<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Community: สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล</title>
  <link rel="alternate" href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4729" />
  <subtitle>สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล</subtitle>
  <id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4729</id>
  <updated>2026-05-12T10:19:40Z</updated>
  <dc:date>2026-05-12T10:19:40Z</dc:date>
  <entry>
    <title>การสะสมสารโพลีไซคลิก อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอนในสัตว์น้ำเศรษฐกิจ และดินตะกอนบริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออกของประเทศไทย</title>
    <link rel="alternate" href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17765" />
    <author>
      <name>ไพฑูรย์ มกกงไผ่</name>
    </author>
    <author>
      <name>ปิยะวรรณ ศรีวิลาศ</name>
    </author>
    <author>
      <name>พิชาญ สว่างวงศ์</name>
    </author>
    <author>
      <name>กานต์พิชชา ใจดี</name>
    </author>
    <id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17765</id>
    <updated>2026-05-10T09:58:05Z</updated>
    <published>2550-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การสะสมสารโพลีไซคลิก อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอนในสัตว์น้ำเศรษฐกิจ และดินตะกอนบริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออกของประเทศไทย
Authors: ไพฑูรย์ มกกงไผ่; ปิยะวรรณ ศรีวิลาศ; พิชาญ สว่างวงศ์; กานต์พิชชา ใจดี
Description: ภายใต้แผนงานวิจัย เรื่อง การใช้ตัวชี้วัดชีวภาพในการประเมินทรัพยากรสิ่งมีชีวิตแนวช่ายฝั่งของจังหวัดชลบุรี.</summary>
    <dc:date>2550-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การศึกษาสภาวะที่เหมาะสมในการสร้างสารแอนติไบโอติกจากราที่เป็นเอ็นโดไฟท์และแอคติโนมัยซีทบริเวณรากพืชป่าชายเลน</title>
    <link rel="alternate" href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17762" />
    <author>
      <name>รัตนาภรณ์ ศรีวิบูลย์</name>
    </author>
    <author>
      <name>อภิรดี ปิลันธนภาคย์</name>
    </author>
    <id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17762</id>
    <updated>2026-05-09T13:06:23Z</updated>
    <published>2554-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การศึกษาสภาวะที่เหมาะสมในการสร้างสารแอนติไบโอติกจากราที่เป็นเอ็นโดไฟท์และแอคติโนมัยซีทบริเวณรากพืชป่าชายเลน
Authors: รัตนาภรณ์ ศรีวิบูลย์; อภิรดี ปิลันธนภาคย์
Abstract: จากการคัดเลือกแอคติโนมัยซีนที่สามารถสร้างสารรงควัตถุสีแดง จำนวน 7 ไอโซเลต นำมาเลี้ยงด้วยอาหารต่าง ๆ กันคือ อาหาร ISP2 อาหาร Soybean meal อาหาร Oatmeal อาหาร ISP2+ น้ำมันงา และ อาหาร ISP+2 น้ำมันปลา และตรวจสอบการสร้างรงควัตถุและฤทธิ์ยับยั้งจุลินทรีย์ในขณะเดียวกันพบว่าอาหาร ISP2 ที่ไม่เติมอาหารธรรมชาติอื่น ๆ ให้ผลการสร้างสารรงควัตถุและให้ฤทธิ์ยับยั้งที่ดีกว่า และเลือกแอคติโนมัยซีทที่สามารถสร้างสารรงควัตถุที่สร้างรงควัตถุสีแดง หรือ แดงคล้ำ มาเลี้ยงในอาหาร ISP2 เพื่อสกัดสารรงควัตถุให้ได้ปริมาณมาก พบว่าแอคติโนมัยซีท 54-4 เมื่อเลี้ยงด้วยอาหาร ISP2 สามารถสร้างรงควัตถุสีแดง ได้ปริมาณ 0.15 0 กรัม/ อาหาร 1 ลิตร จากการสกัดด้วย Ethyl acetate เมื่อนำสารสกัดหยาบของแอคติโนมัยซีท 54-4 มาทำให้บริสุทธิ์บางส่วน ด้วยคอลัมน์โครมาโทรกราฟี พบว่ามีสารสีแดง สีส้ม และสีชมพู จำนวนมากไม่ต่ำกว่า 40 ชนิด แต่ไม่พบว่าแอคติโนมัยซีท 54-4 สร้างสารโพรดิจิโอชิน แต่อาจสร้างสารที่คล้ายโพรดิจิโอชินหลายชนิด สารสกัดหยาบของ แอดคิโนมัยซีท A16-1 ให้สารรงควัตถุสีแดงจำนวนมากเช่นกัน และมี spectrum peak ที่ใกล้เคียงกัน คือ A16-1 ให้ spectrum peak สูงสุดที่ 480 nm ในขณะที่สารจาก แอคติโนมัยซีท 54-4 ให้ spectrum peak สูงสุดที่ 520 nm และ 560 ผลจากการตรวจสอบสารที่ทำให้บริสุทธิ์บางส่วนของแอคติโนมัยซีท 54-4 ด้วย HPLC พบว่าสารใน traction ที่ 8-15 พบว่ามี peak ที่ชัดเจนอยู่2 peak ที่ค่า Rt ที่ 23 และ Rt ที่ 27 นาที และที่ Rt 23 นาทีจะพบ 2 peaks ระหว่าง 220-270 nm และพบ 3 peaks อยู่ระหว่าง 450-550 nm ซึ่ง peaks เหล่านี้คล้ายคลึงกับ peak ที่พบในสารสกัดหยาบ ส่วนแอคติโนมัยซีท A1-3 และ A3-3 ให้สารสีแดงม่วงน้ำตาล และสีม่วงน้ำเงิน ตามลำดับ และสารสกัดหยาบของแอคติโนมัยซีท 54-5 ไม่ให้ฤทธิ์ยับยั้งต่อเซลล์มะเร็งช่องปาก (KB) สารสกัดหยาบจากเชื้อทุกตัวให้ฤทธิ์ยับยั้งจุลินทรีย์ แต่เฉพาะแอคติโนมัยซีท 54-4 และ A16-1 ให้ฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งด้วย โดยแอคติโนมัยซีท 54-4 ยับยั้งเซลล์มะเร็งปากมดลูก มีค่า IC =8.50 ug/ml ส่วนสารจาก A16-1ออกฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งเต้านม มีค่า IC50 = 1.72, 1.56, 3.10 และ 2.61 ug/ml ใน fraction ที่ 5,6,7-8 และ 9-12 ตามลำดับซึ่งนับว่าออกฤทธิ์แรงมากกว่า doxorubicine ซึ่งเป็นยารักษาโรคมะเร็งในปัจจุบัน นอกจากนี้ สารสกัดหยาบของแอคติโนมัยซีททั้ง 54-4 และ A16-1 สามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวด้วยเช่นกัน จากการหาลำดับเบสของ 16S rDNA ยีน พบว่าแอคติโนมัยซีททั้ง 2 ชนิดเป็นแอคติโนมัยซีทในจีนัส Streptomyces ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเป็นสปีชีส์ใหม่</summary>
    <dc:date>2554-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การพัฒนาการผลิตวัคซีนและสารเสริมอาหารโดยเทคนิคการตรึงเพื่อกระตุ้นภูมิค้มกันของปลาทะเลต่อปรสิตสัตว์น้ำหรือแบคทีเรีย</title>
    <link rel="alternate" href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17758" />
    <author>
      <name>สุพรรณี ลีโทชวลิต</name>
    </author>
    <author>
      <name>จันทร์จรัส วัฒนโชติ</name>
    </author>
    <author>
      <name>จารุนันท์ ประทุมยศ</name>
    </author>
    <author>
      <name>ศรันยู คำเมือง</name>
    </author>
    <author>
      <name>รักฤดี สารธิมา</name>
    </author>
    <id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17758</id>
    <updated>2026-05-07T07:08:17Z</updated>
    <published>2556-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาการผลิตวัคซีนและสารเสริมอาหารโดยเทคนิคการตรึงเพื่อกระตุ้นภูมิค้มกันของปลาทะเลต่อปรสิตสัตว์น้ำหรือแบคทีเรีย
Authors: สุพรรณี ลีโทชวลิต; จันทร์จรัส วัฒนโชติ; จารุนันท์ ประทุมยศ; ศรันยู คำเมือง; รักฤดี สารธิมา
Abstract: การเลี้ยงยีสต์ Pichia sp. ในอาหารเลี้ยงเชื้อกากชานอ้อยที่ความเค็ม 25 พีพีที เป็นเวลา 96 ชั่วโมง มีการเจริญสูงสุดในระยะเวลาการเลี้ยงที่ 72 ชั่วโมง และมีจำนวนเซลล์เท่ากับ 2.45x10 8 เซลล์ ต่อมิลลิลิตร จากการวิเคราะห์ชนิดและปริมาณกรดไขมันจากเม็ดเจลที่ตรึงยีสต์ Pichia sp. ด้วยแคลเซียมอัลจิเนต พบกรดปาล์มมิติกเป็นองค์ประกอบหลักมากที่สุด ร้อยละ 21.20+- 0.57 กรดโอเลอิก และกรดไลโนเลอิก ร้อยละ 17.83+- 0.35 และ 3.14 +-0.10 ตามลำดับ ในขณะที่พบกรดไขมันอิ่มตัว และกรดไขมันอิ่มตัวเชิงเดียวทั้งหมดในเม็ดเจลแห้ง ร้อยละ 32.61 และ 20.36 ตามลำดับ ในการตรึงเซลล์ยีสต์พบว่า โซเดียมอัลจิเนตที่ความเข้มข้น ร้อยละ 1.2 และแคลเซียมคลอไรด์ ร้อยละ 1.5 มีความเหมาะสมมากที่สุด"</summary>
    <dc:date>2556-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ชีววิทยาบางประการและชนิดอาหารในการอนุบาลกุ้งพยาบาลลายทาง (Lysmata cf. vittata) เบื้องต้น</title>
    <link rel="alternate" href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17693" />
    <author>
      <name>ชนะ เทศคง</name>
    </author>
    <author>
      <name>ธนกฤต คุ้มเศรณี</name>
    </author>
    <author>
      <name>ฑิฆัมพร นามกร</name>
    </author>
    <id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17693</id>
    <updated>2026-03-06T09:29:13Z</updated>
    <published>2563-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ชีววิทยาบางประการและชนิดอาหารในการอนุบาลกุ้งพยาบาลลายทาง (Lysmata cf. vittata) เบื้องต้น
Authors: ชนะ เทศคง; ธนกฤต คุ้มเศรณี; ฑิฆัมพร นามกร
Abstract: การศึกษาชีววิทยาบางประการ ของกุ้งพยาบาลลายทาง (Lysmata vittata) พบว่า กุ้งพยาบาลลายทาง ใช้ระยะเวลาเฉลี่ยในการพัฒนารังไข่จนถึงไข่มาเกาะติดที่ขาว่ายน้ำ 10.28 +- 0.78 วัน, ใช้ระยะเวลาเฉลี่ยในการฟักออกจากไข่ 8.40 +- 1.07 วัน, และใช้ระยะเวลาในการพัฒนาการตั้งแต่ระยะ zoea จนถึงระยะลงเกาะใช้เวลา 28-45 วัน&#xD;
การทดลองชนิดอาหารในการอนุบาล ลูกกุ้งพยาบาลลายทาง ในระยะ zoea1 ถึง ระยะ zoea3 ใช้การวางแผนการทดลองแบบ CRD (Completely Randomized Design) ประกอบด้วยวิธีการอนุบาลที่แตกต่างกัน 4 แบบ คือ 1) การให้สาหร่ายไอโซครัยซีส ในระยะ zoea1  และเมื่อลูกกุ้งเข้าระยะ zoea2 ให้โรติเฟอร์ร่วมกับสาหร่ายไอโซครัยซีส, 2) การให้สาหร่ายคีโตเซอรอส ในระยะ zoea1  และเมื่อลูกกุ้งเข้าระยะ zoea2 ให้โรเฟอร์ร่วมกับสาหร่ายคีโตเซอรอส, 3) การให้สาหร่ายเตตราเซลมิส ในระยะ zoea1  และเมื่อลูกกุ้งเข้าระยะ zoea2 ให้โรเฟอร์ร่วมกับสาหร่ายเตตราเซลมิส, 4) การให้โรติเฟอร์ เป็นอาหารของลูกกุ้ง ตลอดการทดลอง พบว่าลูกกุ้งมีอัตรารอดตาย  86.67?9.02 ab, 90.0?2.0 a, 74.67?8.08 b และ 57.33?6.11 c ตามลำดับ (P?0.05)&#xD;
การทดลองชนิดอาหารในการอนุบาล ลูกกุ้งพยาบาลลายทาง ในระยะ zoea3 ถึง ระยะลงเกาะ ใช้การวางแผนการทดลองแบบ CRD ประกอบด้วยวิธีการอนุบาลที่แตกต่างกัน 3 แบบ คือ 1) ให้โรติเฟอร์เพียงอย่างเดียว, 2) ให้อาร์ทีเมียแรกฟักเพียงอย่างเดียว , 3) ให้โรติเฟอร์ร่วมกับอาร์ทีเมียแรกฟัก พบว่าลูกกุ้งมีอัตรารอดตาย 0.0?0.0 b, 36.0?6.0 a และ 34.0?6.0 a ตามลำดับ (P?0.05)&#xD;
สรุปได้ว่า การใช้สาหร่ายคีโตเซอรอส อนุบาลในระยะ zoea1 และใช้สาหร่ายคีโตเซอรอส ร่วมกับโรติเฟอร์ ในการอนุบาลลลูกกุ้งระยะ zoea2 ถึง ระยะ zoea3  เป็นวิธีการที่ให้อัตราการรอดตายดีที่สุด, ส่วนการอนุบาลในลำดับต่อมา คือ ในระยะ zoea3 จนถึงระยะลงเกาะ นั้น พบว่าการใช้อาร์ทีเมียเพียงอย่างเดียว และการใช้โรติเฟอร์และอาร์ทีเมียแรกฟัก ให้ผลที่ใกล้เคียงกัน
Description: โครงการวิจัยประเภทงบประมาณเงินรายได้ส่วนงาน (สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560</summary>
    <dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

