<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Collection:</title>
  <link rel="alternate" href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4751" />
  <subtitle />
  <id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4751</id>
  <updated>2026-05-18T15:58:28Z</updated>
  <dc:date>2026-05-18T15:58:28Z</dc:date>
  <entry>
    <title>การจำแนกทักษะของวิศวกรซอฟต์แวร์สำหรับสร้างตัวแบบสมรรถนะตามความต้องการขององค์กรซอฟต์แวร์ในประเทศไทย</title>
    <link rel="alternate" href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17752" />
    <author>
      <name>ณัฐพร ภักดี</name>
    </author>
    <id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17752</id>
    <updated>2026-05-02T05:49:07Z</updated>
    <published>2568-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การจำแนกทักษะของวิศวกรซอฟต์แวร์สำหรับสร้างตัวแบบสมรรถนะตามความต้องการขององค์กรซอฟต์แวร์ในประเทศไทย
Authors: ณัฐพร ภักดี
Abstract: งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะหืทักษะที่เป็นที่ต้องการในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ของ&#xD;
ประเทศไทย โดยมุ่งเน้นทั้งทักษะทางเทคนิค (Technical Skills) และทักษะด้านบุคคล (Soft Skills) ที่ปรากฏในประกาศรับสมัครงาน โดยใช้เทคนิคการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing: NLP) เพื่อดึงข้อมูลเชิงลึกจากข้ความประกาศงาน ข้อมูลถูกเก็บจากเว็บไซตื JobThai และ LinkedIn ในช่วงปี 2023–2024 จากนั้นผ่านกระบวนการทำความสะอาดข้อมูล การตัดคำ การลบคำซ้ำ และการวิเคราะหืความถี่ของทักษะในแต่ละตำแหน่งงาน ผลการศึกษาพบว่า ทักษะด้าน Programming Languages เช่น Java, SQL และ Python เป็นที่ต้องการสูงที่สุดในเกือบทุกตำแหน่ง ขณะที่ทักษะด้านบุคคล เช่น Communication, Collaborate และ Problem-Solving เป็นทักษะหลักที่ปรากฏอย่างสม่ำเสมอในทุกตำแหน่งเช่นกัน&#xD;
นอกจากนี้ยังมีการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของโมเดลการทำนายตำแหน่งงานโดยใช้เทคนิค&#xD;
Machine Learning ได้แก่ Random Forest, Nave Bayes และ XGBoost และ Deep Learning&#xD;
ได้แก่ LSTM ผลลัพธ์พบว่า Random Forest ให้ผลดีที่สุด ผลที่ได้จากงานวิจัยนี้สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลสำหรับการปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนให้ตอบโจทยืตลาดแรงงาน และการใช้โมเดลเชิงพยากรณ์เพื่อแนะนำทักษะที่เหมาะสมในอนาคต</summary>
    <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>โครงการวิจัยการพัฒนามอดูลการวัดความซับซ้อนของซอร์สโค้ดสำหรับแพลตฟอร์มการเรียนรู้การเขียนโปรแกรม</title>
    <link rel="alternate" href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17751" />
    <author>
      <name>พีระศักดิ์ เพียรประสิทธิ์</name>
    </author>
    <author>
      <name>ณัฐพร ภักดี</name>
    </author>
    <id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17751</id>
    <updated>2026-04-29T02:24:04Z</updated>
    <published>2567-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: โครงการวิจัยการพัฒนามอดูลการวัดความซับซ้อนของซอร์สโค้ดสำหรับแพลตฟอร์มการเรียนรู้การเขียนโปรแกรม
Authors: พีระศักดิ์ เพียรประสิทธิ์; ณัฐพร ภักดี
Abstract: งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนามอดูลการวัดผลความซับซ้อนของซอร์สโค๊ดสำหรับ แพลตฟอร์มการเรียนรู้การเขียนโปรแกรม ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการเรียนการสอนที่เกี่ยวข้องกับการเขียนโปรแกรม ปัจจุบันแพลตฟอร์มนี้มีฟังก์ชันต่าง ๆ เช่น การกำหนดปัญหา การมอบหมายงานให้นักเรียน และการตรวจประเมินความถูกต้องของซอร์สโค๊ดและรายงานผลคะแนนของผู้เรียน วัตถุประสงค์ของแพลตฟอร์มนี้คือเพื่อทำให้การสอนและการเรียนรู้เข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับผู้สอนและนักเรียน มอดูลการวัดความซับซ้อนของซอร์สโค๊ดที่พัฒนาขึ้นนี้จะใช้วัดค่าความซับซ้อนของซอร์สโค๊ดของผู้เรียนในแตAละโจทย์ปัญหา โดยใช้การวัดด้วย Cyclomatic metrics และ Object Oriented Design Metrics (C-K metrics) ผลลัพธUจากรายงานความซับซ้อนของซอร์สโค๊ดของผู้เรียนแต่ละโจทย์ปัญหาจะสะท้อนถึงระดับความยากง่ายของโจทย์ปัญหา และใช้เป็นข้มูลสนับสนุนผู้สอนในการตัดสินใจเลือกโจทย์ปัญหาสำหรับการเขียนโปรแกรม โดยคำนึงถึงระดับความยากของคำถามที่เหมาะสมกับนักเรียน และสร้างผลลัพธ์การเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนให้เหมาะสม ข้อมูลนี้อาจถูกนำไปใช้ในการกำหนดงาน ประเมินระดับทักษะความรู้ความสามารถของนักเรียน และปรับกิจกรรมการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับทักษะของผู้เรียน</summary>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การประยุกต์ใช้งานความเป็นจริงเสริมในงานด้านอุตสาหกรรมอัตโนมัติ (ระยะที่ 2)</title>
    <link rel="alternate" href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17750" />
    <author>
      <name>ประจักษ์ จิตเงินมะดัน</name>
    </author>
    <id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17750</id>
    <updated>2026-04-23T09:08:25Z</updated>
    <published>2567-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การประยุกต์ใช้งานความเป็นจริงเสริมในงานด้านอุตสาหกรรมอัตโนมัติ (ระยะที่ 2)
Authors: ประจักษ์ จิตเงินมะดัน
Abstract: ในอุตสาหกรรมและเทคนิคการผลิตสมัยใหม่ การบำรุงรักษาที่รวดเร็วและแม่นยำเป็นแนวคิดที่สำคัญอย่างยิ่ง การศึกษานี้ได้นำเสนอระบบผู้เชี่ยวชาญระยะไกลที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งเปลี่ยนแปลงการบำรุงรักษาในอุตสาหกรรมอัตโนมัติผ่านการบูรณาการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความเป็นจริงผสม (MR) และการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (NLP) เข้าด้วยกัน โดยมีการทดสอบการนำไปใช้งานด้วยโมเดล YOLOv8s บนอุปกรณ์แว่น Microsoft HoloLens 2 สำหรับการรู้จำวัตถุแบบเรียลไทม์และการตรวจจับสถานะไฟแสดง LED บนอุปกรณ์ PLCnext ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานซ่อมบำรุงได้รับข้อมูลการตรวจสอบและวินิจฉัยในทันที การตรวจสอบความถูกต้องด้วยการทดลองและการทดสอบภาคสนามแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของระบบที่มีประสิทธิภาพด้วยค่า mAP50 ที่ 0.993 และ mAP50-95 ที่ 0.844 และระบบสามารถสร้างคำแนะนำในการซ่อมบำรุงเครื่องจักรโดยใช้โมเดล NLP ที่ได้รับการพัฒนาเสริมข้อมูลเฉพาะทาง ซึ่งสามารถให้คำแนะนำเฉพาะทางแบบอัตโนมัติตามปัญหาที่ระบุ โดยแนวทางในการพัฒนานวัตกรรมนี้ สร้างกระบวนทัศน์ใหม่สำหรับการซ่อมบำรุงในอุตสาหกรรมอัตโนมัติที่ช่วยลดเวลาหยุดทำงานของเครื่องจักรอย่างมีนัยสำคัญ เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และลดต้นทุนการบำรุงรักษาในภาพรวม</summary>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การศึกษาความเป็นไปได้ด้านการออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลบนพื้นฐานของเทคโนโลยี PLCnext (ระยะที่ 2)</title>
    <link rel="alternate" href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17749" />
    <author>
      <name>ประจักษ์ จิตเงินมะดัน</name>
    </author>
    <id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17749</id>
    <updated>2026-04-23T08:39:57Z</updated>
    <published>2568-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การศึกษาความเป็นไปได้ด้านการออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลบนพื้นฐานของเทคโนโลยี PLCnext (ระยะที่ 2)
Authors: ประจักษ์ จิตเงินมะดัน
Abstract: งานวิจัยนี้ศึกษาความเป็นไปได้ในการออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัล (Digital Twin) บนพื้นฐานของเทคโนโลยี PLCnext โดยมุ่งเน้นการประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตอัตโนมัติ การวิจัยแบ่งเป็นสองระยะ โดยระยะที่ 1 เน้นการศึกษาและทดสอบโปรโตคอลการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์จริงกับแบบจำลองดิจิทัล และระยะที่ 2 พัฒนาความสามารถในการวิเคราะห์และทำนายด้วยโครงข่ายประสาทเทียม ผลการศึกษาพบว่าโปรโตคอล MQTT มีประสิทธิภาพสูงในการส่งข้อมูลจากอุปกรณ์ PLCnext ไปยังแพลตฟอร์ม IoT ขณะที่ WebSocket เหมาะสมกับการดึงข้อมูลแบบเรียลไทม์จากแพลตฟอร์มไปยัง Unity การพัฒนา แบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียมแบบไฮบริด CNN-LSTM สามารถทำนายพารามิเตอร์การผลิตได้แม่นยำกว่าแบบจำลองเดี่ยว โดยมีค่า mAP50 ที่ 63.8% เปรียบเทียบกับ LSTM ที่ 57.2% และ CNN ที่ 51.9% ปัจจัยที่ส่งผลต่ออุณหภูมิกระบวนการมากที่สุดคือความเร็วการหมุน (55%) แรงบิด (22%) และการสึกหรอของเครื่องมือ (15%) การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการปรับปรุงกระบวนการผลิตและการบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ในอุตสาหกรรม 4.0</summary>
    <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

