<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Collection:</title>
  <link rel="alternate" href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4748" />
  <subtitle />
  <id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4748</id>
  <updated>2026-05-25T05:54:49Z</updated>
  <dc:date>2026-05-25T05:54:49Z</dc:date>
  <entry>
    <title>โครงการพัฒนาระบบดูแลสุขภาพแบบดิจิตอลโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพา</title>
    <link rel="alternate" href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17773" />
    <author>
      <name>ออมทรัพย์ พิกุลณี</name>
    </author>
    <author>
      <name>เวธกา กลิ่นวิชิต</name>
    </author>
    <author>
      <name>อโณทัย จัตุพร</name>
    </author>
    <author>
      <name>นฤตย์ คุ้มยา</name>
    </author>
    <author>
      <name>ผกาพรรณ ดินชูไท</name>
    </author>
    <author>
      <name>ทันยา ใจดี</name>
    </author>
    <author>
      <name>ชัยวัฒน์ ปฐมพรสุริยะ</name>
    </author>
    <id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17773</id>
    <updated>2026-05-19T02:54:12Z</updated>
    <published>2567-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: โครงการพัฒนาระบบดูแลสุขภาพแบบดิจิตอลโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพา
Authors: ออมทรัพย์ พิกุลณี; เวธกา กลิ่นวิชิต; อโณทัย จัตุพร; นฤตย์ คุ้มยา; ผกาพรรณ ดินชูไท; ทันยา ใจดี; ชัยวัฒน์ ปฐมพรสุริยะ
Abstract: บทนำและวัตถุประสงค์: โครงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบดูแลสุขภาพแบบดิจิตอลของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพา (BUH-Digital Health Care) โดยมุ่งเน้นการพัฒนาระบบที่ครอบคลุมการ บริหารจัดการโปรแกรมตรวจสุขภาพ ประกอบด้วยฟังก์ชันการนัดหมาย การเข้าถึงผลตรวจ และการแจ้งเตือน ผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการแก่ผู้รับบริการ ทั้งนี้ยังมีการนำระบบไปใช้ในศูนย์ ส่งเสริมสุขภาพระดับพรีเมียมเพื่อประเมินผลการใช้งานและความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ&#xD;
วิธีการศึกษา: การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) โดยดำเนินการใน 3 ระยะ ได้แก่ 1) การพัฒนา ระบบดูแลสุขภาพดิจิตอล 2) การนำระบบมาใช้จริง และ 3) การประเมินผลระบบจากกลุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยได้ ทำการฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ก่อนนำระบบมาใช้งานจริง และทำการสุ่มเก็บข้อมูลจากผู้รับบริการที่ ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพระดับพรีเมียม โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพา จำนวน 417 คน โดยใช้แบบสอบถามใน การประเมินความพึงพอใจ&#xD;
ผลการศึกษา: จากการวิจัยพบว่า ระบบดูแลสุขภาพดิจิทัล (Wellness Program Management) ที่พัฒนาขึ้นสามารถช่วยเพิ่มความสะดวกในการนัดหมายและลดระยะเวลารอคอยของผู้รับบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผลการวิเคราะห์พบว่า ระยะเวลารอพบแพทย์ลดลงจากเฉลี่ย 97.54 นาที (SD = 39.38) ในปี พ.ศ. 2566 เหลือ 90.33 นาที (SD = 32.84) ในปี พ.ศ. 2567 ขณะที่ระยะเวลารอในโรงพยาบาลลดลงจาก 135.14 นาที (SD = 32.91) เหลือ 115.56 นาที (SD = 30.44) ซึ่งผลการทดสอบด้วย Mann-Whitney U test พบว่ามี ความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) นอกจากนี้ ความพึงพอใจของผู้ใช้บริการโดยรวมอยู่ที่ 79.2% โดยมีความพึงพอใจต่อระบบนัดหมายตรวจสุขภาพอยู่ที่ 80.6% และต่อ BUU Hospital Mobile Application อยู่ที่ 78% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าระบบที่พัฒนาขึ้นสามารถตอบโจทย์การให้บริการด้านสุขภาพได้ อย่างครอบคลุมและเป็นที่ยอมรับของผู้รับบริการ&#xD;
สรุป: การพัฒนาระบบดูแลสุขภาพดิจิตอลในโครงการนี้ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ช่วยเพิ่ม ประสิทธิภาพการให้บริการ ลดระยะเวลารอคอย และเพิ่มความพึงพอใจของผู้รับบริการ ระบบที่พัฒนาขึ้น สามารถนำไปใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนาระบบดูแลสุขภาพดิจิตอลในโรงพยาบาลและหน่วยงานด้านสุขภาพ อื่น ๆ ต่อไป</summary>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การเปรียบเทียบผลของการหยุดยาไฮโดรคอร์ติโซนแบบฉับพลันกับการหยุดยาไฮโดรคอร์ติโซนแบบลดขนาดยาก่อนหยุดยาในผู้ป่วยที่มีภาวะช็อกจากการติดเชื้อต่อการเริ่มต้นใหม่ของยากระตุ้นความดัน</title>
    <link rel="alternate" href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17771" />
    <author>
      <name>ระวีวรรณ วิฑูรย์</name>
    </author>
    <author>
      <name>อวฤทธิ์ โภคาธิกรณ์</name>
    </author>
    <author>
      <name>ภูรีพัทธ์ อรรถเวชกุล</name>
    </author>
    <id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17771</id>
    <updated>2026-05-18T02:19:39Z</updated>
    <published>2568-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การเปรียบเทียบผลของการหยุดยาไฮโดรคอร์ติโซนแบบฉับพลันกับการหยุดยาไฮโดรคอร์ติโซนแบบลดขนาดยาก่อนหยุดยาในผู้ป่วยที่มีภาวะช็อกจากการติดเชื้อต่อการเริ่มต้นใหม่ของยากระตุ้นความดัน
Authors: ระวีวรรณ วิฑูรย์; อวฤทธิ์ โภคาธิกรณ์; ภูรีพัทธ์ อรรถเวชกุล
Abstract: บทนำ: ภาวะช็อคจากการติดเชื้อเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในเวชปฏิบัติและเป็นหนึ่งในสาเหตุของการเสียชีวิต การใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์เพื่อแก้ไขภาวะช็อคถูกนำมาใช้เป็นการรักษามาตรฐานในปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ดีวิธีการยุติการให้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน วิธีการศึกษา: การศึกษานี้เป็นการทดลองไปข้างหน้าแบบสุ่ม ในผู้ป่วยช็อคจากการติดเชื้อผู้ซึ่งได้รับยากระตุ้นหลอดเลือดร่วมกับยาคอร์ติโคสเตียรอยด์เพื่อแก้ไขภาวะช็อค แบ่งเป็นสองกลุ่มคือกลุ่มที่หยุดการใช้ยาไฮโดรคอร์ติโซนชนิดฉับพลัน และกลุ่มที่หยุดการใช้ยาไฮโดรคอร์ติโซนชนิดลดยาก่อนหยุดยา โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเปรียบเทียบอัตราการกลับมาใช้ยากระตุ้นหัวใจซ้ าภายใน 72 ชั่วโมง และวัตถุประสงค์รองเพื่อเปรียบเทียบอัตราการรอดชีวิต ระยะเวลาการนอนโรงพยาบาล และผลข้างเคียงจากยาผลการศึกษา: ผู้ป่วยช็อคจากการติดเชื้อโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพา 44 รายเข้าร่วมการศึกษา (กลุ่มหยุดยาฉับพลัน 22 รายและกลุ่มลดขนาดยาก่อนหยุดยา 22 ราย) ลักษณะพื้นฐานของผู้ป่วยส่วนใหญ่มีความคล้ายคลึงกัน ยกเว้นกลุ่มหยุดยาฉับพลันมีอายุเฉลี่ยสูงกว่า (75.23 ± 10.45 ปี vs 64.36 ± 19.98 ปี, p = 0.031) ผลการศึกษาพบอัตราการเริ่มต้นใหม่ของยากระตุ้นความดันภายใน 72 ชั่วโมงสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในกลุ่มลดขนาดยาก่อนหยุดยาเมื่อเทียบกับกลุ่มที่หยุดยาฉับพลัน (40.9% และ 4.5% ; p=0.004) ในขณะที่อัตราการเสียชีวิตในโรงพยาบาล และอัตราการเสียชีวิตภายใน 30 วัน ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (54.5% และ 36.4%; p=0.226) (50% และ 31.8%, p=0.22) ตามลำดับ การเกิดภาวะแทรกซ้อนทางคลินิก กลุ่มหยุดยาฉับพลัน พบภาวะโซเดียมในเลือดสูงได้มากกว่าคือร้อยละ 59.1 เทียบกับ 27.3 (p=0.033) และพบภาวะโพแทสเซียมต่ าได้บ่อยกว่า (81.8% และ 50% ;p=0.026) สรุป: การหยุดยาไฮโดรคอร์ติโซนชนิดแบบฉับพลันในผู้ป่วยช็อคจากการติดเชื้อ มีอัตราการกลับมาใช้ยากระตุ้นความดันซ้ำภายใน 72 ชั่วโมงน้อยกว่าการหยุดยาแบบลดขนาดอย่างมีนัยสำ คัญทางสถิติ แม้ว่าจะพบภาวะโซเดียมในเลือดสูงและโพแทสเซียมในเลือดต่ำได้บ่อยกว่า แต่อย่างไรก็ดียังไม่พบความแตกต่างของอัตราการเสียชีวิตในโรงพยาบาลและภายใน 30 วัน</summary>
    <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การศึกษาผลการสอนสุขศึกษา เรื่อง การปฏิบัติตัวหลังทำผ่าตัดต้อกระจกโดยใช้สื่อวิดิทัศน์กับผู้ป่วยผ่าตัดต้อกระจก</title>
    <link rel="alternate" href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17741" />
    <author>
      <name>อังคนา อัศวบุญญาเดช</name>
    </author>
    <author>
      <name>ดุจดาว ศุภจิตกุลชัย</name>
    </author>
    <author>
      <name>วริศนันท์ ปุรณะวิทย์</name>
    </author>
    <id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17741</id>
    <updated>2026-04-08T07:00:59Z</updated>
    <published>2563-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การศึกษาผลการสอนสุขศึกษา เรื่อง การปฏิบัติตัวหลังทำผ่าตัดต้อกระจกโดยใช้สื่อวิดิทัศน์กับผู้ป่วยผ่าตัดต้อกระจก
Authors: อังคนา อัศวบุญญาเดช; ดุจดาว ศุภจิตกุลชัย; วริศนันท์ ปุรณะวิทย์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการสอนสุขศึกษาเรื่องการปฏิบัติตัวหลังทำผ่าตัดต้อกระจกโดยใช้สื่อวีดิทัศน์กับผู้ป่วยผ่าตัดต้อกระจก กลุ่มตัวอย่าง เป็นผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคต้อกระจกและได้รับการผ่าตัดต้อกระจกที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพา ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ถึง 31 กรกฎาคม 2563 รวม 35 คน โดยไม่มีการสุ่มตัวอย่าง ได้รับการสอนสุขศึกษาด้วยสื่อวีดิทัศน์เรื่องการปฏิบัติตัวหลังทำผ่าตัดต้อกระจก โดยทำแบบทดสอบก่อนและหลังการชมสื่อวีดิทัศน์ (pre-post test) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1. สื่อวีดิทัศน์ ที่ได้ผ่านการพิจารณาความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน 2. แบบทดสอบเรื่องความรู้ ความเข้าใจ เรื่องโรคต้อกระจกและการปฏิบัติตัวหลังทำผ่าตัดต้อกระจก  ตรวจสอบความเที่ยงตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน  พบว่า มีค่าดัชนีความตรงมากกว่า 0.6 ทุกข้อ ความตรงทั้งฉบับ มีค่าเท่ากับ 0.76 ตรวจสอบความเชื่อมั่นของเครื่องมือ (reliability) โดยนำเครื่องมือไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับประชากรในการวิจัยทำการประเมินหาค่าความเชื่อมั่นโดยหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียรสัน (pearson product moment correlation) มีค่าเท่ากับ 0.6 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการทดสอบค่าที (t-test) ผลการศึกษาพบว่า &#xD;
1. สื่อวีดิทัศน์เรื่องการปฏิบัติตัวหลังทำผ่าตัดต้อกระจก สามารถสื่อความรู้และสร้างความเข้าใจให้กับผู้ป่วยผ่าตัดต้อกระจกเพิ่มขึ้น&#xD;
2. ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความรู้ ความเข้าใจเรื่องโรคต้อกระจก และการปฏิบัติตัวหลังทำผ่าตัดต้อกระจกหลังจากได้รับชมสื่อวีดิทัศน์มีคะแนนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (P ? 0.05)&#xD;
 ผลจากการวิจัยนี้ หน่วยงานสามารถนำสื่อวีดิทัศน์ใช้ในการสอนสุขศึกษาให้กับผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจก ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถนำความรู้ที่ได้ไปปฏิบัติ เพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดต้อกระจก ซึ่งอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นถาวรได้ หากปฏิบัติตัวได้ไม่ถูกต้อง และสามารถเข้าถึงสื่อได้โดยง่ายจาก QR code ทำให้สามารถนำไปปฏิบัติตัวต่อเนื่องที่บ้าน
Description: ผลงานวิจัยฉบับนี้ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจาก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ประเภทงบประมาณเงินรายได้ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563</summary>
    <dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การออกแบบหุ่นฝึกทำหัตถการใส่สายสวนหลอดเลือดทางสะดือในทารกแรกเกิด</title>
    <link rel="alternate" href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17740" />
    <author>
      <name>ปราการ ทัตติยกุล</name>
    </author>
    <author>
      <name>กิตติ อรุณจรัสธรรม</name>
    </author>
    <author>
      <name>พร้อมพงศ์ อนุชิตชาญชัย</name>
    </author>
    <author>
      <name>ปัญญา อรุณจรัสธรรม</name>
    </author>
    <id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17740</id>
    <updated>2026-04-01T05:32:46Z</updated>
    <published>2561-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การออกแบบหุ่นฝึกทำหัตถการใส่สายสวนหลอดเลือดทางสะดือในทารกแรกเกิด
Authors: ปราการ ทัตติยกุล; กิตติ อรุณจรัสธรรม; พร้อมพงศ์ อนุชิตชาญชัย; ปัญญา อรุณจรัสธรรม
Abstract: กุมารแพทย์สาขาทารกแรกเกิดและปริกำเนิดมีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับผู้ป่วยทารกแรกเกิดในประเทศไทย ดังนั้นการรักษาผู้ป่วยทารกแรกเกิดและหัตถการเกี่ยวกับทารกแรกเกิดจำนวนมากจำเป็นต้องกระทำโดยกุมารแพทย์หรือแพทย์ทั่วไป ซึ่งหัตถการการใส่สายสวนสะดือนั้นเป็นหัตถการที่ทำเมื่อจำเป็นซึ่งมักจะเกิดขึ้นเมื่อมีภาวะวิกฤตเกิดขึ้นกับผู้ป่วย โดยมากมักจะไม่สามารถเตรียมการล่วงหน้าได้และมักเกิดขึ้นในยามวิกาล ดังนั้นหากกุมารแพทย์และแพทย์ทั่วไปสามารถทำหัตถการดังกล่าวได้อย่างเชี่ยวชาญก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อชีวิตและการเกิดภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยทารกแรกเกิดในพื้นที่ที่ขาดแคลนกุมารแพทย์สาขาทารกแรกเกิดและปริกำเนิด จึงมีความจำเป็นที่แพทย์ทั่วไปจะต้องทำหัตถการนี้ได้ ดังนั้นทางสถาบันผลิตแพทย์จึงจำเป็นต้องหันมาสนใจหุ่นฝึกทำหัตถการ เพื่อนำมาทดแทนหรือเพิ่มเติมให้นักศึกษาแพทย์ได้ฝึกหัดเพิ่มขึ้น การศึกษาครั้งนี้ได้นำเสนอการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการออกแบบสำหรับออกแบบและสร้างหุ่นฝึกทำหัตถการใส่สายสวนสะดือในเด็กแรกเกิด ผลที่ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าสามารถออกแบบและสร้างหุ่นฝึกทำหัตถการใส่สายสวนสะดือในเด็กแรกเกิดได้หลากหลายรูปแบบและใช้ฝึกทำหัตถการเพื่อเพิ่มความชำนาญให้แก่แพทย์และนักศึกษาแพทย์ได้</summary>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

