภามหาวิทยาลัยในการแก้ไขพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยบูรพา พ.ศ. 2550 สภามหาวิทยาลัยมีการเสนอปรับปรุงพระราชบัญญัติ พ.ศ.2550 การทบทวน ปรับปรุงกฎระเบียบข้อบังคับให้มันมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ได้แก่ การเพิ่มข้อบังคับเรื่องการกำกับอธิการบดี อธิการบดีต้องเสนอแผนต่อสภามหาวิทยาลัย การแก้ไขข้อบังคับว่าด้วยการสรรหากรรมการสภามหาวิทยาลัยประเภท ผู้ทรงคุณวุฒิจากบุคคลภายนอก บทบาทสภามหาวิทยาลัยในการกำหนดโครงสร้างของสภามหาวิทยาลัย การสร้างข้อบังคับว่าด้วยการสรรหากรรมการสภามหาวิทยาลัยประเภท ผู้ทรงคุณวุฒิจากบุคคลภายนอก สภาผู้ทรงคุณวุฒิที่สำคัญควรมีผู้แทนจากระดับประเทศอย่างน้อย 4 ท่านเพื่อถ่วงดุลอำนาจของผู้บริหารมหาวิทยาลัย การแก้ไขกระบวนการสรรหาอธิการ นายกสภา และกรรมการสภาปัญหาอยู่ที่สภามหาวิทยาลัยเป็นสำคัญ นำมาสู่บทบาทสภามหาวิทยาลัยในการกำกับดูแลการปฏิบัติงานของอธิการบดี คือ บทบาทในการแก้ไขพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยบูรพา พ.ศ. 2550 การโครงสร้างของสภามหาวิทยาลัยบูรพาที่เข้มแข็ง และการกำกับดูแลผู้บริหารมหาวิทยาลัยเพื่อมุ่งสู่หลักธรรมาภิบาล&#xD;
ส่วนประเด็นการพัฒนาตัวชี้วัดและการนำมาใช้กำกับดูแลธรรมาภิบาลของผู้บริหารมหาวิทยาลัย คือ บทบาทสภามหาวิทยาลัยในการแก้ไขพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยบูรพา พ.ศ. 2550 โดยเป็นประเด็นสำคัญที่สภามหาวิทยาลัยได้การเสนอปรับปรุงพระราชบัญญัติ พ.ศ.2550 การทบทวน ปรับปรุงกฎระเบียบข้อบังคับเพื่อนำมาใช้กำกับดูแลธรรมาภิบาลของผู้บริหารมหาวิทยาลัยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
Description: โครงการวิจัยประเภทงบประมาณเงินรายได้จากเงินอุดหนุนรัฐบาล (งบประมาณแผ่นดิน) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560</description>
    <dc:date>2560-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
</rdf:RDF>

