<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Collection:</title>
  <link rel="alternate" href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4754" />
  <subtitle />
  <id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4754</id>
  <updated>2026-04-04T10:59:19Z</updated>
  <dc:date>2026-04-04T10:59:19Z</dc:date>
  <entry>
    <title>ลักษณะของคุณภาพน้ำทะเลกับปริมาณแพลงก์ตอนพืช ในช่วงการเกิดปรากฏการณ์น้ำ&#xD;
ทะเลเปลี่ยนสีบริเวณชายหาดบางแสน ในปี พ.ศ. 2564</title>
    <link rel="alternate" href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17261" />
    <author>
      <name>อาวุธ หมั่นหาผล</name>
    </author>
    <author>
      <name>สุพัตรา ตะเหลบ</name>
    </author>
    <author>
      <name>วันชัย วงสุดาวรรณ</name>
    </author>
    <author>
      <name>ฉลวย มุสิกะ</name>
    </author>
    <id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17261</id>
    <updated>2024-06-21T04:47:36Z</updated>
    <published>2566-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ลักษณะของคุณภาพน้ำทะเลกับปริมาณแพลงก์ตอนพืช ในช่วงการเกิดปรากฏการณ์น้ำ&#xD;
ทะเลเปลี่ยนสีบริเวณชายหาดบางแสน ในปี พ.ศ. 2564
Authors: อาวุธ หมั่นหาผล; สุพัตรา ตะเหลบ; วันชัย วงสุดาวรรณ; ฉลวย มุสิกะ
Abstract: การศึกษาลักษณะของคุณภาพน้ำทะเลและปริมาณแพลงก์ตอนพืชในช่วงการเกิดปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสี บริเวณชายหาดบางแสน ในปี พ.ศ. 2564 มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจติดตามการเปลี่ยนแปลงและหาความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพน้ำทะเลกับความหนาแน่นของแพลงก์ตอนพืช โดยทำการเก็บตัวอย่างเดือนละครั้ง จำนวน 4 สถานี ระหว่างเดือนมกราคมถึงธันวาคม ในปี พ.ศ. 2564 ผลการศึกษา พบว่า ค่าอุณหภูมิน้ำ 25.0-34.0 °C ออกซิเจนละลาย 3.9-10.6 mg/L ความเป็นกรด-ด่าง 7.9-8.8 ความเค็ม 18.6-33.0 PSU สารแขวนลอย 15.8-186.4 mg/L แอมโมเนีย-ไนโตรเจน MDL-107.3 µg-N/L ไนไตรท์-ไนโตรเจน MDL-31.9 µg-N/L ไนเตรท-ไนโตรเจน MDL-101.2 µg-N/L ฟอสเฟต-ฟอสฟอรัส MDL-39.4 µg-P/L ซิลิเกต-ซิลิคอน 24.0-2482 µg-Si/L และความหนาแน่นของแพลงก์ตอนพืช 3587-1.1x107 cell/L ทั้งนี้ พบว่า คุณภาพน้ำทะเลยังคงอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำทะเล ประเภทที่ 4 คุณภาพน้ำทะเลเพื่อการนันทนาการ ตามประกาศของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2564 และสารอาหารในน้ำทะเลมีความสัมพันธ์กับจำนวนของแพลงก์ตอนพืชในช่วงการเกิดปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสีกันอย่างมีนัยสำคัญยิ่ง (P&lt;0.01) แสดงให้เห็นว่าปริมาณของอนินทรียสารในรูปแบบไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และซิลิเกตที่ละลายในน้ำทะเลมีผลต่อการเพิ่มขึ้นและลดลงของแพลงก์ตอนพืชในช่วงการเกิดปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสี ซึ่งสามารถชี้วัดได้จากความหนาแน่นของจำนวนเซลล์ที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงของแพลงก์ตอนพืชที่ตรวจพบได้ในสถานีและเวลาดังกล่าว</summary>
    <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ผลของความเค็มและการเก็บเกี่ยวผลผลิตต่อการเพิ่มจำนวนและองค์ประกอบของโคพีพอดธรรมชาติที่เลี้ยงด้วยรำหมัก</title>
    <link rel="alternate" href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17223" />
    <author>
      <name>ดวงทิพย์ อู่เงิน</name>
    </author>
    <author>
      <name>วรเทพ มุธุวรรณ</name>
    </author>
    <author>
      <name>ศิรประภา ฟ้ากระจ่าง</name>
    </author>
    <author>
      <name>ชลธิชา สุขประเสริฐ</name>
    </author>
    <id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17223</id>
    <updated>2024-02-28T08:24:51Z</updated>
    <published>2566-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ผลของความเค็มและการเก็บเกี่ยวผลผลิตต่อการเพิ่มจำนวนและองค์ประกอบของโคพีพอดธรรมชาติที่เลี้ยงด้วยรำหมัก
Authors: ดวงทิพย์ อู่เงิน; วรเทพ มุธุวรรณ; ศิรประภา ฟ้ากระจ่าง; ชลธิชา สุขประเสริฐ
Abstract: การทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำการทดสอบผลของความเค็มที่ต่างกัน 3 ระดับ (28, 30, 32 ppt) และการเก็บเกี่ยวผลผลิตระหว่างการเก็บเกี่ยวผลผลิตหนึ่งครั้ง (วันที่ 30 สิ้นสุดการทดลอง) และสองครั้ง (ครึ่งหนึ่งวันที่ 12 และ วันที่ 30 สิ้นสุดการทดลอง) ต่อการเพิ่มจจำนวน และองค์ประกอบของโคพีพอดในธรรมชาติ โดยการให้อาหาร (รำหมัก) เป็นอาหารครั้งเดียวเมื่อเริ่มทดลองที่ความเข้มข้น 150 ppm วางแผนการทดลองแบบแฟคทอเรียล (Factorial design) ที่ความจุน้ำ 10 ลิตร ทั้งหมด 18 ใบ เป็นเวลา 30 วัน ผลการทดลองพบว่าโคพีพอดมีการตอบสนองโดยการเพิ่มจำนวนโคพีพอดในช่วงแรกก่อนลดจำนวนลงในแนวทางเดียวกัน ที่ความเค็ม 28 ppt ทั้งชุดการทดลองที่เก็บเกี่ยวผลผลิต 1 ครั้งและ 2 ครั้ง ในวันที่ 2 พบความหนาแน่นของโคพีพอดมีค่าสูงสุด (ค่าเฉลี่ย±SE) 3.1±0.3 ตัว/ มล.&#xD;
และ 2.8 ±0.3 ตัว/ มล. ก่อนความหนาแน่นกลับเพิ่ม สูงขึ้น ในวันที่ 10 มีค่าเฉลี่ย (±SE) 2.8±0.4 ตัว/ มล. และ 1.0 ±0.2 ตัว/ มล. ตามลำดับ แตกต่าง (p&lt;0.01) จากโคพีพอดที่เลี้ยงด้วยความเค็ม 30 ppt และ 32 ppt พบว่าความหนาแน่นของโคพีพอดเพิ่มขึ้น (ค่าเฉลี่ย±SE) 1.3±0.1 ตัว/ มล. และ 0.9-0.1 ตัว/ มล. ในช่วงวันที่ 12-14 ก่อนมีการลดลงในแนวทางเดียวกัน สำหรับการเก็บเกี่ยวผลผลิตพบว่าการเก็บเกี่ยวผลผลิตครึ่งหนึ่ง ในวันที่ 12 ไม่ทำให้ความหนาแน่นของโคพีพอดลดลงเมื่อสิ้นสุดการทดลอง โดยกลุ่มชนิดของโคพีพอดที่พบมากที่สุดคือ คาลานอยล์ ไซโคลพอยด์ ฮาร์แพคทิคอยด์ (ร้ อยละ 59.1±0.1, 27.9, 12.5) และสัดส่วนร้อยละของระยะการเติบโตของโคพีพอดที่พบมากที่สุดคือ&#xD;
นอเพลียส ตัวเต็มวัย โคพีโพดิด และตัวเต็มวัยที่มีไข่ (ร้อยละ 55.8±4.8, 24.5±3.4, 19.2±2.1, 0.5±0.2) ตามลำดับ ผลการทดลองสรุปได้ว่าโคพีพอดเจริญเติบโตได้ดีในน้ำที่ความเค็มต่ำ (28 ppt) และการเก็บเกี่ยวผลผลิต 2 ครั้ง ทำให้ผลผลิตของโคพีพอดมากขึ้น</summary>
    <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การศึกษาการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลของตัวติดตามแบบพาสซีฟทีเคลื่อนตัวตามมวลน้ำทะเลที่มีแหล่งกำเนิดจากปากแม่น้ำในบริเวณ อ่าวไทยตอนใน โดยใช้แบบจำลองอุทกพลศาสตร์</title>
    <link rel="alternate" href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4698" />
    <author>
      <name>อาวุธ หมั่นหาผล</name>
    </author>
    <author>
      <name>ศิราพร ทองอุดม</name>
    </author>
    <author>
      <name>อนุกูล บูรณประทีปรัตน์</name>
    </author>
    <id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4698</id>
    <updated>2022-09-21T09:24:31Z</updated>
    <published>2565-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การศึกษาการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลของตัวติดตามแบบพาสซีฟทีเคลื่อนตัวตามมวลน้ำทะเลที่มีแหล่งกำเนิดจากปากแม่น้ำในบริเวณ อ่าวไทยตอนใน โดยใช้แบบจำลองอุทกพลศาสตร์
Authors: อาวุธ หมั่นหาผล; ศิราพร ทองอุดม; อนุกูล บูรณประทีปรัตน์
Abstract: ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลของตัวติดตามแบบพาสซีฟที่เคลื่อนตัวตามมวลน้ำทะเลบริเวณอ่าวไทยตอนในโดยใช้แบบจำลองอุทกพลศาสตร์ ชื่อ Princeton Ocean Model (POM) ร่วมกับแบบจำลองการแพร่กระจายของตัวติดตามแบบพาสซีฟ ผลการศึกษา พบว่า ลักษณะการไหลเวียนของกระแสน้ำในช่วงฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีรูปแบบตามเข็มนาฬิกาและในช่วงฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือมีรูปแบบทวนเข็มนาฬิกา การไหลเวียนที่เปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาลเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการแพร่กระจายของตัวติดตามแบบพาสซีฟที่มีแหล่งกำเนิดมาจากแม่น้ำสายหลักในอ่าวไทยตอนใน โดยพบว่าการไหลเวียนในช่วงลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จะพัดพาตัวติดตามแบบพาสซีฟจากปากแม่น้ำต่าง ๆ เลียบชายฝั่งด้านเหนือไปสู่ชายฝั่งด้านตะวันออกของอ่าวไทยตอนใน ตัวติดตามแบบพาสซีฟที่เป็นสารอนุรักษ์ซึ่งเป็นตัวแทนของน้ำท่าจากแม่น้ำบางปะกงและแม่น้ำเจ้าพระยามีอิทธิพลต่อพื้นที่บริเวณชายฝั่งด้านตะวันออกของอ่าวไทยตอนในตลอดทั้งปี สัดส่วนร้อยละของตัวติดตามแบบพาสซีฟที่แพร่กระจายมาจากแม่น้ำบางปะกง เจ้าพระยา แม่กลอง และท่าจีน ที่ส่งผลต่อพื้นที่ด้านตะวันออกอยู่ในช่วงระหว่างร้อยละ 12.1-81.7, 18.3-47.9,0.0-46.1 และ 0.0-10.8 ตามลำดับ ส่วนกระแสน้ำในช่วงลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจะพัดพาตัวติดตามแบบพาสซีฟจากปากแม่น้ำต่าง ๆ เลียบชายฝั่งด้านเหนือไปสู่ชายฝั่งด้านตะวันตกของอ่าวไทยตอนในตัวติดตามแบบพาสซีฟจากปากแม่น้ำแม่กลองและปากแม่น้ำเจ้าพระยามีอิทธิพลต่อพื้นที่บริเวณชายฝั่ งด้านตะวันตกของอ่าวไทยตอนในเป็นส่วนใหญ่เช่นกัน โดยมีสัดส่วนร้อยละของตัวติดตามแบบพาสซีฟแพร่กระจายจากแม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำบางปะกง อยู่ในช่วงระหว่างร้อยละ 18.5-98.2, 0.0-68.2, 1.7-21.9 และ 0.0-6.1 ตามลำดับ ผลการจำลองการเคลื่อนที่ของตัวติดตามแบบพาสซีฟในแต่ละฤดูกาลสอดคล้องกับรายงานการเกิดปรากฎการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสีตามพื้นที่ในอดีตที่ผ่านมา</summary>
    <dc:date>2565-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ชนิดของอาหาร และระยะเวลาการเปลี่ยนอาหารต่ออัตรารอดและการเจริญเตบิโตของกุ้งเมดูซาวัยอ่อน (Latreutes anoplonyx)</title>
    <link rel="alternate" href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4599" />
    <author>
      <name>ศิรประภา ฟ้ากระจ่าง</name>
    </author>
    <author>
      <name>วรเทพ มุธุวรรณ</name>
    </author>
    <author>
      <name>ปรารถนา ควรดี</name>
    </author>
    <author>
      <name>ดวงทิพย์ อู่เงิน</name>
    </author>
    <author>
      <name>ชนะ เทศคง</name>
    </author>
    <id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4599</id>
    <updated>2022-10-15T10:10:47Z</updated>
    <published>2565-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ชนิดของอาหาร และระยะเวลาการเปลี่ยนอาหารต่ออัตรารอดและการเจริญเตบิโตของกุ้งเมดูซาวัยอ่อน (Latreutes anoplonyx)
Authors: ศิรประภา ฟ้ากระจ่าง; วรเทพ มุธุวรรณ; ปรารถนา ควรดี; ดวงทิพย์ อู่เงิน; ชนะ เทศคง
Abstract: เพื่อศึกษาชนิดของอาหาร และระยะเวลาการเปลี่ยนอาหารที่เหมาะสมต่ออัตรารอด และการเจริญเติบโตของกุ้ง เมดูซาวัยอ่อน Latreutes anoplonyx เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการอนุบาลลูกกุ้งเมดูซาให้มีการเจริญเติบโตสูงขึ้น และมีพัฒนาการเข้าสู่ระยะโพสลาร์วาเร็วขึ้น ด้วยโปรแกรมการให้อาหารต่างกัน 3 รูปแบบ ๆ ละ 3 ซ้ำ (CRD) โดยให้ลูกกุ้งระยะแรกฟักกินแพลงก์ตอนพืช (Chaetoceros sp.) 1.5x105 เซลล์/มิลลิลิตร จนลูกกุ้งมีอายุ 10 วัน และเริ่มให้แพลงก์ตอนสัตว์เมื่อ ลูกกุ้งเริ่มกินแพลงก์ตอนสัตว์ เมื่ออายุ 11 วัน ไปจนลูกกุ้งมีพัฒนาการเข้าสู่ระยะโพสลาร์วา โดยชุดการทดลองที่ 1 ให้ลูกกุ้งกินโรติเฟอร์เพียงชนิดเดียว (Brachionussp.) 5 เซลล์/มิลลิลิตร (T1 ) ส่วนชุดการทดลองที่ 2 ให้ลูกกุ้งกินโรติเฟอร์3 เซลล์/ มิลลิลิตร ผสมอาร์ทีเมีย (Artemiasp.) 1 เซลล์/มิลลิลิตร (T2&#xD;
) และชุดการทดลองที่ 3 ให้ลูกกุ้งกินโรติเฟอร์เพียงชนิดเดียว 5 เซลล์/มิลลิลิตร ไปจนลูกกุ้งมีอายุ 15 วัน แล้วปรับเปลี่ยนชนิดของอาหารมาเป็นอาร์ทีเมีย 1 เซลล์/มิลลิลิตร (T3 ) โดยใช้ ตู้ทดลอง ขนาด 20x20x25 เซนติเมตร (กว้างxยาวxสูง) จ านวน 9 ตู้ ปริมาตรน้ำ 5 ลิตร ความเค็มเท่ากับ 30 ppt ปล่อยลูกกุ้งความหนาแน่น 3 ตัว/ลิตร ผลการวิจัยพบว่าชนิดของอาหาร และระยะเวลาการเปลี่ยนอาหารไม่มีผลต่ออัตรารอด และระยะพัฒนาการ แต่มีผลต่อการเจริญเติบโตของลูกกุ้ง โดยมีอัตรารอดเฉลี่ย (+SE) ร้ อยละ 59.9+4.0, 66.7+3.9และ 66.7+6.7  ตามลำดับ (P&gt;0.05) และการอนุบาลลูกกุ้งด้วย T3 มีความยาวเหยียดเมื่อสิ้นสุดการทดลองเฉลี่ย (+SE) มากที่สุด 6.20+0.00 มิลลิเมตร (P&lt;0.05) และลูกกุ้งมีระยะพัฒนาการ ระยะซูเอีย 9 ระยะ แล้วเข้าสู่ระยะโพสลาร์วา เมื่ออายุ 17, 15 และ 15 วัน ตามลำดับ (P&lt;0.05) สรุปว่า ควรให้คีโตเซอรอสจนลูกกุ้งมีอายุ 10 วัน แล้วปรับเปลี่ยนเป็นโรติเฟอร์เพียงชนิดเดียวจนลูกกุ้ง มีอายุ 15 วัน แล้วปรับเปลี่ยนเป็นอาร์ทีเมียจนลูกกุ้งมีพัฒนาการเข้าสู่ระยะโพสลาร์วา เนื่องจากช่วยเพิ่มการเจริญเติบโตของลูกกุ้งให้สูงขึ้น และมีพัฒนาการเข้าสู่ระยะโพสลาร์วาเร็วขึ้น</summary>
    <dc:date>2565-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

